ข่าว

23ม.ค.!ลงมติถอดถอน'ปู-นิคม-สมศักดิ์'

23ม.ค.!ลงมติถอดถอน'ปู-นิคม-สมศักดิ์'

15 ม.ค. 2558

'พรเพชร'แจ้ง23ม.ค.!ลงมติถอดถอน'ปู-นิคม-สมศักดิ์' จี้สมาชิกเข้าร่วมประชุมพร้อมเพียง

              เมื่อเวลา 10.30น.วันที่ 15 ม.ค.2558 ที่รัฐสภามีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธาน โดยวาระสำคัญในการพิจารณาคือการดำเนินกระบวนการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ออกจากตำแหน่งตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช 2542 ซึ่งจะเป็นขั้นตอนการซักถามประเด็นตามที่ที่ประชุมสภา สนช.กำหนดตามญัตติของสมาชิก สนช. โดยคณะกรรมาธิการซักถาม ทั้งนี้ที่ประชุมจะเชิญคู่กรณีคือ ป.ป.ช. และผู้ถูกกล่าวหาเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยคำถามที่สนช.ยื่นถามได้มีการจัดกลุ่มและตัดคำถามซ้ำซ้อน โดยล่าสุดคำถามในคดีนายนิคม เป็นคำการถามต่อ ป.ป.ช.จำนวน 8 คำถาม ถามนายนิคม 7 คำถาม ส่วนคดีนายสมศักดิ์ เป็นถามป.ป.ช. จำนวน 9 ข้อ และถามนายสมศักดิ์จำนวน 6 ข้อ

              นายพรเพชร แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ในวันพุธที่ 21 ม.ค.จะมีการประชุมสนช.เพิ่มอีก 1 วัน เพื่อพิจารณาคดีถอดถอนอดีต 38 ส.ว.กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบ และการแถลงปิดคดีถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ส่วนวันที่ 22 ม.ค.จะแถลงปิดคดีถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากนั้นที่ประชุมสนช.จะลงมติถอดถอนทั้งหมดในวันที่ 23 ม.ค.โดยเป็นการประชุมลับ เพื่อลงมติใช้วิธีขานชื่อ และให้สมาชิกเข้าคูหากาบัตรลงคะแนน ทั้งนี้นายพรเพชรได้กำชับสมาชิกว่า หากไม่ติดภารกิจจำเป็นจริงๆขอให้มาร่วมประชุมเพื่อลงมติ รวมทั้งขอให้สมาชิกสนช.ไม่แสดงความเห็นในทางคดี เพราะถือว่าคดีดังกล่าวมีความสำคัญมากที่อาจกระทบต่อกระบวนการถอดถอนของสนช. ซึ่งการดำเนินกระบวนการทุกเรื่องของสนช.ต้องเป็นไปตามกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้อบังคับการประชุมสนช.ที่สมาชิกต้องปฏิบัติตาม ส่วนสมาชิกจะมีความเห็น หรือมีดุลยพินิจเรื่องการถอดถอนอย่างไร ขอให้เก็บไว้ในใจ

กมธ.ซักถาม 8 ข้อยื่นสอย “นิคม”

              จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการซักถาม โดยมีคำถามทั้งหมด 8 ข้อ โดยคณะกรรมาธิการซักถามฯแต่ละคน เริ่มซักถามคำถามต่างๆแทนสมาชิกสนช.ทั้ง 8 ข้อดังนี้ 1. เหตุใดป.ป.ช.จึงยืนยันส่งคดีถอดถอนนายนิคมให้สนช. ทั้งที่ไม่ใช่วุฒิสภา 2.ขอให้ป.ป.ช.ระบุฐานความผิดที่ส่งให้สนช.ดำเนินการให้ชัดเจนว่า นายนิคมมีความผิดตามกฎหมายใดบ้าง3.การที่ป.ป.ช.ระบุว่า การตัดสิทธิการอภิปราย มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือวาระซ่อนเร้น ขอให้ขยายความว่ามีผลประ โยชน์ซ่อนเร้นอย่างไร 4.พฤติการณ์ของนายนิคมมีความผิดทางอาญาหรือไม่ และการดำเนินการถอดถอนจะกระทบต่อการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองหรือไม่ 5.การกระทำของนายนิคมที่บอกว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมายสร้างความเสียหายให้ใคร อย่างไร 6.นายนิคมอ้างว่า ทำถูกต้องตามข้อบังคับการประชุมข้อ 59 ที่ระบุว่า เมื่อมีผู้เสนอญัตติปิดอภิปราย ก็ต้องให้ลงมติปิดอภิปราย เป็นการตีความข้อบังคับโดยถูกต้องใช่หรือไม่ 7.การที่นายนิคมระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเอกสิทธิ์เด็ดขาดของสมาชิกรัฐสภา ผู้ใดจะนำไปฟ้องร้องไม่ได้ แต่เหตุใดป.ป.ช.ยังคงชี้มูลความผิดนายนิคม และส่งเรื่องให้สนช.ถอดถอน 8.ป.ป.ช.เห็นอย่างไรกับกรณีที่นายนิคมอ้างว่า เมื่อมีการลงมติปิดอภิปราย ประธานจะทำอย่างอื่นไม่ได้ เหตุใดป.ป.ช.ไม่ยอมรับคำโต้แย้งดังกล่าว

