
ตร.เครียดแม่ป่วยยิงเมียสาหัส-จ่อขมับฆ่าตัวตาย
13 ม.ค. 2558
"ตำรวจ" เครียดแม่ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ยิงเมียสาหัส-จ่อขมับฆ่าตัวตาย
วันที่ 13 ม.ค.58 เมื่อเวลา 05.30 น. พ.ต.ท.พลกฤต ธรรมสานสน์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สน.หัวหมาก รับแจ้งมีเหตุยิงกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ในอาคารพาณิชย์ ซ.รามคำแหง 60 แยก 4 ถ.รามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.โกเมน สุภาพ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ .สน.หัวหมาก พ.ต.ท.หัสดินทร์ นพวงศ์ ณ อยุธยา สว.สส.สนหัวหมาก เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.หัวหมาก เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน(พฐ.) แพทย์นิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู
ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพานิชย์ สูง 4 ชั้น ปลูกติดกัน 6 คูหา ภายในห้องแถวเลขที่ 42/4 บริเวณห้องนอนชั้นล่างพบศพด.ต.ณัฐพล นิ่มแสวงกุล อายุ 43 ปี ผบ.หมู่ งานจราจร สน.หัวหมาก นอนหงายจมกองเลือด มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม.เข้าที่ขมับขวา ทะลุซ้าย 1 นัด บริเวณหว่างขามีอาวุธปืนพกประจำกายขนาด 9 มม. ตกอยู่ ใกล้กันยังพบแมกกาซีนหล่นอยู่พร้อมลูกกระสุนอีก 2 นัด ห่างไปเล็กน้อยบริเวณปลายเท้าด้านขวา ยังพบซองใส่อาวุธปืน เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบห้องแถวเลขที่ 42/3 ซึ่งเป็นห้องติดกัน บริเวณชั้นล่างด้านใน พบรอยเลือดเต็มพื้น และปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่ที่พื้น ส่วนผู้บาดเจ็บคือนางสดิทร นิ่มแสวงกุล อายุ 41 ปี ซึ่งเป็นภรรยาของผู้ตาย ถูกยิงที่หน้าท้องจำนวน 2 นัด และฝ่ามือขวาอีก 1 นัด อาการสาหัส ญาติพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลรามคำแหง แพทย์ทำการผ่าตัดเร่งด่วนช่วยเหลือจนอาการปลอดภัยพ้นขีดอันตราย
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบห้องแถวเลขที่ 42/3 ซึ่งเป็นห้องติดกัน บริเวณชั้นล่างด้านใน พบรอยเลือดเต็มพื้น และปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่ที่พื้น ส่วนผู้บาดเจ็บคือนางสดิทร นิ่มแสวงกุล อายุ 41 ปี ซึ่งเป็นภรรยาของผู้ตาย ถูกยิงที่หน้าท้องจำนวน 2 นัด และฝ่ามือขวาอีก 1 นัด อาการสาหัส ญาติพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลรามคำแหง แพทย์ทำการผ่าตัดเร่งด่วนช่วยเหลือจนอาการปลอดภัยพ้นขีดอันตราย
จากการสอบถาม น.ส.ศิริลักษณ์ ผลาทิพย์ อายุ 20 ปี ลูกสาวของผู้ได้รับบาดเจ็บและเป็นลูกเลี้ยงของผู้ตาย บอกว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 05.00 น. ตนอยู่บริเวณหน้าบ้าน พ่อเดินมาบอกให้ตนออกไปซื้อข้าวมาให้กิน ตนก็ออกไปซื้อข้าวกล่องมาให้ และนั่งเล่นอยู่บริเวณหน้าบ้าน จู่ๆ พ่อก็เดินเข้าไปหาแม่ ตนไม่ได้เอะใจอะไร เพราะไม่มีการทะเลาะหรือมีท่าทีโมโหอะไร จากนั้นตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้นในห้องที่แม่อยู่ รู้สึกตกใจมาก และเห็นพ่อเดินถือปืนออกมา ตนพยายามเข้าไปจับมือพ่อแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อก็บอกไม่ต้องมายุ่ง ก่อนวิ่งเข้าไปในห้องที่เกิดเหตุ และได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด จึงรีบเรียกพี่ชายและเพื่อนบ้านมาช่วยดู พี่ชายไปดูแม่แล้วเรียกคนพาไปส่งโรงพยาบาล ส่วนตนวิ่งไปดูพ่อ
