
กมธ.ยกร่างฯคลอด7เงื่อนไขห้ามชุมนุม
15 ม.ค. 2558
กมธ.ยกร่างฯ ผ่านบทบัญญัติคุมเข้มการชุมนุมของพลเมือง คลอด 7 เงื่อนไขห้ามชุมนุม
15 ม.ค.58 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน ซึ่งพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ตามการเสนอของคณะอนุ กมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ ที่มีนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน คณะอนุกมธ. เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมได้ใช้เวลาพิจารณาจนถึงเวลา 22.30 น. โดยการประชุมวันดังกล่าวนั้นผ่านการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรารวม 26 มาตรา และมีประเด็นที่น่าสนใจ คือ ร่างมาตรา (1/2/2) 21 ว่าด้วยการคุ้มครองเสรีภาพพนักงานหรือลูกจ้าของเอกชนซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน โดย อนุกมธ.ฯ ได้นำบทบัญญัติของมาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณาและปรับเพิ่มถ้อยคำ โดยที่ประชุมได้มีการอภิปรายและปรับแก้ไขร่างรายมาตราตามที่ อนุกมธ.ฯ เสนอมา โดยปรับเพิ่มเติมในส่วนของกรณีที่มีกฎหมายจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนซึ่งประกอบด้วยบุคคลในวิชาชีพ เพื่อคุ้มครองสวัสดิการของบุคลลที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น รวมถึงพนักงาน ข้าราชการ หรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน เพื่อให้องค์กรดังกล่าวมีหน้าที่ปกป้องเสรีภาพ ความเป็นอิสระ และส่งเสริมจริยธรรมแห่งวิชาชีพ รวมถึงพิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนในการประกอบวิชาชีพ ซึ่งการพิจารณาคำร้องดังกล่าวนั้นเป็นถ้อยคำที่เพิ่มเติมเข้ามาตามความเห็นของ กมธ.ฯ
ร่างมาตรา (1/2/2) 22 ว่าด้วยการมีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระเพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ โดยอนุ กมธ.ฯ ได้นำบทบัญญัติของมาตรา 47 ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณา และเพิ่มเติมในประเด็นที่กำหนดให้การเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ต้องยึดความสำคัญในประเด็นการแข่งขันโดยเสรี เป็นธรรม และการบริการที่ทั่วถึง อย่างมีมาตรฐานและมีคุณภาพ รวมถึงคำนึงถึงราคาที่ประชาชนทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด มากกว่าการมุ่งหาประโยชน์เข้ารัฐหรือองค์กรเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามในบทบัญญัติดังกล่าว กมธ.ฯ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เห็นชอบ แต่ในมาตราดังกล่าวนั้นยังมีประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุปและต้องรอการพิจารณาอีกครั้ง คือ ข้อห้ามที่เจ้าของกิจการต้องไม่ดำเนินการในลักษณะที่เข้าข่ายหรือมีผลตามที่มาตรา (1/2/2) 20 ว่าด้วยการครอบงำ ผูกขาดการนำเสนอข่าวสรที่อาจกระทบต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชน
ร่างมาตรา (1/2/2)23 ว่าด้วยเสรีภาพทางวิชาการที่ได้รับความคุ้มครอง โดยอนุ กมธ.ฯ ได้เสนอบทบัญญัติเพิ่มเติมจากมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ในวรรคสาม ที่ระบุว่า “การวิเคราะห์วิจารณ์คำพิพากษา คำวินิจฉัย หรือคำสั่งของศาลและการโฆษณาการวิเคราะห์วิจารณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ โดยสุจริตตามหลักวิชาการ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้มาตราดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาโดยไม่มีการแก้ไข
ร่างมาตรา (1/2/2) 24 ว่าด้วยสิทธิของพลเมืองต่อการเข้ารับการศึกษาอย่างทั่วถึงโดยรัฐ โดยอนุ กมธ.ฯ ได้นำบทบัญญัติของมาตรา49 ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณาและปรับถ้อยคำให้สอดคล้องกับข้อเสนอของ คณะกมธ.ปฏิรูปการศึกษา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำเสนอ แต่มีบางบทบัญญัติที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีความเห็นโต้งแย้ง คือการจัดสรรรายรายหัวให้ผู้รับการศึกษามีโอกาสเลือกรับบริการศึกษาตามความต้องการ เนื่องจากเห็นว่าการบัญญัติคำว่า “จัดสรรรายได้รายหัว” นั้นอาจมีผลกระทบต่อระบบงบประมาณ และจะเป็นคำที่กำหนดให้พลเมืองทุกคนได้รับการอุดหนุนโดยรัฐ โดยไม่คำนึงถึงฐานะของบุคคลในการเข้าถึงการศึกษา จึงทำให้บทบัญญัติดังกล่าวต้องรอการพิจารณาอีกครั้ง
ขณะที่มาตรา (1/2/2)25 ว่าด้วยสิทธิในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ซึ่ง อนุกมธ.ฯ ได้นำบทบัญญัติของมาตรา 63 ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณา ทั้งนี้มีการเพิ่มเติมจากบทบัญญัติเดิม คือ การจำกัดเสรีภาพของการชุมนุมไม่สามารถทำได้ ยกเว้นอาศัยอำนาจตามกฎหมาย หรือชุมนุมได้เท่าที่จำเป็น และเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การสาธารณสุข หรือการคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น โดยที่ประชุมได้ผ่านการพิจารณาตามการเสนอของอนุ กมธ.ฯ ,
มาตรา (1/2/2)26 ว่าด้วยเสรีภาพของพลเมืองในการรวมกลุ่มของประชาชน ซึ่ง อนุกมธ.ฯ ได้นำบทบัญญัติของมาตรา 64 ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณา ผ่านการพิจารณาของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการแก้ไขจากร่างรายมาตราเดิม