ป.ป.ช.ย้ำมีอำนาจไต่สวนชี้มูล”นิคม” ยกคำสั่ง คสช.และกม.ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด

              นายวิชา ได้ตอบข้อซักถามต่างๆว่า คำวินิจฉัยของป.ป.ช.นอกจากระบุถึงฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 แล้ว ยังระบุถึงความผิดฐานมีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ การใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 58 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 ด้วย และหลังจากป.ป.ช.ลงมติไปแล้ว ปรากฏว่า เกิดการยึดอำนาจ แม้จะให้รัฐธรรมนูญปี 50 ยุติไปแล้ว แต่มีประกาศจากคสช.ให้กฎหมายป.ป.ช.ยังคงใช้ได้ต่อเนื่อง รวมทั้งให้บทบัญญัติต่างๆที่เกี่ยวข้องกับศาล และกระบวนการยุติธรรม ยังใช้ได้อยู่ต่อไป จึงทำให้.ป.ป.ปช.ยังมีอำนาจส่งเรื่องให้สนช. ซึ่งป.ป.ช.ได้ไต่สวนและเห็นว่า นายนิคมมีการกระทำส่อว่า จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จากกรณีการตัดสิทธิผู้อภิปรายเป็นการลิดรอนสิทธิของอดีตสมาชิกรัฐสภาที่ประสงค์จะอภิปราย ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 291 ตามรัฐธรรมนูญ ประกอบกฎหมายป.ป.ช.มาตรา 56, 58, 61 และ62 นอกจากนี้พฤติการณ์ของนายนิคมยังส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งราชการ และขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย

มั่นใจผลประโยชน์ทับซ้อนเร่งลงมติ เพื่อตัวเอง

              นายวิชา กล่าวว่า ส่วนเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ถูกกล่าวหานั้น ป.ป.ช.เห็นว่า กรณีนี้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาของส.ว. โดยแก้ไขให้ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่มีส.ว.สรรหา จึงถือว่านายนิคมมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะเป็นส.ว.อยู่ด้วย โดยเฉพาะการแก้ไขให้ส.ว.ปัจจุบันลงสมัครส.ว.รอบใหม่ได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค ถือว่าได้รับผลประโยชน์เต็มที่ อีกทั้งตัวประธานต้องระมัดระวังในการตัดสิทธิผู้อภิปราย และเหตุใดต้องรีบร้อน ซึ่งป.ป.ช.มองว่า เป็นการส่อหรือไม่ เพราะการส่อหมายความว่า แสดงให้คนอื่นไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ หรือไปเข้าข้างฝ่ายใด และการทุจริตไม่ได้หมายถึง กินสินบน แต่หมายถึงการรักษาความเป็นกลางด้วย ดังนั้นการดำเนินการในฐานะประธาน ต้องหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆที่อาจทำให้ตนได้รับผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมีฉายาแห่งการทุจริต