“ตอนแรกที่เข้าไปเห็นพ่อเขานอนหงายมีเลือดออกที่หัวเต็มไปหมด นอนหายใจรวยริน ซึ่งมีปืนตกอยู่หว่างขา และมีการถอดแมกกาซีนปืนออก หนูเข้าไปจับที่ตัวพ่อและจับมือพยายามเรียกชื่อพ่อ และตะโกนให้คนมาช่วย จากนั้นพ่อก็แน่นิ่งไม่หายใจ หนูไม่รู้ว่าพ่อมีปัญหาอะไรกับแม่ เพราะก่อนหน้านี้ยังปกติ ไม่ได้ทะเลาะ แต่เพราะมีอาการเครียด เพราะย่า ซึ่งเป็นแม่ของพ่อป่วยเป็นมะเร็งสมองระยะสุดท้าย ผ่าตัดแล้วก็ไม่หาย ได้ยินพ่อบ่นและเครียดเรื่องย่าป่วยตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา อาจเป็นสาเหตุให้พ่อตัดสินใจก่อเหตุครั้งนี้” น.ส.ศิริลักษณ์ กล่าว
ด้านนางชนัญธิดา ผลาทิพย์ อายุ 45 ปี กล่าวว่า ผู้บาดเจ็บเป็นน้องสาวตน ส่วนผู้ตายเป็นน้องเขย อยู่กันจดทะเบียนสมรสมานานกว่า 15 ปี ลูก 3 คนเป็นลูกติดภรรยาซึ่งเป็นน้องสาวตน แต่น้องเขยก็รักเหมือนลูกแท้ๆ ทุกคน ปกติน้องเขยจะเป็นคนเงียบขรึม ไม่ค่อยพูด มีเรื่องเครียดอะไรจะเก็บไว้คนเดียว ลักษณะเป็นคนเก็บกด แต่โดยทั่วไปก็ถือว่าเป็นคนดี จะมีบ้างเวลาดื่มสุรามักจะเอาเรื่องเก่าๆ เรื่องเครียดมาระบายระเบิดอารมณ์ จะมีปากเสียงกับภรรยาเวลาเมา แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มั่นใจว่าน้องเขยได้ดื่มสุราหรือไม่ เขาจะเป็นคนรักครอบครัว รักแม่มาก และคงเครียดหนักที่แม่ที่อยู่กับญาติที่ จ.นครสวรรค์ ป่วยเป็นมะเร็งสมองระยะสุดท้าย ซึ่งจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ไม่มีทางรักษาหาย อาการอยู่ในขั้นโคม่า ผ่าตัดแล้วยังไม่ดีขึ้น โดยเพิ่งตรวจพบมะเร็งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะก่อนหน้านั้นผ่าตัดเนื้องอกธรรมดาไม่คิดว่าเป็นมะเร็ง ซึ่งน้องเขยก็ลางานกลับไปดูแลแม่ช่วงผ่าตัด แต่พอนำชิ้นเนื้อสมองไปตรวจกลับพบเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายทำให้น้องเขยเครียดหนักไม่เป็นอันกินอันนอน จนอาจก่อเหตุรุนแรงครั้งนี้ขึ้น
ขณะที่ พ.ต.อ.โกเมน กล่าวว่า ผู้ตายมีความเครียดสูงจากปัญหาครอบครัวมายาวนาน รวมถึงเครียดปัญหาเรื่องลูกชายคนเล็กที่มักจะเกเร ติดเพื่อน สร้างปัญหาเป็นประจำ ถึงแม้จะไม่ใช่ลูกชายแท้ ๆแต่ก็เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก รวมถึงปัญหาแม่ยังล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง คาดคิดมากเพราะหาทางออกไม่ได้ จึงคิดสั้นก่อเหตุดังกล่าว ส่วนสาเหตุที่แท้จริงต้องรอสอบปากคำคนใกล้ชิดอีกครั้ง ก่อนจะสรุปถึงสาเหตุต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีเพื่อนตำรวจด้วยกันมาดูศพ ด.ต.ณัฐพล ต่างแสดงความเสียใจ และเสียดายการตัดสินใจคิดสั้นครั้งนี้ เนื่องจาก ด.ต.ณัฐพล เป็นคนดีขยันทำงาน เพื่อนฝูงรัก และเพื่อนทุกคนจะรับรู้ปัญหาความเครียด โดยเฉพาะอาการป่วยของแม่ที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย บรรดาเพื่อนๆ พยายามปลอบและให้กำลังใจกลัวว่าจะหลงผิดคิดสั้น แต่สุดท้าย ด.ต.ณัฐพล ก็คิดสั้นจบปัญหาความเครียดดังกล่าว เพราะคงทำใจไม่ได้ที่ผู้เป็นแม่ที่เขารักมากจะต้องมาจากไปด้วยโรคร้ายในเร็ววันนี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะขอตายก่อนแม่จึงได้ก่อเหตุดังกล่าวขึ้นก็เป็นได้



