
'สปช.'ถกสัมปทานปิโตรเลียมรอบ21
13 ม.ค. 2558
'สปช.' ถกสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 กมธ.ปฏิรูปพลังงานเสนอแนวทาง 'ไทยแลนด์ทรี พลัส' ศึกษา-เตรียมการให้มีระบบแบ่งปันผลผลิตให้พร้อมไว้เพื่อเป็นทางเลือก
13 ม.ค. 58 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาปฏิรปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. เป็นประธานการประชุม โดยได้พิจารณารายงานศึกษาเรื่องการเปิดให้สัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปพลังงานเป็นผู้เสนอ โดยนายทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปพลังงาน แถลงผลการศึกษาว่า ผลการพิจารณาสรุปเป็น 3 แนวทาง คือ 1. ให้กระทรวงพลังงาน ดำเนินการเปิดให้สัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ด้วยระบบสัมปทาน ไทยแลนด์ทรี พลัส ตามแผนงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน 2. ยกเลิกการใช้ระบบสัมปทาน ในการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 และนำระบบแบ่งปันผลผลิต และ 3. ให้ดำเนินการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ด้วย ระบบสัมปทาน ไทยแลนด์ทรี พลัส และให้กระทรวงพลังงานดำเนินการศึกษาและเตรียมการให้มีระบบแบ่งปันผลผลิตที่เหมาะสมกับศักยภาพของการผลิตปิโตรเลียมให้พร้อมไว้เพื่อเป็นทางเลือก แล้วให้รัฐบาลตัดสินใจในการให้สิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมในครั้งต่อๆ ไป ดังนั้น กมธ.ปฏิรูปพลังงาน เห็นพ้องกันโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนเป็นหลัก จึงมีมติเสนอทางเลือกที่ 3 ต่อที่ประชุม สปช. เพื่อพิจารณาเสนอ ครม.ต่อไป
จากนั้นนายคุรุจิต นาครทรรพ สปช. รองประธาน กมธ.ปฏิรูปพลังงาน ชี้แจงว่า สาเหตุที่ต้องเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 เพื่อนำมาทดแทนปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่ลดลงทุกปี เนื่องจากมีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นทุกปี ถ้าไม่ลงทุนสำรวจเพิ่มเติม ประเทศจะมีปริมาณก๊าซสำรองใช้ไปได้อีกแค่ 7 ปี จึงต้องมีการเปิดแปลงสำรวจในรอบ 21 จำนวน 29 แปลง ประกอบด้วยบนบก 23 แปลง ในอ่าวไทย 6 แปลง หลีกเลี่ยงแหล่งพื้นที่ทางธรรมชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ โดยจะมีเงินลงทุนเข้าประเทศ 5 พันล้านบาท แต่จะพบหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้สำรวจ ส่วนการจัดเก็บรายได้ที่มีการถกเถียงในสังคมว่ามีความเหมาะสมแค่ไหนนั้น เห็นว่า ระบบไทยแลนด์ทรี พลัส ที่เป็นระบบการจัดเก็บรายได้ มีความเหมาะสมกับประเทศ เพราะเก็บรายได้ตามปริมาณที่สำรวจพบ การสำรวจครั้งนี้สร้างประโยชน์เรื่องเทคโนโลยีขั้นสูง เกิดการจ้างงานในพื้นที่ เป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ จึงสมควรผลักดันเรื่องนี้ เพราะรัฐบาลเตรียมการอย่างรอบคอบ ปิดความเสี่ยงทุกด้าน ควรเดินหน้าต่อไป