ชี้สอยปฏิปักษ์ปท.ไม่กระทบปรองดอง ครวญไม่เคยถอดถอนใครได้

              นายนิคม กล่าวว่า การกระทำของนายนิคมเป็นการทำผิดกฎหมายอาญา หรือไม่ ป.ป.ช.เห็นว่า ไม่ใช่ความผิดทางอาญา เพราะคดีอาญาจะมีการแยกพิจารณาออกไปจากกัน ส่วนการถอดถอนจะกระทบต่อการปรองดองและการปฏิรูปหรือไม่นั้นผมกราบเรียนว่าในการดำเนินคดีและส่งเรื่องมายังสนช. ทางป.ป.ช.เล็งเห็นถึงการปรองดองในชาติเป็นสำคัญ แต่หลักเรื่องการปรองดองจะต้องไม่ลืมหลักสำคัญอีกหลัก คือ หลักนิติรัฐนิติธรรม จะต้องยึดตามกฎหมาย เมื่อต้นทางดำเนินการมาโดยอาศัยกฎหมายแล้วจะบอกให้ป.ป.ช.มายุติเรื่องนี้ด้วยการอ้างจะขัดกับการสร้างความปรองดองไม่ได้ เพราะแบบนั้นเรียกว่าเป็นหลักอำเภอใจ ธงนำของการไต่สวนของป.ป.ช.จะต้องดำเนินการต่อไปให้สุดทาง ส่วนจะถอดถอนได้หรือไม่ ขึ้นอยู่ดุลยพินิจของสนช. กระบวนการชี้มูลความผิด เพื่อถอดถอนบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศออกจากตำแหน่ง จะก่อให้เกิดแนวทางให้เกิดความปรองดอง ยิ่งเสียกว่าการวางเฉยไม่ดำเนินการใดๆ เรื่องการถอดถอนที่ผ่านมาถือว่า ยาก เพราะทำเรื่องถอดถอนมาหลายเรื่อง ไม่เคยถอดถอนใครได้ แสดงว่า กระบวนการที่ผ่านมาไร้ซึ่งการบังคับใช้อย่างจริงจัง จึงมีความหวังอย่างยิ่งกับสภาฯแห่งนี้จะแยกระหว่างความปรองดอง กับหลักนิติรัฐ นิติธรรมออกจากกัน

อัดแก้ที่มาส.ว.เปลี่ยนแปลงหลักการของรธน.

              นายวิชา กล่าวว่า ผลจากการกระทำของนายนิคม มีผลกระทบสำคัญต่อการใช้อำนาจ ซึ่งกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการของรัฐธรรมนูญที่กระทบต่อที่มาส.ว.จากเดิมมี 2 ทาง จากการเลือกตั้ง และสรรหา เปลี่ยนเป็นการเลือกตั้งอย่างเดียว ส่งผลกลับไปเป็นเหมือนปี 2540 ที่เป็นสภาผัวเมีย แต่หากจะพูดเรื่องความเสียหายเป็นตัวเงินคงไม่สามารถชี้ชัดได้ แต่เรื่องความเสียหายทางสังคม การปกครอง เป็นเรื่องสำคัญสูงสุด การเปลี่ยนแปลงต้องใช้ความรอบคอบ ไม่ใช่ขู่เข็ญ หรือการห้ามพูดของฝ่ายคัดค้าน ซึ่งถือว่า มีความเสียหายเกิดขึ้นแล้วทั้งทางสังคม และการปกครอง จนมีการต่อต้านจากสังคม ทำให้ประชาชนออกมาต่อต้านจำนวนมาก จนเกิดการรัฐประหาร

              นายวิชา กล่าวว่า แม้นายนิคมจะยืนยันว่า การปิดอภิปรายทำถูกต้องตามข้อบังคับการประชุม แต่ประธานต้องใช้ดุลยพินิจเพราะยังมีผู้ขออภิปรายเหลืออยู่ จึงไม่ควรตัดสิทธิผู้อภิปราย ทำให้ญัตติการปิดอภิปรายใหญ่กว่าญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการรับญัตติสั่งปิดอภิปรายยังมีข้อยกเว้นว่า ไม่ให้ใช้บังคับกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนที่นายนิคมอ้างเรื่องการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา จะนำไปฟ้องร้องไม่ได้นั้น เอกสิทธิดังกล่าวไม่ใช่เอกสิทธิเด็ดขาด ซึ่งเอกสิทธิที่อ้างต้องตั้งอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ จะมาทำลายหลักการเหล่านี้ไม่ได้ การอ้างเอกสิทธิไม่ให้ถูกฟ้องร้องมีข้อยกเว้นให้ใช้เฉพาะกับการแสดงความเห็น และการลงมติเท่านั้น แต่เรื่องอื่นๆย่อมไม่ได้รับการคุ้มครอง

