ข่าว

สาวผู้ต้องหาฆ่าเผาพล.ต.ต.ชูเกียรติรับติดหนี้บัตรเครดิต

สาวผู้ต้องหาฆ่าเผาพล.ต.ต.ชูเกียรติรับติดหนี้บัตรเครดิต

09 ก.ค. 2552

ทอมสาวผู้ต้องหาฆ่าเผาอดีตรอง ผบช.ภ.7 สารภาพติดหนี้ทั้งบัตรเครดิต เงินกู้นอกระบบกว่า 2 แสน จึงต้องก่อเหตุฆาตกรรมเพราะต้องการทรัพย์สิน ส่วนเหตุที่เผาบ้านอำพรางอ้างจำมาจากในหนัง ด้านน้องชายผู้ตายไม่ให้มือฆ่าขอขมาศพพี่ชาย เพราะพฤติกรรมก่อเหตุถือว่าเจตนาฆ่า

ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คลี่คลายคดีฆ่าเผาอำพรางศพ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ภัยลี้ อดีต รอง ผบช.ภ.7 ที่บ้านพักเลขที่ 131 ซอย 8 หมู่บ้านกฤษดานคร 10 หมู่ 7 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี โดยเหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้สำเร็จในช่วงเวลาเพียง 7 วัน

 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ฉลอง สนใจ ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รอง ผบช.ภ.1 ได้ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมตัวผู้ต้องหา คือ น.ส.ภรณ์ภัสสรณ์ ศิริวงศ์ หรือบ๋อม อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 167/133 หมู่ 1 ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เป็นพนักงานเสิร์ฟสวนอาหารแห่งหนึ่งในเขต อ.บางบัวทอง

 ทั้งนี้ ทรัพย์สินของผู้ตายที่ผู้ต้องหารายนี้นำติดตัวไปด้วยหลังก่อเหตุ ได้แก่ สร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท 1 เส้น สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท 1 เส้น สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 4 เส้น นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์เรือนทองฝังเพชร 1 เรือน พระสมเด็จเลี่ยมทอง 1 องค์ เหรียญสมเด็จโตเลี่ยมทอง 1 องค์ แหวนพลอยล้อมเพชร 1 วง แหวนเพชร 2 วง เงินสด 2 แสนบาท กล้องถ่ายรูปดิจิทัล 1 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง รวมทั้งมีดพับแบบสปริงอีก 1 เล่ม ที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบเจอภายในห้องน้ำของบ้านที่เกิดเหตุ

 น.ส.ภรณ์ภัสสรณ์ให้การว่า มีความสนิทสนมกับ พล.ต.ต.ชูเกียรติ เพราะทำงานเป็นพนักเสิร์ฟที่สวนอาหารแห่งหนึ่งในบางบัวทอง เวลาที่ พล.ต.ต.ชูเกียรติมากินอาหารที่ร้าน ก็มักจะเรียกมานั่งคุยด้วยเป็นประจำ จนเกิดความสนิทสนมกันในระดับหนึ่ง และไม่ทราบมาก่อนว่า พล.ต.ต.ชูเกียรติ เป็นอดีตนายตำรวจ เพราะที่ผ่านมา พล.ต.ต.ชูเกียรติมักชอบบอกว่าเป็นเพียงจ่าตำรวจที่เกษียณมานานแล้ว

 กระทั่งต่อมาเกิดความเครียดที่ถูกทวงเงินจากบัตรเครดิต และเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเป็นหนี้อยู่ประมาณ 2 แสนบาท จึงคิดจะเอ่ยปากขอยืมเงินจาก พล.ต.ต.ชูเกียรติ ต่อมาในวันเกิดเหตุ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ไปนั่งกินอาหารที่ร้าน และชวนตนกลับมาดื่มเหล้าต่อที่บ้าน จึงนั่งรถมาด้วยกัน เมื่อมาถึง พล.ต.ต.ชูเกียรติชวนดื่มเหล้าเป็นเพื่อน แต่ตนไม่ดื่ม จึงตอบปฏิเสธไป และนั่งกินแต่กับแกล้มเพียงอย่างเดียว

 หลังจากนั่งดื่มกินไปสักพัก พล.ต.ต.ชูเกียรติ เดินหายขึ้นไปที่ห้องนอนข้างบน จึงตามขึ้นไปดูพบว่า พล.ต.ต.ชูเกียรติหลับอยู่บนที่นอน โดยมีทรัพย์สินมีค่าต่างๆ วางอยู่บนโต๊ะทำงาน ด้วยความที่อยากจะได้เงินไปใช้หนี้ จึงหยิบเอามีดพับแบบสปริงที่พกติดตัวอยู่เป็นประจำถือเดินเข้าไป ใช้มือซ้ายกดหน้า พล.ต.ต.ชูเกียรติ ไว้ จากนั้นใช้มีดจ้วงแทงที่คอ พล.ต.ต.ชูเกียรติ เพราะเชื่อว่าเป็นจุดที่ทำให้ผู้ตายเสียชีวิตทันที แต่เมื่อจ้วงแทงไปแล้ว พล.ต.ต.ชูเกียรติกลับมีแรงลุกขึ้นสู้ จึงเกิดการปล้ำแย่งมีดกันจนถูกมีดบาดที่มือขวา ทำให้เกิดบันดาลโทสะ กระโดดขึ้นคร่อมแทงใส่ร่างของ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ที่นอนคว่ำหน้าอย่างไม่ยั้งมือ

 น.ส.ภรณ์ภัสสรณ์ให้การอีกว่า เมื่อเห็นว่า พล.ต.ต.ชูเกียรติ แน่นิ่งไปแล้ว จึงรื้อค้นและหยิบเอาทรัพย์สินมีค่ารวมทั้งกระเป๋าสตางค์ที่มีบัตรเอทีเอ็มและรหัสที่จดอยู่ข้างหลังไปด้วย จากนั้นจึงถือมีดเข้าไปล้างมือที่อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ และหาผ้ามาพันแผลที่ถูกบาด จนลืมมีดพับไว้ที่อ่างล้างหน้า ก่อนที่จะตัดสินใจใช้ไฟแช็กที่ค้นเจอในลิ้นชัก จุดไฟเผาที่นอนแบบที่เคยดูในหนัง เพราะเกรงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาพบหลักฐานในที่เกิดเหตุและถูกตามจับ จึงจุดไฟเผาอำพรางคดี หลังก่อเหตุแล้วได้ปีนรั้วออกมาจากบ้าน และเดินไปเรียกรถแท็กซี่หลบหนีไป จนกระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ระหว่างหลบหนีไปอยู่ที่บ้านญาติใน จ.เพชรบูรณ์

 เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหา น.ส.ภรณ์ภัสสรณ์ ในข้อหาชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น พกพาอาวุธมีดไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพเพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย พร้อมกับควบคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บ้านเกิดเหตุด้วย

 ในเวลาต่อมาระหว่างที่นำตัว น.ส.ภรณ์ภัสสรณ์ มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ พล.ต.ต.สกล ภัยลี้ อายุ 64 ปี อดีตรอง ผบช.ภ.7 น้องชายของ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ภัยลี้ มาร่วมดูการทำแผนประกอบคำรับสารภาพของผู้ต้องหาด้วยตนเอง

 พล.ต.ต.สกลกล่าวว่า ในฐานะที่เป็นตำรวจ และเคยทำงานด้านนี้มาก่อน รู้ว่าการทำงานในด้านนี้จะต้องเชื่อถือและยึดในพยานหลักฐานมากกว่าคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งคงต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานกันไปตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ก่อน หากมีหลักฐานเชื่อมโยงว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ก็ต้องนำตัวมาดำเนินคดี ส่วนทรัพย์สินที่ติดตามคืนมาได้ ส่วนใหญ่ยังอยู่ครบ ขาดเพียงอาวุธปืนพกประจำตัว ยี่ห้อสมิธแอนด์เวสสัน เท่านั้น ซึ่งยังไม่รู้แน่ชัดว่าปืนดังกล่าวหายไปได้อย่างไร

 พล.ต.ต.สกลกล่าวด้วยว่า พยานหลักฐานที่มีอยู่ในตอนนี้ เชื่อได้ว่าคนร้ายลงมือก่อเหตุเพียงคนเดียว ส่วนประเด็นภาพวงจรปิดที่เผยแพร่ในตอนแรกว่า เป็นผู้ชายนำบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบแล้วว่าเกิดการจากตั้งบันทึกเวลาของกล้องคลาดเคลื่อนในช่วงแรก อย่างไรก็ตามยังมีกล้องของธนาคารที่บันทึกภาพขณะที่ผู้ต้องหารายนี้นำบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินด้วยตนเอง เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการมัดตัวอยู่แล้ว ส่วนจะให้นำตัวผู้ต้องหาไปขอขมาศพพี่ชายนั้น เห็นว่าไม่สมควร เพราะผู้ต้องหามีเจตนาต้องการฆ่าปิดปากเพื่อชิงทรัพย์ และยังเผาศพเผาบ้านทำลายหลักฐานเพื่อหลบหนีอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย จึงไม่ต้องนำตัวไปขอขมาเพราะไม่มีประโยชน์

 จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังพบว่าพฤติการณ์ของ น.ส.ภรณ์ภัสสรณ์ มีลักษณะเป็นทอมบอย ทำงานเสิร์ฟอยู่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง และคบกับแฟนสาวคนหนึ่ง ซึ่งผู้ต้องหาหลงรักแฟนสาวคนนี้มาก จึงทุ่มเทซื้อข้าวของเครื่องใช้ให้แฟนสาวต่างๆ ถึงขั้นรูดบัตรเครดิตและกู้เงินนอกระบบมาใช้จ่ายจนเป็นหนี้ก้อนดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาเพียง 7 วันในการติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีได้ก่อนที่จะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ภัยลี้ ที่จะมีกำหนดในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม ที่วัดลานนาบุญ ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี

 ส่วนแนวทางการสืบสวน แหล่งข่าวในชุดสืบสวนระบุว่า การจับกุมเริ่มที่ร้านทองในเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ ผู้ต้องหาได้นำสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 5 บาท ซึ่งในทางสอบสวนเชื่อว่าเป็นของ พล.ต.ต.ชูเกียรติ ไปแลกเปลี่ยนสร้อยคอทองคำเส้นใหม่ แต่เนื่องจากเป็นสร้อยที่ผ่านการใช้มานาน ทำให้ตกลงแลกเปลี่ยนได้เพียงสร้อยคอทองคำน้ำหนักเส้นละ 2 บาท 2 เส้น โดยส่วนต่างที่เหลือเจ้าของร้านทองได้ให้เป็นเงินสด ตำรวจใช้เวลารวบรวมหลักฐานราว 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงควบคุมตัวผู้ต้องหากลับท้องที่รับผิดชอบ