
เผด็จการ(ไม่)เงียบ
เผด็จการ(ไม่)เงียบ : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล
มี คนส่งคำเตือนมาให้ จับตา ความพยายามที่จะบิดเบือน พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ 2550 ด้วยการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข เช่นเดียวกับการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่ยังคงเงียบงันกันอยู่วันนี้
เนื่องเพราะความคิดในแบบอำนาจนิยม ที่ต้องการกำกับสื่ออย่างเบ็ดเสร็จ แนวคิดในแบบที่สื่อต้องมีใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาตได้ เช่นเดียวกับอาชีพแพทย์ ทนายความ ถูกพูดถึงใน สปช.บ้าง ในกลุ่มนักเรียนหลักสูตรพิเศษ ที่มีความใกล้ชิดกับศูนย์อำนาจบ้าง การพูดซ้ำๆ ตอกย้ำในเรื่องความรับผิดชอบของสื่อซ้ำๆ ในที่สุดก็อาจจะกลายเป็นความชอบธรรม ในการยืมดาบเผด็จการมาใช้กับสื่ออีกครั้ง
คนข่าวรุ่นพ่อ รุ่นพี่ ได้ต่อสู้มาอย่างยาวนานให้ยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ 2484 ที่ให้อำนาจรัฐ ควบคุม บังคับ แทรกแซงความเป็นอิสระของสื่อ ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ โดยมีการตรา พ.ร.บ.ยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ แต่การยกเลิกกฎหมายเผด็จการฉบับนี้ ที่ฝ่ายสื่อมวลชนต้องการให้ยกเลิกไปสิ้นเชิง ไม่ต้องมีกฎหมายฉบับอื่นขึ้นมาทดแทนอีก กลับมีเงื่อนไขต่อรองให้มีกฎหมายอีกฉบับ เพื่อเป็นหลักประกันความรับผิดชอบของสื่อ จึงเป็นที่มาของ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ ซึ่งมีหลักการสำคัญในการจดแจ้ง เพื่อเป็นหลักฐานว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาเท่านั้น
เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ 2484 จึงมีนัยสำคัญที่แตกต่างจาก พ.ร.บ.การพิมพ์ หลักในการวินิจฉัยความรับผิดของบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ละเมิด และกฎหมายอื่นๆ ที่กำหนดความรับผิดของบรรณาธิการตามกฎหมาย ก็แตกต่างไปด้วย
ความพยายามที่จะกุมสภาพการนำสื่อมวลชนชนิดเบ็ดเสร็จ ไม่ได้จำกัดเฉพาะรัฐบาลทหารเท่านั้น หากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งก็มีแนวคิดไม่แตกต่างกัน
ผมจำได้ว่า ในห้วงระยะเวลาที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาน้ำท่วมอย่างรุนแรงใน ปี 2553 คณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ เสนอโดยกระทรวงวัฒนธรรม มีเนื้อหาทำนองเดียวกับ พ.ร.บ.การพิมพ์ 2484 ที่ยกเลิกไปแล้ว คือให้อำนาจในการกำกับ ดูแลเนื้อหา กลับไปอยู่ที่ตำรวจ และให้มีอำนาจในการให้ใบอนุญาตและเพิกถอนใบอนุญาต
โชคดีที่เราเห็นกันก่อน จนต้องนัดเจรจาขอความจริงจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และได้รับคำตอบว่า กระทรวงไม่รู้ว่ามีข้อเสนอยัดไส้ แก้กฎหมายจดแจ้งการพิมพ์ฉบับนั้นมาได้อย่างไร ในที่สุดกระทรวงวัฒนธรรมก็ขอถอนเรื่องนี้ออกไป
ผมคิดว่า สังคมไทยเวลานี้ มีความโน้มเอียงที่จะยอมรับการกำกับ ควบคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จ เพราะพวกเขาเห็นว่าสื่อไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันว่า ถ้าเราไม่สามารถจำแนกประเภทสื่อตามบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไปได้อย่างชัดเจน เราก็จะโยนความผิดให้สื่อทั้งระบบโดยไม่แยกแยะ
แต่ในขณะเดียวกันคนทำงานสื่อก็อาจต้องระมัดระวังในการคัดค้านต่อต้านกฎหมายเผด็จการ หรือเรียกร้องเสรีภาพ จนดูเสมือนหนึ่งว่าเป็นการเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง หรือเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจขององค์กรสื่อที่ตนเองสังกัดเท่านั้น
ความจริง เสรีภาพของสื่อก็คือเสรีภาพของประชาชนนั่นเอง ประชาชนใช้เสรีภาพผ่านสื่อมวลชน เพราะถ้าสื่อถูกปิดหู ปิดตา ปิดปาก มิให้สะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นโอกาสของกังฉินในคราบนักการเมือง หรือผู้มีอำนาจทั้งหลาย ใช้อำนาจในทางไม่ชอบ ทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬาร เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในยุคเผด็จการครองเมือง และปิดกั้นการทำหน้าที่ของสื่อ
เรื่องเสรีภาพสื่อ จึงมิใช่เรื่องของสื่อมวลชน แต่เป็นเรื่องของคนในสังคมทั้งหมดที่ต้องเข้าใจว่า เผด็จการนั้นไม่ว่าจะใส่เสื้อคลุมสีอะไร ล้วนเป็นที่น่ารังเกียจทั้งสิ้น



