
ปูหูชาแน่!สนช.ตั้งคำถามถอดถอน60ข้อ
ปูหูชาแน่!สนช.ตั้งคำถามถอดถอน60ข้อ ขู่สื่อเผยแพร่คำถามถือมีความผิด วิชามั่นใจตอบได้ทุกข้อซักถาม
13ม.ค.2558 นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน โฆษกกรรมาธิการ (กมธ.) ซักถามคดีถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภาออกจากตำแหน่ง และนายสมชาย แสวงการ โฆษกกรรมาธิการซักถามคดีถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯออกจากตำแหน่ง แถลงข่าวภายหลังการประชุมกรรมาธิการซักถาม
นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมกรรมาธิการฯซักถามคดี “นิคม-สมศักดิ์ “ได้มีการแต่งจแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆในกรรมาธิการ โดยตั้งพล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ เป็นประธาน จากนั้นได้พิจารณาญัตติซักถามของสมาชิก สนช. ซึ่งจากการเปิดให้สนช.ได้ยื่นญัตติคำถามคู่กรณีในคดีดังกล่าว ปรากฏว่า มีคำถามในคดีของนายนิคมที่ได้ถามคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)จำนวน 16 คำถาม ถามนายนิคม 17 คำถาม ส่วนคดีนายสมศักดิ์ มีคำถามป.ป.ช. 19 คำถามและถามนายสมศักดิ์ 9 คำถาม ซึ่งได้มีการจัดกลุ่มคำถามแยกเป็น 3 กลุ่ม 1.ข้อเท็จจริง 2.ข้อกฎหมาย และ3.ความเห็น โดยการถามของกรรมาธิการฯนั้นจะเรียงลำดับเหตุการณ์ให้สมาชิกเข้าใจในประเด็นคำถามเพื่อให้สามารถตัดสินใจในการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนได้กระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้การซักถามจะต้องทำให้สังคมเกิดความเข้าใจและกระจ่างชัด เนื่องจากสำนวนคดีเป็นเอกสารลับทั้งหมดผู้ที่ไม่ได้อ่านหรือติดตามอาจจะไม่เข้าใจ อย่างไรก็ตามหากคู่กรณีไม่มาตอบข้อซักถามด้วยตัวเอง เช่น การแถลงเปิดคดีนายสมศักดิ์ไม่ได้เดินทางมา กรรมาธิการก็จะสรุปว่ามีคำถามประเด็นใดบ้างแต่จะไม่อ่านเนื้อหารายละเอียด ซึ่งผู้ที่ไม่มายังมีโอกาสที่จะรวบรวมคำถามในประเด็นดังกล่าวเพื่อมาแถลงปิดคดีก่อนที่จะลงมติถอดถอนได้
ด้านนายสมชาย กล่าวว่า ที่ประชุมกรรมาธิการฯ ซักถามคดีน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีมติตั้งพล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร เป็นประธาน โดยขณะนี้สนช.ได้ยื่นญัตติซักถาม 13 ราย ซึ่งเป็นคำถามต่อป.ป.ช.จำนวน 23 คำถาม และถามน.ส.ยิ่งลักษณ์ 60 คำถาม ทั้งนี้จะพิจารณาแยกคำถามโดยแบ่งเป็นประเด็นให้ชัดเจนเรียงลำดับเหตุการณ์และจัดกลุ่มคำถาม ส่วนที่อยู่นอกเหนือประเด็น หรือซ้ำก็จะตัดออกไป รับทราบ ซึ่งกรรมาธิการจะมีการประชุมอีกในวันที่ 14 ม.ค. โดยจะเชิญสมาชิกสนช.ที่ยื่นญัตติมารับฟังว่าเห็นด้วยกับคำถามที่กมธ.จัดกลุ่มด้วยหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่า คงจะเหลือไม่มาก ทั้งนี้คำถามทั้งหมดจะต้องนำเสนอต่อที่ประชุมวิปสนช.ให้ อย่างไรก็ตามคำถามที่สนช.ได้ยื่นญัตติถือเป็นความลับ ห้ามสมาชิก ข้าราชการ หรือสื่อนำไปเปิดเผย หรือเผยแพร่ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นความผิด
นายสมชาย กล่าวว่า ขั้นตอนในการซักถามจะเชิญคู่กรณีเข้ามาในห้องประชุมพร้อมกันจากนั้นก็จะเริ่มซักถามโดยกรรมาธิการจะมอบหมายให้แต่ละท่านรับผิดชอบการซักถามคำถาม โดยจะตั้งคำถามและให้ตอบทีละข้อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนหมดคำถาม แล้วจะเริ่มต้นกระบวนการซักถามและตอบอีกฝ่ายหนึ่งจนจบคำถามเช่นเดียวกัน ไม่สลับข้ามกันไปมา จากนั้นประธานการประชุมก็จะมีการแจ้งกำหนดวันแถลงปิดคดี
"วิชา"มั่นใจตอบปมถอดถอนได้ทุกข้อซักถามของสนช.
นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีการตอบข้อซักถามของกรรมาธิการ (กมธ.) ซักถามฯของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ว่า เบื้องต้นยังไม่ทราบถึงประเด็นในข้อซักถามของกมธ.ซักถามฯ ขึ้นอยู่กับสนช.พิจารณาจึงต้องรอฟังและให้สนช.สรุปประเด็นให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ส่วนเราก็เตรียมตัวไปชี้แจง
ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นกังวลหรือไม่ที่สนช.หลายคนอ้างว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 สิ้นสุดลงแล้วทำให้ไม่สามารถถอดถอนได้ นายวิชา กล่าวว่า "ไม่มีอะไรที่เราชี้แจงไม่ได้ พูดอย่างนั้นก็แล้วกัน ทุกเรื่องเราชี้แจงได้หมด" ต่อข้อถามที่ว่า ที่มีบางฝ่ายนำข้อมูลมาดิสเครดิต ป.ป.ช.นั้น เป็นกังวลหรือไม่ นายวิชา กล่าวย้ำเช่นเดิมว่า "ไม่มีอะไรที่เราชี้แจงไม่ได้ ทุกเรื่องเราชี้แจงได้หมดแน่นอน" ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 15-16 มกราคม 2558 กมธ.ซักถามฯจะดำเนินการถามข้อสงสัยในคดีถอดถอนนายนิคม นายสมศักดิ์ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ และส่งข้อสงสัยในคดีให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ตอบ
บิ๊กตู่เผยส่งตัวแทนหารือสนช.-สปช.15 ม.ค.
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม. ถึงการมอบหมายให้ตัวแทนรัฐบาลคือนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปพูดคุยกับทาง สปช.และ สนช.ในวันที่ 15 ม.ค. ว่า ก็เป็นการไปสอบถามว่ามีการดำเนินการไปถึงไหนอย่างไร และเมื่อมีการรายงานเข้ามาตนก็จะรับฟังทั้งเหตุและผลว่าสิ่งที่มีการรายงานเข้ามาเป็นอย่างไร เป็นเรื่องการทบทวน และรายงานความคืบหน้า ซึ่งอาจมีบางอย่างที่ต้องสอบถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นก็ถือเป็นการรับฟัง แต่ทั้งหมดยังไม่ได้ข้อยุติ จะมีการสรุปข้อยุติในช่วงปลายปี ก็ต้องรอฟังและพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการตามหรือไม่ ถ้าไม่ หรือมีการทะเลาะกันมากก็ตั้งขึ้นมาใหม่
ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่บังเอิญวันที่ 15 ม.ค.ที่ตัวแทนรัฐบาลจะไปพบกับทาง สนช.และ สปช.นั้นใกล้กับวันพิจารณาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐทนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แล้วจะมาโยงกันทำไม ทุกคนมีแผนงานของตัวเองอยู่แล้วขอร้องว่าอย่าเอาไปโยงกัน
"อย่างวันนี้เดี๋ยวก็มีการนำไปเชื่อมโยงอีกว่าระหว่างที่ สนช.กำลังพิจารณาเรื่องการถอดถอน กระทรวงพาณิชย์ก็ไปแจ้งความเรื่องการรับจำนำข้าว เป็นการไล่ล่า ซึ่งตามข้อเท็จจริงมีการเตรียมการมานานแล้ว ซึ่งมีการมาถามผมเช่นกัน ซึ่งก็ได้ให้คำแนะนำไปแล้วว่าให้ทำตามตารางโรดแม็ปที่วางไว้ หากบังเอิญมาเจอกันก็ไม่เป็นไร ขอร้องว่านำมาพันกันจนเกิดความขัดแย้ง” นายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่าแต่วันนี้มีความคิดเห็นที่แตกต่างภายใน สนช.เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่สิ้นสุดแล้ว กับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ (กฎหมายลูก) จะถือว่าสิ้นสุดด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ ว่า “ก่อนหน้านี้ก็กล่าวหาว่าผมตั้ง สนช.มาสามารถควบคุมได้ทุกอย่าง แล้วมาบอกว่ามีความเห็นต่าง แล้วจะให้ทำอย่างไร มาบอกให้ผมตัดสินในฐานะที่เป็นหัวหน้า คสช.