
'ชาร์ลี เอ็บโด'เล็งพิมพ์ฉบับล่าสุดที่ท้าทายอีก
ฝรั่งเศสวางทหาร 10,000นายรปภ.ประเทศ เชื่อยังมีกลุ่มก่อการร้ายอีก6คนหลบหนี 'ชาร์ลี เอ็บโด'เล็งพิมพ์ฉบับล่าสุดที่ท้าทายอีก
13 มกราคม 2558 ฝรั่งเศสประกาศเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้วยวางกำลังทหาร 10,000 นาย ในหลายพื้นที่ รวมทั้งตามโรงเรียนของชาวยิว ซึ่งเป็นเวลาเพียงหนึ่งวัน หลังประชาชนเกือบ 4 ล้าน ออกไปร่วมเดินขบวนเพื่อแสดงพลังและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับเหยื่อการสังหารหมู่ที่สำนักงานของนิตยสารรายสัปดาห์แนวเสียดสี "ชาร์ลี เอ็บโด"
นายฌอง อีฟ-เลอ เดรียง รัฐมนตรีกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมฉุกเฉินด้านความมั่นคงว่า ได้ตัดสินใจส่งกำลังรักษาความปลอดภัย 10,000 นาย เข้าอารักขาสถานที่อ่อนไหวทั่วประเทศตั้งแต่เย็นวันคาร ตามเวลาท้องถิ่น เป็นต้นไป และนี่เป็นครั้งแรกที่มีการระดมกำลังทหารเพื่อปกป้องแผ่นดินของเราเอง และยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงอีก 5,000 นาย เป็นกำลังเสริม
เชื่อยังมีกลุ่มก่อการร้ายอีก6คนหลบหนี
นายกรัฐมนตรีมานูเอล วาลส์ เตือนว่า "เราอยู่ในภาวะสงคราม" จากการสันนิษฐานของตำรวจว่า มีแนวโน้มอย่างสูงที่อาจจะเกิดการโจมตีเพิ่มขึ้น และมีรายงานด้วยว่า คนร้ายที่บุกร้านชำของชาวยิว ได้มีแผนที่ระบุตำแหน่งที่ตั้งของโรงเรียนชาวยิว อีกทั้งเชื่อว่า พวกกลุ่มก่อการร้ายอีก 6 คน ที่ยังหลบหนี ได้พร้อมที่จะเปิดฉากโจมตีครั้งต่อไป
ทางการเปิดเผยว่า มีผู้ต้องสงสัยคนหนึ่ง ถูกพบขับรถยนต์มินิ คูเปอร์ ที่เป็นชื่อของฮายัทบูเมดเดียน ภรรยาของนายอาเมอดี คูลิบาลี ที่ถูกตำรวจวิสามัญเมื่อวันศุกร์ หลังก่อเหตุสังหารตำรวจหญิง 1 คน และตัวประกันชาวยิว 4 คน นอกจากนี้ บูเมดเดียน ยังได้ชื่อว่าเป็นคนช่วยวางแผนก่อเหตุวินาศกรรมในปารีส ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 คน นายคูลิบาลี อ้างว่า เขาเลือกเล่นงานร้านขายของชำของชาวยิว ก็เพราะเหยื่อของเขาเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรม สำหรับการแก้แค้นให้กับการเสียชีวิตของชาวมุสลิมในปาเลสไตน์
นายกรัฐมนตรีวาลส์ บอกว่า ด้วยเพราะเป็นการก่อการร้ายที่ป่าเถื่อน การทำงานในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมและการสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป และคิดว่าอาจมีคนสมรู้ร่วมคิดอีกมาก ที่การไล่ล่าคนเหล่านี้จะดำเนินต่อไป เขาบอกด้วยว่า จะมีการปรับปรุงด้านการสอดแนม และเจ้าหน้าที่ต่อต้านการก่อการร้ายก็จะได้รับแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม หลังจากระบบรักษาความมั่นคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความล้มเหลว
