
กมธ.ยกร่างรธน.ตัด'ยุบพรรค'ออก
13 ม.ค. 2558
กมธ.ยกร่างฯ ผ่านมาตรา ว่าด้วยการป้องกันการล้มล้างรธน. ตัดเรื่องยุบพรรคการเมืองออก พร้อมให้สิทธิ์ยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ
13 ม.ค. 58 เมื่อเวลา 10.00 น. มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการพิจารณาร่างรายมาตราตามการเสนอโดยคณะอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ ที่มีนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานอนุกมธ.ฯ ที่ได้ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราเบื้องต้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยเริ่มต้นในส่วนของหมวด 2 ประชาชน ส่วนที่ 2 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของบุคคล ส่วนที่ 1 บททั่วไป ทั้งนี้ ในบทบัญญัติ (1/2/2) 1 และ (1/2/2) 2 หรือตรงตามมาตรา 26 และมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้ผ่านการพิจารณาโดยให้คงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เดิม
ทั้งนี้ในส่วนของบทบัญญัติ (1/2/2) 3 หรือตรงตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ 2550 เดิม อนุกมธ.ยกร่างฯ เสนอบทบัญญัติ ว่า วรรคแรก ระบุว่า "บุคคลจะใช้สิทธิ์และเสรีภาพในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้"
ขณะที่วรรคสอง ระบุว่า "ในกรณีที่บุคคลใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้พบเห็นการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิ์ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดได้ ในการนี้ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจสั่งให้เลิกการกระทำดังกล่าว และสั่งการอื่นได้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ และวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่การใช้สิทธิ์เช่นว่านี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำดังกล่าว"
โดยเจตนารมณ์สำคัญตามที่ อนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ ชี้แจง เพื่อให้เป็นกลไกในการปกป้องตนเองของรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้บุคคลใดล้มล้างรัฐธรรมูญ โดยอาจเป็นการออกคำสั่งเพื่อเป็นการคุ้มครอง หรือมาตรการชั่วคราว ให้หยุดการกระทำที่กระทบการปกครอง ทั้งนี้ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ทางการเมืองของประเทศเยอรมัน ในช่วง ค.ศ. 1919 ที่มีการลงมติเปลี่ยนแปลงระบบปกครองเป็นไประบอบเผด็จการโดยการลงมติของรัฐสภา ทำให้โลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเหตุหลักเพราะประเทศเยอรมันไม่มีกลไกปกป้องรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นแล้วในบทบัญญัติดังกล่าวถือเป็นการเชื่อมโยงไปยังประชาชนต่อการทำหน้าที่ปกป้องกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะการกระทำของพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังขยายผลไปยังปัจเจกบุคคลที่ได้กระทำการอันเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วย
นอกจากนั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังได้พิจารณาในหลักการของการกำหนดบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 68 ซึ่งตัดความในส่วนของการยุบพรรคการเมืองออกไป เพื่อให้เกิดการสมดุลตามหลักการพื้นฐานในโลกที่คุ้มครองระบอบประชาธิปไตย โดยจุดสมดุลที่ว่า คือ ตัดส่วนของการยุบพรรคการเมืองออกไป เนื่องจากการยุบพรรคการเมืองถือเป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนา อีกทั้งเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ ที่รุนแรง
ซึ่งที่สุด ที่ประชุมก็เห็นด้วยกับอนุกรรมาธิการโดยว่า วรรคแรก ระบุว่า "บุคคลจะใช้สิทธิ์หรือเสรีภาพในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้"
วรรคสอง ระบุว่า "ในกรณีที่บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้พบเห็นการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิ์ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดได้ ในการนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งให้เลิกการกระทำดังกล่าว และสั่งการอื่นได้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญและวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่การใช้สิทธิ์เช่นว่านี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำดังกล่าว"



