
ช่วยด้วยใจสร้างอาสาปันโลหิต
15 ม.ค. 2558
ไลฟ์สไตล์ : ช่วยด้วยใจ สร้างอาสาปันโลหิต
การทำบุญด้วยการให้ชีวิตใหม่แก่ผู้ประสบทุกข์ภัย นอกจากบุญกุศลจะแก่ผู้ให้แล้ว ยังส่งเสริมให้เกิดสังคมแห่งความเอื้ออาทรแบ่งปันกัน โดยในวาระเริ่มต้นปีใหม่นี้สภากาชาดไทยได้เริ่มต้นโครงการ "ใจอาสา บริจาคโลหิต เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย" รณรงค์จัดหาโลหิต ด้วยการชวนพสกนิกรทั่วประเทศร่วมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา 2 เมษายน 2558 โดยจัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการที่ห้องจุมกฏ ชั้น 9 อาคารเฉลิมพระเกียรติบรมราชินีนาถ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย วันก่อน
แผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย กล่าวว่า โครงการใจอาสา บริจาคโลหิตฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2558-31 ธันวาคม 2559 เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ที่ทรงติดตามภารกิจหลักของสภากาชาดไทย ได้แก่ การบริการทางการแพทย์ บรรเทาทุกข์ บริการโลหิต และงานสังคมสงเคราะห์ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตแก่ประชาชนมาตลอด 37 ปี นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งนี้ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2520 "พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับงานบริการโลหิตเป็นอย่างมาก เพราะเป็นงานที่ต้องจัดหาโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอ มีคุณภาพปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ ทรงมีพระราชดำริและพระราชทานแนวทางการพัฒนาความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง พร้อมพระราชทานขวัญกำลังใจ เชิดชูเกียรติผู้บริจาคโลหิตด้วยการเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเหรียญกาชาดแก่ผู้บริจาคทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อีกทั้งพัฒนาเทคโนโลยีงานบริการโลหิตด้านต่างๆ ให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศอีกด้วย" เลขาธิการสภากาชาดไทย เผย
ด้าน นพ.พิชิต สุวรรณประกร ประธานคณะกรรมการจัดการและส่งเสริมผู้ให้โลหิตสภากาชาดไทย แจงรายละเอียดกิจกรรมว่า จะมีการชักชวนหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน รวมถึงชุมชนต่างๆ ร่วมกันจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง โดยจัดหน่วยบริจาคโลหิตให้บริการทุกๆ 3 เดือน ในส่วนกลางประชาชนสามารถบริจาคได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถ.อังรีดูนังต์ หน่วยเคลื่อนที่บริจาคโลหิต โดยมีสาขาบริการโลหิต 6 แห่งในกรุงเทพฯ ได้แก่ โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้าและวชิรพยาบาล ในส่วนภูมิภาคบริจาคได้ที่ภาคบริการโลหิตและสาขาบริการโลหิตในโรงพยาบาลประจำจังหวัด
ปิดท้ายที่ภาพรวมของการบริจาคโลหิต พญ.สร้อยสอางค์ พิกุลสด ผอ.ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ กล่าวว่า ตั้งเป้าหมายการจัดหาโลหิตทั่วประเทศให้ได้ 1,950,000 ยูนิตต่อปี ส่วนกลางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้ได้ 600,000 ยูนิตต่อปี ส่วนภูมิภาคให้ได้ 1,350,000 ต่อปี เพื่อตอบสนองนโยบายขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดว่าแต่ละประเทศควรมีโลหิตและผลิตภัณฑ์โลหิตที่ปลอดภัยสูงสุดในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการใช้ของคนในประเทศ โลหิตที่ได้รับบริจาคควรจัดหาให้ได้ร้อยละ 3 ของประชากร
"แม้จะมีผู้บริจาคโลหิตมากขึ้น แต่ความต้องการใช้โลหิตก็มีมากขึ้น ร้อยละ 8-10 ต่อปี และถึงจะมียอดบริจาคที่เพียงพอต่อวัน ทางศูนย์ยังต้องสำรองโลหิตเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว เช่น มีอุบัติเหตุ 1 คน บางครั้งต้องใช้เลือดเพื่อการผ่าตัดกว่า 40 ถุง ยังไม่รวมผู้เป็นโรคเลือดและโรงมะเร็งที่ต้องได้รับเลือดใหม่อย่างสม่ำเสมอ โดยสถิติปีที่ผ่านมามีผู้บริจาคโลหิตปีละ 1 ครั้งเพียงร้อยละ 50 เปอร์เซ็นต์ และบริจาคโลหิตปีละ 4 ครั้ง ไม่ถึงร้อยละ10 จึงต้องมีการรณรงค์ให้ผู้ที่เคยบริจาคมีการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องทุกๆ 3 เดือน นอกจากจะช่วยชีวิตผู้ป่วยแล้ว การบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน จะช่วยกระตุ้นการทำงานของไขกระดูกให้ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดใหม่ที่มีคุณภาพมาหมุนเวียนทดแทน ส่งผลให้มีผิวพรรณสดใส สุขภาพแข็งแรงอีกด้วย" คุณหมอ กล่าว