ตำรวจได้หยุดติดตามการเคลื่อนไหวของนายคูลิบาลี และสองพี่น้อง ซาอิดกับเชอริฟ คูอาชี่ที่ก่อเหตุโจมตีสำนักงานของนิตยสารชาร์ลี เอ็บโด เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว เนื่องจากเห็นว่า พวกเขามีความเสี่ยงต่ำ ขณะที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคง ระบุว่า การตรวจสอบคูลิบาลีและพี่น้องคูอาชี ถูกยกเลิกไปเพราะมัวแต่มุ่งไปยังเป้าหมายอื่น ซึ่งในระหว่างถูกจับตา ทั้งสามคนถูกดักฟังการใช้โทรศัพท์, อินเตอร์เน็ต หรือ การสอดแนมต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อช่วงสิ้่นปี 2554 แต่เป็นช่วงที่ซาอิด เดินทางกลับจากเยเมน หลังไปฝึกกับอัล ไกดา และยังพบกับนายอันวาร์ อัล-ออว์ลากี ผู้ก่อการร้ายตัวฉกาจที่ถูกโดรนของสหรัฐสังหาร
ภาพจากกล้องวงจรปิด แสดงให้เห็นว่า พี่น้องคูอาชี่ ขับรถเข้าไปในปั๊มน้่ำมัน พร้อมกับเครื่องยิงจรวด หลังก่อเหตุสังหารหมู่ที่สำนักงานนิตยสารชาร์ลี เอ็บโด พวกเขาเอาอาหารและเครื่องดื่มใส่ถุงพลาสติกสีดำ และไม่ได้ปิดบังใบหน้า แม้จะถูกบัญชีบุคคลที่เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดในฝรั่งเศสก็ตาม
'ชาร์ลี เอ็บโด'เล็งพิมพ์ฉบับล่าสุดที่ท้าทายอีก
ขณะเดียวกัน นิตยสารชาร์ลี เอ็บโด ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการสังหารหมู่ที่มีผู้เสียชีวิตไป 12 คน รวมทั้งบรรณาธิการและนักเขียนการ์ตูน ในเหตุการณ์ที่กลุ่มคนร้ายหัวรุนแรงบุกโจมตี เมื่อวันที่ 7 มกราคม ได้แสดงการท้าทายด้วยการประกาศว่า จะตีพิมพ์ภาพการ์ตูนล้อเลียนนที่หน้าปกของฉบับล่าสุดที่จะวางจำหน่ายในวันพุธนี้
ชาร์ลี เอ็บโด ฉบับนี้ เป็นฉบับแรกนับตั้งแต่เกิดเหตุสังหารหมู่ ซึ่งหน้าปกจะเป็นภาพการ์ตูนศาสดาร่ำไห้และถือป้ายข้อความว่า "เราคือชาร์ลี" (Je suis Charlie) อยู่ใต้ข้อความว่า "ทั้งหมดคือการให้อภัย" ซึ่งได้มีการเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน ก่อนที่นิตยสารจะวางจำหน่ายในวันพุธ จำนวน 3 ล้านเล่ม มากกว่ายอดปกติที่อยู่ที่ 60,000 เล่ม และสามารถหาซื้อได้ใน 25 ประเทศ โดยถูกแปลเป็น 16 ภาษา ให้เพียงพอต่อความต้องการของนานาชาติ
การเลือกภาพศาสดาถือป้ายข้อความว่า "ฉันคือชาร์ลี" เป็นการแสดงให้เห็นว่า ไม่สนใจต่อคำขู่ของคนร้าย ที่ระบุว่า พวกเขาลงมือสังหารหมู่เพื่อแก้แค้นที่นิตยสารแห่งนี้ เขียนภาพการ์ตูนล้อเลียนศาสดาของพวกเขา
ชาร์ลี เอ็บโด ที่ชาวมุสลิมส่วนใหญ่มองว่า ลบหลู่ศาสดาของพวกเขา ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพในการแสดงความคิด นับตั้งแต่เกิดการสังหารหมู่ที่สำนักงานและการโจมตีซูเปอร์มาร์เก็ตของชาวยิว ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 17 คน ซึ่งประชาชนหลายล้านคน รวมทั้งที่กรุงปารีส 1.5 ล้านคน ได้ร่วมเดินขบวนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา และมีผู้นำโลกเข้าร่วมหลายคน รวมทั้งนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ และนายกรัฐมนตรีแองเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี



