
ระวัง!ม.7'ศร.'ชี้ขาด-ช่องโหว่
13 ม.ค. 2558
'สุริยะใส' เตือน มาตรา 7 ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ระวังจะกลายเป็นช่องโหว่ ระบุ ขยายความ ม.7 แล้ว ก็ไม่ควรเขียน 'นายกฯ' ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง
13 ม.ค. 58 นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 โดยเพิ่มข้อความในวรรค 2 ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจชี้ขาดกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้มาตรา 7 ว่า ในเบื้องต้น เข้าใจว่าการที่คณะกรรมาธิการเพิ่มวรรค 2 เข้าไป ก็เพื่อให้รัฐธรรมนูญมาตรานี้ สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง แต่ยังกังวลถึงการกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้
ทั้งนี้ร่างมาตรา 7 ที่คณะกรรมาธิการฯ เขียนขึ้นมานั้น กำหนดให้มี 2 วรรค จากเดิมในรัฐธรรมนูญ 2550 จะมีอยู่เพียงวรรคเดียว คือ "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
สำหรับวรรคสอง ที่คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นมา คือ "ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำหรือการวินิจฉัยกรณีใดตามวรรคหนึ่งสภาผู้แทนราษฎรวุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนก็ได้ แต่สำหรับศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุด ให้กระทำได้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดีและเมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด"
"เห็นด้วยกับการเขียนเพื่อให้มาตรา 7 สามารถนำมาใช้ได้จริง แต่ไม่ควรเขียนเปิดช่องให้ทำเรื่องอะไรก็ได้ ควรวางกรอบไว้ให้ชัดเจน ว่าจะทำได้ในเงื่อนไขใดบ้าง ไม่ใช่เขียนเปิดไว้จนสามารถทำได้เป็นปกติ ที่สำคัญการยกอำนาจให้กับอำนาจใดอำนาจหนึ่ง ที่ขาดการตรวจสอบกลั่นกรองจากประชาชน จะเป็นดาบ 2 คมได้
การให้อำนาจพิเศษนี้กับศาลรัฐธรรมนูญ ต้องเขียนให้ชัดเจนว่ากรณีใดบ้าง ไม่เช่นนั้นศาลรัฐธรรมนูญอาจจะกลายเป็นองค์กรที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอันตราย"
นายสุริยะใส กล่าวว่า ที่ผ่านมา มาตรา 7 จะถูกพูดถึงและเสนอให้มีการนำมาใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตทางการเมือง เช่น ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อปี 2549 และช่วงการชุมนุมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในปี 2557 แต่ติดปัญหาที่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง และยังมีปัญหาเรื่องการบิดเบือน เช่น บางคนอ้างว่าเป็นนายกฯ พระราชทาน
"การที่คณะกรรมาธิการกำหนดไว้อย่างนี้ คือ ให้เป็นอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ และเขียนไว้อย่างเปิดกว้าง แทนที่จะเป็นช่องทางออก อาจจะกลายเป็นช่องโหว่ก็ได้"
นายสุริยะใส ยังกล่าวด้วยว่า หากมีการเขียนขยายความมาตรา 7 ไว้แล้ว ก็ไม่ควรกำหนดเรื่องที่มานายกฯ ว่าไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. เพราะกรณีที่มีรัฐสภาอยู่ นายกฯ ก็ควรต้องเป็น ส.ส. แต่หากเกิดภาวะวิกฤตทางการเมือง ไม่มีสภา ไม่มีนายกฯ อย่างที่ผ่านมา ค่อยมาหาช่องทางตามมาตรา 7