กมธ.ซักถาม”นิคม “7 ข้อ

              จากนั้นเป็นกระบวนการซักถามนายนิคม โดยคณะกรรมาธิการซักถามได้ตั้งคำถามจำนวน 7 ข้อ อาทิ นายนิคมจะได้รับประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสว.หรือไม่ผ่านการได้มีโอกาสลงเลือกตั้งสว.อีกครั้ง เหตุใดถึงต้องสั่งลดจำนวนวันประชุมวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรเพื่อไปประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแทน และในฐานะประธานการประชุมได้ทราบถึงพฤติกรรมที่มีสมาชิกรัฐสภาได้เสียบบัตรลงมติแทนกันหรือไม่ อย่างไร และการกระทำดังกล่าวขัดต่อข้อบังคับการประชุมและกฎหมาย และอยู่ในอำนาจที่จะวินิจฉัยในที่ประชุมหรือไม่ ซึ่งในในฐานะที่เป็นรองประธานรัฐสภาจะต้องปรึกษาหารือกับประธานรัฐสภาในการปิดอภิปรายเพื่อลงมติหรือไม่

ยันสมาชิกยื่นญัญัติแก้รธน.ได้ อัดอย่ามโนมโนแก้รธน.ให้ทันเลือกตั้ง ส.ว.ใหม่

              นายนิคม ชี้แจงว่า เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่สามารถเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ คนที่ได้ประโยชน์ คือ การคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะประชาชนจะได้เลือกตัวแทนของท่านเข้ามา ส่วนตัวจะลงเลือกตั้งหรือไม่ไม่มีใครรู้ และก็ไม่มีทางรู้ว่าถ้าลงสมัครแล้วจะได้รับการเลือกตั้งกลับมาหรือไม่ ที่ผ่านมาคนที่เคยเป็นแล้วและลงอีกจะมีโอกาสได้กลับมาเป็นอีกเพียง 30%ที่สำคัญไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะกลับมาลงสมัครได้ทันกับวาระที่กำลังจะหมดลงในขณะนั้น เพราะมีขั้นตอนในการทูลเกล้าฯร่างแก้ไขที่ผ่านรัฐสภา รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมายกกต. ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร ดังนั้น จะมามโนไม่ได้

จวกสนช.ก็สภาผัว-เมีย

              นายนิคม กล่าวว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ผิดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ผ่านสภา ต่อไปจะมีแต่ส.ว.เลือกตั้ง ไม่มีสรรหาอีก เรื่องที่ห่วงสภาผัวเมีย ตนเห็นสภานี้ก็มีเต็มไปหมดทำไมไม่พูด เวลานี้ในที่ประชุมแห่งนี้ก็มี สามีภรรยา สำหรับข้อกล่าวหาการเสนอปิดประชุมโดยรวบรัด นั้น ญัตติมี 2 ประเภทคือญัตติหลัก และญัตติประกอบ ญัตติหลักเช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการศึกษาเรื่องใด ๆ แต่ญัตติประกอบคือเป็นญัตติเพื่อใช้ให้ญัตติหลักประสบความสำเร็จ เช่นกรณีญัตติการปิดประชุม เมื่อมีการเสนอมาก็ต้องถามว่าจะมีใครเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่ 47 วรรค 2 ยุติการอภิปราย การไม่ส่งชื่อให้ตนทำให้การประชุมเป็นไปด้วยความยุ่งยาก ขัดข้อบังคับ 38 ตนพยายามที่จะเดินตามข้อบังคับการประชุมข้อ 5 ข้อ 6 ภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 137 เพราะฉะนั้นท่านอาจจะมาเป็นส.ว.ได้ไม่กี่เดือน วันนี้ต้องขออนุญาต พลทหารสอนพล.อ. ท่านอย่าเอาความรู้สึกเกลียดชังมาถามตน

“กิตติศักดิ์”ลุกประท้วงจวกอย่าอวดรู้

              อย่างไรก็ตาม นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสนช.ลุกขึ้นประท้วงนายนิคมว่า ผู้ถูกกล่าวหาต้องมาตอบคำถาม มาชี้แจง ไม่ใช่ท่านมาแสดงอวดภูมิรู้สั่งสอนสภานี้ และสภานี้มีวุฒิภาวะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ และจะไม่นำตัวอย่างที่ไม่ดีของท่านมาปฏิบัติอย่างแน่นอน นายพรเพชร ได้ชี้แจงข้อสังเกตของนายนิคมว่า การที่ยกเว้นข้อบังคับให้เพิ่มเติมการตั้งคำถามได้ เป็นการยกเว้นข้อบังคับของสนช.เพราะพิจารณาว่าการพิจารณาว่าถอดถอนควรเป็นไปด้วยความเป็นธรรมก่อนที่จะสมาชิกจะมีความเห็นและลงมติ ควรจะต้องได้รับฟังความเห็นและตอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน จึงจะได้มีมติอย่างถูกต้อง และเป็นไปตามหลักยุติธรรม

ยันทำตามข้อบังคับการประชุม

              นายนิคม ตอบคำถามอีกว่า การทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมก็ต้องทำตามข้อบังคับการประชุมข้อ 5 ข้อ 6 และรัฐธรรมนูญมาตรา 122 มาตรา 125 มาตรา 126 ต้องปฏิบัติหน้าที่แทนประธานรัฐสภา เมื่อประธานสภาไม่อยู่หรือได้รับมอบหมาย ดังนั้นการทำหน้าที่จึงอาศัยข้อบังคับการประชุม ไม่จำเป็นต้องปรึกษาใคร ส่วนที่มีสมาชิกทักท้วงว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตนลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับคือมาตรา 190 และมาตรา 68 ประกอบมาตรา 237 ส่วนการแก้ไขที่มาส.ว.ไม่ได้ร่วมลงชื่อ ซึ่งการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมยึดหลักข้อบังคับการประชุมเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ดังนั้นท่านก็อย่าไปคาดการณ์ว่าผู้ที่ทำหน้าที่จะไม่วางตัวเป็นกลาง ทั้งนี้ถ้าให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่จะเหลือประธานรัฐสภาทำหน้าที่เพียงคนเดียว

              “ผมไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยอารมณ์หรือให้ทันวันที่ 2 มี.ค. วันนี้มาบอกว่าผมมีประโยชน์ทับซ้อน ความจริงคนที่ลงมติไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ โดยในนั้นมีสนช.ที่เป็นอดีตส.ว.อย่างนี้จึงมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะท่านกำลังรักษาสถานภาพของความเป็นส.ว.สรรหาเอาไว้ เพราะรู้ว่าหากปล่อยให้รัฐธรรมนูญไปท่านจะหมดสถานะ ผมขอเรียกร้องให้ลงไปเลือกตั้ง ขอร้องไปสมัครเถอะ ท่านเป็นนักประชาธิปไตยอย่าเกลียดประชาชนเลย วันนี้ขอระบายความในใจแม้กระทั่งเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมส.ว.ก็มีมติยับยั้ง แต่กลับกล่าวว่าไปรับเงินจากคนแดนไกล จากรัฐบาล ผมกับท่านก็มีเจตนาเดียวกันไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย สงบ”นายนิคม กล่าว

              นายนิคม ยังตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเสียบบัตรแทนกันของสมาชิกรัฐสภา ว่า ประเด็นนี้ไม่ได้อยู่ในสำนวนที่ป.ป.ช.ได้กล่าวหา แต่ยอมรับว่าประธานที่ประชุมไม่ทราบว่าใครกดแทนกัน ซึ่งในทางกลับกันคนที่ทราบก็ควรนำเอาเผยแพร่และไปดำเนินการ

              ทั้งนี้ สนช.ได้ใช้เวลาซักถามและรับฟังคำชี้แจงจากนายนิคมและป.ป.ช.รวมเป็นประมาณ 3 ชั่วโมง

 

 

เริ่มซักถาม”สมศักดิ์”เจอ 6 ข้อ


              ต่อมาเวลา 15.30 น. เริ่มกระบวนการซักถามนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา โดยคณะกรรมาธิการซักถาม ได้ตั้งคำถามจำนวน 6 ข้อ อาทิ เรื่องการบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนร่างเดิมที่สมาชิกเข้าชื่อเสนอ โดยมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาไปจากเดิม เรื่องการกำหนดวันแปรญัตติที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม เรื่องการเสียบบัตรแทนสามารถทำได้หรือไม่ และได้ทักท้วงหรือไม่ เรื่องการมอบให้นายนิคมร่วมเป็นประธานการประชุม และมีการตัดสิทธิผู้ขอแปรญัตติจำนวนมาก เป็นการขัดข้อบังคับการประชุมหรือไม่  และในฐานะที่เป็นประธานรัฐสภาเคยร่วมลงชื่อแก้ไขกฎหมายฉบับอื่นๆหรือไม่ เรื่องกรณีไม่มาร่วมแถลงเปิดคดีถอดถอน แต่กลับไปร่วมบุคคลอื่นไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เหตุใดจึงไม่ยอมรับอำนาจการตรวจสอบ


“ขุนค้อน” ปฏิเสธปลอมร่างรธน. แจงทำทุกอย่างตามขั้นตอน  

              นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ตอบข้อซักถามว่า ขอปฏิเสธเรื่องการปลอมแปลงเอกสารอย่างสิ้นเชิง ข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องปกติของงานธุรการสภา เมื่อมีการเสนอร่างกฎหมายตามขั้นตอน ต้องผ่านสำนักการประชุม เมื่อมีการตรวจสอบเอกสารอย่างถูกต้อง จึงจะเสนอมาให้ตน ซึ่งร่างแก้รัฐธรรมนูญของนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ที่เสนอมาตนยังไม่ได้บรรจุในวาระการประชุม เนื่องจากนายอุดมเดชขอนำร่างไปแก้ไข จากนั้นเมื่อแก้ไขแล้ว จึงเสนอมาให้ตนเซ็น เพื่อเข้าวาระการประชุมต่อไป ขั้นตอนทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนตามปกติ ที่สำคัญได้เชิญผอ.สำนักการประชุมมาชี้แจงว่า การแก้ไขร่างดังกล่าวถูกต้อง และขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งผอ.สำนักการประชุมก็ยืนยันความถูกต้องทุกอย่าง หากตนไม่บรรจุวาระภายใน 15 วัน ก็จะขัดรัฐธรรมนูญ


โบ้ยสมาชิกหากเห็นเป็นร่างรธน.ปลอม ทำไมไม่ประท้วง

      
              นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่กล่าวหาว่า ร่างที่แก้ไขใหม่ไม่มีการขอลายเซ็นรับรองจากอดีตสมาชิกรัฐสภานั้น แนวทางปฏิบัติเมื่อแก้ไขร่างเสร็จแล้ว จะมีการแจ้งสมาชิกผ่านคณะกรรมการประสานงานแต่ละพรรค บางคนอาจไม่รู้เพราะเป็นเรื่องการประสานงาน และเมื่อเข้าสู่การพิจารณาในวาระ1-3 ก็ไม่มีสมาชิกทักท้วงว่าเป็นร่างปลอม เพราะหากเห็นว่า เป็นร่างปลอม ทำไมไม่ประท้วง ปล่อยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แสดงว่าไม่ผิด เทียบเคียงกับร่างกฎหมายที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอ เมื่อมีการแก้ไขก็ไม่ต้องให้ประชาชนกลับมาเซ็นรับรองใหม่ พรรคประชาธิปัตย์เคยเสนอกฎหมายในลักษณะนี้หลายฉบับ ถ้าเรื่องนี้ผิด เพราะอะไร ผิดเพราะร่างไม่ถูกใจหรือไม่ ยืนยัน ไม่มีร่างปลอม มีแต่ของจริง


ชี้เสียบบัตรแทนกันความผิดเฉพาะตัว


              นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการแปรญัตติ ข้อบังคับการประชุมกำหนดว่า เมื่อมีการรับหลักการกฎหมายฉบับใด การแปรญัตติจะเริ่มนับจากวันถัดจากวันที่รับหลักการ ซึ่งร่างฉบับนี้มีการรับหลักการเวลา ตีสอง วันที่ 4 เม.ย. 56 แม้วันนั้นองค์ประชุมไม่ครบในการกำหนดวันแปรญัตติ ตนก็สั่งปิดประชุมและสั่งเปิดประชุมในช่วงเช้า ทุกคนก็ลงมติให้แปรญัตติภายใน 15 วัน ยืนยันว่า การทำหน้าที่เรื่องการกำหนดวันแปรญัตติถูกต้องแล้ว ส่วนการเสียบบัตรแทนกันจะมีจริงหรือไม่ ก็ไม่เกี่ยวกับตน ตนมาทราบเรื่องนี้จากข่าว และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ถ้ามีความผิดจริงเป็นความผิดเฉพาะตัว


