
เล็งบรรจุรธน.ห้ามใช้คำเกลียดชังสร้างรุนแรง
กมธ.ยกร่างฯ ผ่านร่าง สิทธิว่าด้วยการแสดงความคิดเห็น แต่ห้ามใช้เสรีภาพไปสร้างความเกลียดชังกัน (Hate Speech)ระหว่างคนในชาติหรือใช้ความรุนแรงระหว่างกัน
14ม.ค.2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา ได้พิจารณาตามข้อเสนอของคณะอนุกมธ.ยกร่างบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญในร่างมาตรา (1/2/2) 14 ในวรรคหนึ่งระบุว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นของตนโดยการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น" และในวรรคสองระบุว่า "การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฏหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง ข้อมูลส่วนบุคคล ,สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนหรือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่างคนในชาติหรือศาสนาหรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน
โดยอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติรายมาตรา ได้ชี้แจงเหตุผลว่าเพื่อให้การจำกัดสิทธิของประชาชน ในการพูด เขียน พิมพ์ โฆษณาไม่สามารถทำได้ ยกเว้น เป็นการกระทำที่เข้าข่าย คือ การก่อให้เกิดความรุนแรง หรือความไม่สงบ ดังนั้น การใช้เสรีภาพดังกล่าวอาจจะถูกจำกัดได้ด้วยบทบัญญัติของกฏหมาย นอกจากนั้น กมธ.ยังได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่าบทบัญญัตินั้นเขียนเพื่อป้องกันเพื่อไม่ให้ใช้สิทธิดังกล่าวไปสร้างความเกลียดชังหรือคำนิยามที่เรียกว่า Hate Speech ทั้งนี้ มีข้อเสนอให้เขียนคำจำกัดความลักษณะของการกะทำความผิดหรือการกระทำที่เข้าข่ายที่ทำให้เกิดความเกลียดชังไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฏหมายประกอบที่เกี่ยวข้องด้วย แต่ทางอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติรายมาตราแสดงความเห็นโต้แย้งและชี้แจงว่า หลักการที่จะรับรองให้การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ของการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ต้องเขียนเป็นถ้อยคำที่ไม่จำกัดดุลยพินิจและวิจารณญาณของผู้ที่พิจารณาหรือถ้อยคำในกฏหมาย ดังนั้น การเขียนถ้อยคำที่ว่าเพื่อไม่ให้ใช้เสรีภาพกระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมถือเป็นกรอบที่จะใช้ในการเขียนกฏหมายอย่างละเอียดต่อไป ซึ่งหลังจากที่กมธ.ได้มีการอภิปรายแล้ว จึงมีมติให้ผ่านมาตราดังกล่าวโดยให้คงถ้อยคำตามข้อเสนอของอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติ
จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณา ในร่างมาตรา (1/2/2) 15 โดยอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราได้เสนอบทบัญญัติที่ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ ได้มีการอภิปรายความเห็นเพิ่มเติมจากบทบัญญัติที่ทางอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติรายมาตราเสนอโดยมีประเด็นสำคัญ คือ การกำหนดมาตรการที่ป้องกันรัฐใช้สิทธิการเวนคืนที่กระทบต่อกรรมสิทธิ์ของประชาชนที่เป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินรวมถึงการกำหนดกรอบระยะเวลาและวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้เกิดเป็นประเด็นการฟ้องร้องในชั้นศาล รวมถึงการเวนคืนอันเป็นการกระทบสิทธิในที่อยู่ของประชาชนโดยรัฐจะต้องจัดรับฟังความคิดเห็นก่อน ทั้งนี้ที่ประชุมและอนุกมธ.ได้สรุปความเห็นให้มีการปรับถ้อยคำตามข้อเสนอก่อนที่จะผ่านการพิจารณามาตราดังกล่าว
สำหรับบทบัญญัติในมาตรา (1/2/2) 15ที่ผ่านการพิจารณาแล้วมีบทบัญญัติวรรคแรกว่า"สิทธิในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครองแต่การใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะด้วย ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านั้นย่อมเป็นไปตามที่กฏหมายบัญญัติ"
วรรคสองระบุว่า "การสืบมรดกย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิในการสืบมรดกย่อมเป็นไปตามที่กฏหมายบัญญัติ"
ส่วนวรรคสาม ระบุว่า "การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจจามบทบัญญัติแห่งกฏหมายเฉพาะในกิจการของรัฐเพื่อประโยชน์การจัดทำบริการสาธารณะหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น โดยต้องระบุวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนและกำหนดระยะเวลาการเข้าใช้อสังหาริมทรัพย์ไว้ให้ชัดแจ้งและต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืนนั้นโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด การได้มาสภาพและที่ตั้งอสังหาริมทรัพย์ ความเสียหายของผู้ถูกเวนคืนและประโยชน์ที่รัฐและผู้ถูกเวนคืนได้รับจากการใช้สอยอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนและถ้ามิได้ใช้เพื่อการนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนดต้องคืนให้เจ้าของเดิมหรือทายาท ทั้งนี้ ตามที่กฏหมายบัญญัติ