ด้านนายพรายพล คุ้มทรัพย์ กมธ.ปฏิรูปพลังงาน อภิปรายว่า ข้อดีและข้อเสียของระบบสัมปทานและแบ่งปันผลผลิตมีพอๆ กัน ระบบสัมปทานมีความโปร่งใส แต่อำนาจรัฐแทรกแซงได้น้อยมาก ในขณะที่ระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น รัฐบาลสามารถเข้าไปกำกับดูแลได้ ถึงขนาดให้บริษัทของรัฐเข้าไปร่วมลงทุนได้ แต่เชื่อว่า ระบบสัมปทานยังมีความเหมาะสมที่จะใช้ต่อ เพราะรัฐได้ส่วนแบ่งถึง 72% ของรายได้สุทธิของผู้รับสัมปทาน ซึ่งถือเป็นเรทที่สูงกว่าระบบในต่างประเทศ ที่อยู่แค่ 60% กว่าๆ ส่วนระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น อาจยังไม่เหมาะ เพราะแหล่งปิโตรเลียมของประเทศไทยมีไม่มาก หลุมเล็ก ต้นทุนขุดเจาะสูง อาจไม่คุ้มให้รัฐต้องรับความเสี่ยง นอกจากนั้น ระบบแบ่งปันผลผลิตยังเป็นวุ้นอยู่ ไม่มีอะไรเลย หากใช้ระบบนี้ ต้องมีการวางระบบ ตั้งองค์กรน้ำมันแห่งชาติของรัฐบาลเอง ซึ่งต้องใช้เวลา 3 - 6 ปี จึงเริ่มทำระบบแบ่งปันผลผลิตได้ และใช้เวลาอีก 5 - 6 ปี จึงจะเจอ อีก 3 ปีเพื่อพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ซึ่งใช้เวลากว่า 10 ปี ตอนนั้นก๊าซก็หมดแล้ว ดังนั้นเราต้องขุดและใช้วันนี้ เท่าที่เทคโนโลยียังมีอยู่ เรารอไม่ได้แล้ว ถ้ารอก็เสียประโยชน์
ต่อมา นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สปช.ได้เสนอญัตติว่า ให้ลงมติในรายงานดังกล่าวในการประชุม สปช.ครั้งต่อไป เนื่องจากผลการประชุมของคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานเพิ่งเสร็จเมื่อเย็นวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ทำให้สมาชิกยังอ่านรายละเอียดไม่ครบถ้วน จึงควรให้สมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นไปก่อนให้รอบด้าน แล้วให้สมาชิกไปอ่านเอกสารเพิ่มเติม แล้วค่อยมาลงมติครั้งต่อไป ซึ่งก็อยู่ในช่วงเดือน ม.ค.ไม่ได้เสียหายอะไร
ทั้งนี้ มีสมาชิก สปช.บางส่วน เสนอให้อภิปรายต่อ และลงมติเลย เพราะรัฐบาลรอฟังความคิดเห็นจาก สปช.อยู่ ทำให้ที่ประชุมต้องลงมติ โดยสมาชิกเห็นด้วยให้อภิปรายและลงมติเลย ด้วยคะแนน 139 ส่วนอภิปรายและลงมติในครั้งหน้าด้วยคะแนน 81 งดออกเสียง 9
ที่ประชุมจึงดำเนินการอภิปรายต่อ โดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล กมธ.ปฏิรูปพลังงาน เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า การพิจารณาของ กมธ.ไม่ได้เอาความคิดเห็นของ กมธ.เสียงข้างน้อย และเสียงของประชาชนภายนอก ที่ข้อเสนอหลายส่วนเป็นข้อเสนอสำคัญไม่ได้ถูกนำมาประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิรูป บางคนบอกว่า การให้สัมปทานรอบ 21 ไม่เกี่ยวกับการปฏิรูป ซึ่งตนเห็นว่าเกี่ยวข้องกัน เพราะมีการระบุว่า พลังงานปิโตรเลียม คือ ทรัพยากรของชาติ และการให้สัมปทานรอบ 21 จะผูกพันประเทศอย่างน้อย 29 - 39 ปี และการสำรวจมีระยะเวลาสูงสุด 9 ปี บวกระยะเวลาดำเนินการอีก 20 ปี และสามารถขยายอายุต่ออีก 10 ปี รวมแล้ว 39 ปี ดังนั้นการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ก็เพื่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนมากกว่า ในขณะที่ประชาชนต้องรับภาระ ตนจึงไม่เห็นด้วยกับระบบนี้ เห็นว่าควรใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต เพราะความมั่นคงด้านพลังงานไม่ควรให้เอกชนดำเนินการฝ่ายเดียว ต้องมีรัฐเข้าไปควบคุมด้วย เนื่องจากไม่มั่นใจว่าในอนาคต จะมีนักการเมืองแบบไหนเข้ามา หรืออาจถูกกลุ่มทุนพลังงานครอบงำ และเวลานี้ประเทศไทยก็ไม่ได้ขาดแคลนพลังงาน เนื่องจาก กพช.ได้มีมติเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 55 ในการซื้อขายก๊าซแอลเอนจี กับประเทศกาตาร์ โดยมีอายุสัญญา 20 ปี ซึ่งเริ่มต้นการซื้อขาย 1 ม.ค. 58 ซึ่งก๊าซแอลเอ็นจี นำเข้ามาเพื่อเป็นเชื่อเพลิงผลิตพลังงานไฟฟ้า ไม่ใช่ก๊าซเปียกที่สามารถนำมาแยกเป็นก๊าซแอลพีจีได้ และเห็นว่าควรแก้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 ให้เหมาะสมมากขึ้น