ไม่ได้ วันนี้ต้องฟังฝ่ายกฎหมายว่าจะมีความเห็นอย่างไรก่อน แล้วพวกสื่อในฐานะประชาชนมีความคิดว่าอย่างไร”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าสรุปว่าเรื่องการถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ เกียรติ์สุรนนท์ และนายนิคม ไวรัชพานิช ยังสามารถทำได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “วันนี้ก็ยังพิจารณาอยู่ไม่ใช่หรือ ยังไม่มีการลงมติรอให้มีการลงมติมาก่อน สนช.ก็จะบอกมาเองว่าทำได้หรือทำไม่ได้แล้วค่อยไปว่ากัน ถ้ารัฐธรรมนูญไม่อยู่จะใช้อะไรเป็นเครื่องมือถอดถอน ก็ต้องมาดูว่าพฤติ กรรมเป็นอย่างไร เพราะบางครั้งพฤติกรรมกับกฎหมายก็ขัดแย้งกันอยู่ ทุกคนก็เห็นว่าบางเรื่องผิดแต่กฎหมายก็ปล่อยคนไปจำนวนมากเพราะมีทั้งทนาย มีการต่อสู้คดี ซึ่งคดีนี้ก็เหมือนกับคดีอื่นๆ ก็ต้องดูว่าเป็นอย่างไร บางคนไม่ผิดก็ถูกให้ติดคุก ถ้าเรามองทุกอย่างเป็นธรรมชาติก็ไม่มีความขัดแย้ง แต่ถ้ามองเป็นเรื่องคอขาดบาดตายมันไม่ได้ ต้องให้ความเป็นธรรมกับคนอื่นด้วย ผิดคือผิด กฎหมายพิจารณาว่าผิดก็ต้องถูกลงโทษ แต่ถ้ากฎหมายบอกว่าไม่ผิด ไม่มีการลงโทษแต่จิตสำนึกก็ต้องรู้ว่าผิดหรือถูก”
ผู้สื่อข่าวถามว่าทาง คสช.มองว่ากรณีดังกล่าวผิดหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตอบแล้วว่าให้ฝ่ายกฎหมายไปพิจารณาถ้ากฎหมายใช้ไม่ได้แล้วควรเอาอะไรมาใช้อย่างมีเหตุและผล วันนี้ก็ต้องถามประชาชนด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ประเทศเกิดความเสียหายในขณะนี้คือความขัดแย้ง ถ้าไม่มีความขัดแย้งทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น ทุกอย่างต้องการความมีเสถียรภาพ
“ประชาธิปไตยผมบอกเสมอว่าให้รอนิดหนึ่งก็จะออกมาตามโรดแม็ป วันนี้เราต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ทั้งภาคเศรษฐกิจภายในประเทศ การส่งออก การสร้างนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ใหม่ๆ แต่ที่ผ่านมาพูดแล้วไม่ทำ วันนี้รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม สิ่งไหนทำได้ก็ทำ ขอร้องอย่ามากล่าวหาว่าปัญหาเกิดขึ้นเพราะตนเข้ามาบริหารงานมันไม่ใช่ มันเป็นระเบิดเวลามานานแล้ว หรือที่เรียกว่ากับดักประชาธิปไตย ซึ่งประชาธิปไตยคือการเลือกตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่ในการบริหาร ตัดสินใจ มาทำให้เกิดประโยชน์ ก็ต้องถามกลับว่าทำได้แค่ไหน ถ้าทำได้ดีผมคงไม่ต้องเขามาจนเหนื่อยขนาดนี้ ไม่ต้องมาแก้ปัญหาทุกวัน ดังนั้นจึงต้องวางอนาคตให้ดี อย่ารังเกียจผม เพราะเข้ามาทำหน้าที่ก็รับทุกเรื่องส่วนจะดีหรือไม่นั้นไม่ทราบแต่ก็ได้ทำ เพราะที่ผ่านมาทำบ้างไม่ได้ทำบ้าง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่าคิดว่าวันนี้จะนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักประชาธิปไตยไปได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คิดอยู่และคิดว่าต้องทำได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องอยู่ที่พวกท่าน ตนไม่สามารถทำได้หากประชาชนและทุกฝ่ายไม่ให้ความรวมมือ “ไม่มีใครทำได้ ผมคิดหรือสั่งให้ตาย ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย ไม่ให้ความร่วมมือกับผมสักเรื่อง มีแต่คำถามเลือกตั้ง แล้วผมจะทำได้อย่างไร อีกฝ่ายก็มาพูดให้ระวังการทุจริตอยู่นั้นแล้วทำไมตอนอยู่ไม่ทำกัน ส่วนเป็นใครไม่รู้ แต่คนไม่ดีผมไม่เคารพอยู่แล้ว