โวเป็นประธานที่อะลุ้มอล่วยให้สมาชิกมากที่สุด


              นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การตัดสิทธิผู้อภิปรายขึ้นอยู่กับแต่ละสถานการณ์ ซึ่งประธานไม่มีสิทธิตัดสิทธิ   ผู้ที่สงวนคำแปรญัตติในการอภิปราย เว้นแต่ที่ประชุมลงมติเป็นอย่างอื่น ซึ่งข้อบังคับกำหนดไว้ชัดเจน ข้อกล่าวหาที่ว่าตนรวบรัด ตัดตอน จำกัดสิทธิ ไม่ให้ความสำคัญเสียงข้างน้อย ตั้งแต่มีรัฐสภามา ไม่เคยมีประธานคนใดอะลุ้มอล่วยให้สิทธิสมาชิกอภิปรายมากเท่าตน ทุกครั้งที่มีการขอให้ปิดอภิปราย ตนจะขอให้ถอนญัตติ ถ้าเจ้าของญัตติยังยืนคำเดิม ก็จะพักการประชุมให้วิปไปคุยกัน แต่หากกลับมาแล้ว ยังไม่ได้ข้อสรุป ยังยืนยันเหมือนเดิม ตนก็ต้องขอมติจากสมาชิก ส่วนการตัดสิทธิผู้สงวนคำแปรญัตติ 57 คน เนื่องจากคนเหล่านี้แปรญัตติขัดหลักการและขัดข้อบังคับการประชุม แต่ตนเปิดโอกาสให้มีอภิปรายเรื่องนี่เกือบ 10 ชั่วโมง ซึ่งไม่มีประธานคนใดอดทนเท่านี้อีกแล้ว


ลั่นเป็นนักปชต.เคารพทุกฝ่าย ยัน ร่างรธน.ของจริง เชื่อสภาให้ความยุติธรรม

     
              “ที่บอกว่าผมไม่ยอมรับการตรวจสอบ ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ผมเป็นนักประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งหลายสมัย เล่นการเมืองมา 32 ปี มากกว่าครึ่งชีวิต ผมเคารพทุกองค์กรในระบอบประชาธิปไตย ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. โดยเฉพาะสภาฯ แต่ที่ไม่มาแถลงเปิดคดีถอดถอน เพราะมีการทำหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรครอบคลุมทุกประเด็นแล้ว แต่ที่มาวันนี้เพราะมีการเข้าใจผิดในบางประเด็น ผมจึงต้องมาชี้แจงด้วยตัวเอง ไม่มาไม่ได้ เพราะสมาชิกอาจสับสน โดยเฉพาะเรื่องการกล่าวหาว่า ปลอมแปลงเอกสาร ยืนยันว่า ไม่มีอะไรผิด ทั้งนี้การพิจารณาถอดถอนตามมาตรา 270 ต้องมีความผิดเสียก่อน และต้องมีเจตนาด้วย แต่ผมยืนยันว่า ไม่มีอะไรผิด แม้แต่ผิดพลาดก็ยังไม่มี และไม่ได้วินิจฉัยผิดพลาด จึงไม่เข้าข่ายมาตรา 270 ที่ต้องมาวันนี้ มาตามหาความยุติธรรม ถ้ารัฐสภาแห่งนี้ให้ความเป็นธรรมผมไม่ได้ ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน แต่ผมมั่นใจว่าจะได้รับความยุติธรรม ”

              หลังจากนั้นนายพรเพชรขอให้ที่ประชุมลงมติเพื่อยกเว้นข้อบังคับข้อ 156 วรรคสอง เพื่อขยายเวลาให้มีการแถลงปิดคดีด้วยวาจาเป็นวันที่ 21 ม.ค. เนื่องจากตามข้อบังคับการประชุมต้องมีการแถลงปิดคดีด้วยวาจาภายใน 7 วัน นับจากวันที่ยื่นว่า จะแถลงปิดคดีด้วยวาจาหรือไม่ ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 14 ม.ค. ทั้งนี้ป.ป.ช.และนายนิคม ได้ยื่นความจำนงแล้วว่า จะแถลงปิดคดีด้วยวาจา แต่นายสมศักดิ์ไม่ได้ยื่นแสดงความจำนง