คนดีมีอีกเยอะแยะ แต่คนไม่ดีก็มีอยู่ ถ้าก่อนหน้านี้เขาไม่ทำแต่พอผมเข้ามาแล้วมาทำแต่กลับถูกโจมตีว่าทำทำไม อย่างนั้นผมไม่ทำไม่ดีกว่าหรือนั่งเสวยสุขไปเรื่อยๆ มีการเลือกตั้งผมก็กลับไปนอนสบายที่บ้าน ไม่ต้องเหนื่อยไม่ต้องโดนด่าด้วย วันนี้จะผิดหรือถูกผมไม่รู้ แต่ประเด็นคืออะไรคือตัวปัญหา หรือก่อให้เกิดปัญหาสิ่งนั้นต้องสอบสวน รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเฉพาะกาล เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและสานต่องานเพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาลต่อไป ซึ่งยังมีเรื่องอีกมาก”
ขอสื่อเสนอข่าวเน้นเนื้อหามากกว่าเรื่องการเมือง
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นห่วงว่าวันนี้สังคมให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องการเมือง ไม่ให้ความสำคัญเรื่องเศรษฐกิจ และกลับมาถามว่าทำถึงไหน แต่เวลารายงานชี้แจงกลับไม่ได้สนใจ อย่างเช่นปัญหาในสนช.ท่านอยากให้ความมั่นใจกับทุกส่วนจากกรณีที่สื่อมวลชนถามนายกฯว่ามีการตีความเรื่องอำนาจในการรับเรื่องถอดถอน ก็ยืนยันว่าแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ได้เขียนเอาไว้ตรงๆว่าให้มีอำนาจในการถอดถอน แต่ได้เขียนเอาไว้ว่าสนช.ปฏิบัติหน้าที่ในนามวุฒิสภาก็มีความชัดเจนแล้วที่สนช.จำเป็นต้องรับเรื่องที่มีการเสนอเข้ามาโดยป.ป.ช. ถ้าไม่รับถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า นายกฯย้ำว่าอยากให้สังคมให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระที่ป.ป.ช.เสนอเข้ามาว่าสาระคืออะไร ผู้ที่เกี่ยวข้องคือผู้นำรัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบายแต่ละเรื่อง และมีความเสียหายเกิดขึ้นซึ่งสังคมประจักษ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวเสีย การซื้อข้าว หรือการรับจำนำในราคาที่สูงและบิดเบือนกลไกตลาด และจะไปขายในราคาที่ต่ำกว่า หรือจะไปรอว่าวันหนึ่งราคาในตลาดโลกจะสูงเท่าราคาที่รับจำนำมันเป็นไปได้หรือไม่ และข้าวยิ่งเก็บไว้นานยิ่งเสื่อมคุณภาพ จะหยุดนโยบายเหล่านั้นเพื่อหยุดความเสียหายได้หรือไม่ นั่นคือเรื่องที่ป.ป.ช.เขาเสนอ ส่วนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯก็ชี้แจงว่าตั้งใจเข้ามาทำหน้าที่เพื่อดูแลชาวนาไม่ตั้งใจทุจริต
"จึงอยากให้สังคมสนใจเนื้อหาสาระที่ป.ป.ช.เขายื่นอะไร เขาร้องเรื่องอะไร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตอบตรงคำถามไหม ถ้าตอบตรงคำถามสนช.เขาก็เทคะแนนให้ ถ้าตอบไม่ตรงคำถามเขาก็เทคะแนนให้กับป.ป.ช. อยากให้สนใจตรงนี้ อย่าไปมองตามที่สื่อบางส่วนที่พยายามใส่ความคิดเห็นและชี้นำว่าถ้าไม่ถอดถอนก็ไม่ปรองดอง หรือถอดถอนก็จะปรองดอง อย่าไปใส่ความเห็นอย่างนั้น ท่านจึงฝากผมมาบอกกับสื่อว่าในช่วงนี้เป็นช่วงที่สังคมมีความเปราะบางอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านใช้ดุลพินิจอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด ถ้าเราเสนอข้อเท็จจริงให้สังคมได้พิจารณาด้วยข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนทุกอย่างจะไปได้ จะไม่เกิดแรงกระเพื่อม ปฏิกิริยาต่อต้าน ถ้าเราไปมองทุกเรื่องเป็นเรื่องการเมืองหมด เป็นการจ้องไล่บี้ ช่วยเหลือซูเอี๋ยฝั่งนั้นฝั่งนี้ สังคมไปไม่รอด จึงขอฝากสื่อมวลชนด้วย” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว



