ข่าว

ปัดวิปรบ.ถกถอดถอน'ยิ่งลักษณ์'

ปัดวิปรบ.ถกถอดถอน'ยิ่งลักษณ์'

12 ม.ค. 2558

'สุวพันธุ์' เผย มติวิปรบ.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ขึ้นเงินเดือน ขรก. 5 ฉบับ ส่ง สนช.พิจารณาตามขั้นตอน ปัดหารือถอดถอน 'ยิ่งลักษณ์' กราดยิงที่ปารีสไม่พบเชื่อมโยงไทย

 
                            12 ม.ค. 58  เมื่อเวลา 10.00 น.  นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปรัฐบาล) ครั้งที่ 2/2558 ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นนายสุวพันธุ์ เปิดเผยผลการประชุมว่า มติวิปรัฐบาลเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ 5 ฉบับ ที่เกี่ยวกับการขึ้นเงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อย ตำรวจ ทหาร รัฐสภา ครู 4% และปรับเพดานให้สูงขึ้น 10% ตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีการอนุมัติไปแล้ว ตามที่สำนักงาน ก.พ.เสนอ เพื่อส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตามขั้นตอน เพื่อออกเป็นกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ในการขึ้นเงินเดือน ก.พ.ตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะมีการพิจารณาการปรับระบบเงินเดือนของข้าราชการทั้งระบบให้ยุติธรรม เป็นธรรมมากขึ้นในอนาคต
 
                            นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ในการขึ้นเงินเดือนรัฐบาล ได้คำนวณการแบกรับภาระงบประมาณที่สำนักงบประมาณได้ชี้แจงกับคณะรัฐมนตรีไว้แล้ว อีกทั้งข้าราชการไม่ได้เงินเดือนสูง และครั้งนี้ปรับขึ้น 4% ก็ไม่ได้ช่วยได้เต็มที่ แต่ยังพอบรรเทา และช่วยให้ข้าราชการดำรงชีพได้ดีขึ้นมาหน่อย การจับจ่ายใช้สอยอาจจะทำได้มากขึ้น เพราะจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ 
 
                            ผู้สื่อข่าวถามว่า การพิจารณากฎหมายสำคัญๆ ของรัฐบาล ถูกมองว่ายังล่าช้า นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ก็มีการดำเนินการไปเยอะแล้ว และในสัปดาห์นี้ จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ. ... ที่จะเข้า สนช. และมีอีก 3 - 4 ฉบับ ที่ทยอยพิจารณาในวาระ 2 - 3 ของ สนช. อีกทั้ง ครม.ได้จัดลำดับความสำคัญของกฎหมายเอาไว้แล้ว จะช่วยทำให้เดินได้ดีขึ้น แต่ถ้าเร่งรัดมาก ความรอบคอบก็จะไม่มี ดังนั้นต้องทำกฎหมายให้สมดุลทั้งความรวดเร็วและรอบคอบ 
 
                            เมื่อถามว่า แต่ดูเหมือนการพิจารณากฎหมายของ สนช. มีแต่ สนช.ที่เป็นตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ไม่มีผู้ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนสังเกตเห็นว่าวิปที่เป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ค่อยๆ มีความรู้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว และกฎหมายฉบับไหนที่มีปัญหา ทางพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้มอบหมายให้ตนประสานกับ สนช.แล้ว ว่าในชั้นของกรรมาธิการให้รับฟังความคิดเห็นรอบด้านมากขึ้น
 
 
 
ปัดหารือกรณีถอดถอน 'ยิ่งลักษณ์'
 
 
                            นายสุวพันธุ์ กล่าวถึงการตั้งข้อสังเกตกรณีที่ สนช. เตรียมข้อซักถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาถอดถอน ในคดีรับจำนำข้าว วันที่ 15 - 16 ม.ค.นี้ อาจส่งผลต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ว่า ในวิปรัฐบาลไม่ได้พูดคุยกันถึงเรื่องดังกล่าว คิดว่าทุกเรื่องมีทางออกของตัวเอง หากดำเนินการด้วยความถูกต้องชอบธรรม และเป็นไปตามข้อกฎหมาย และมีคำอธิบายให้กับสังคมได้ การทำงานก็เดินต่อไปได้ ยังเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะเดินไปได้ 
 
                            ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ หากผลที่ออกมาไม่เป็นที่พอใจของคนบางกลุ่ม จะส่งผลทำให้งานของรัฐบาล และ สนช.สะดุดลง นายสุวพันธุ์ กล่าวย้ำว่า หากทุกอย่างมีคำชี้แจงที่อธิบายได้ ทุกอย่างยังเดินต่อไปได้ และรัฐบาลเองมีหน้าที่ขับเคลื่อนให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ 
 
                            ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้มีการระบุว่า โครงการต่างๆ มีการโกงเกิดขึ้น โดยที่ยังไม่รับฟังเหตุผลใดๆ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ตนพูดหลายครั้งแล้วว่า ประชาชนเป็นคนตัดสินทั้งหมด เมื่อถามย้ำ แต่หลายคนมองว่า คดีรับจำนำข้าวเป็นเรื่องการเมืองมากกว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ยังยึดตามคำพูดของนายกฯ ให้เดินตามข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริงให้ว่ากันไปตามนั้น
 
 
 
'นายกฯ' มอบ 'วิษณุ' พบ กมธ.สนช.-สปช. ดูรายละเอียดหลายเรื่อง
 
 
                            นายสุวพันธุ์ กล่าวถึงความคืบหน้าที่ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ตน และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานงานกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า ในวันที่ 15 มกราคม เวลา 16.30 น. ที่อาคารรัฐสภา ในการพูดคุยหารือ ซึ่งไม่ได้มีการเร่งรัดอะไร แต่นายกรัฐมนตรี ปรารภว่า ข้อเสนอต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สปช. ในหลายๆ เรื่องนั้น อยากเห็นรายละเอียดว่า จะดำเนินการอย่างไร กรอบระยะเวลา ทำอะไรบ้างในระยะไหน ในเรื่องการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน การบริหารงานส่วนท้องถิ่น เป็นอย่างไรบ้าง เพราะเกี่ยวพันกับรัฐบาล สิ่งที่ สปช.มีข้อเสนอมา รัฐบาลมีความพร้อม หรือจะหยิบเรื่องใดมานั้น ต้องคุยกันก่อน สรุป คือ จะพูดคุยให้เกิดความเข้าใจตรงกันของทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมทั้งปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นการให้รัฐบาลไปตั้งเป้าหมายให้ สนช.และ สปช.แต่อย่างใด 
 
                            ผู้สื่อข่าวถามว่า การพูดคุยจะครอบคลุมถึงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า น่าจะพบกับทุกกรรมาธิการ 
 
 
 
กรณีกราดยิงที่ปารีสไม่พบความเชื่อมโยงไทย 
 
 
                            นายสุวพันธุ์ กล่าวถึงกรณีคนร้ายกราดยิงสังหารหมู่กองบรรณาธิการชาร์ลี เฮบโด ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ว่า ในมิติด้านความมั่นคง ได้มีการตรวจสอบไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้วว่าไม่มีอะไรเชื่อมโยงถึงประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นในเรื่องสภาพแวดล้อม สังคม ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมของสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ ไม่ดูหมิ่น ไม่ดูถูกกัน และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการเมื่อสัปดาห์ที่แล้วถึงแนวทางการปฏิบัติ ซึ่งตนได้มีการพูดคุยกับสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งจะต้องทำงานที่ครอบคลุมในส่วนสำคัญหลายๆ ด้าน เช่น มาตรการทางการข่าวที่จะต้องเดินไปข้างหน้า มาตรการการเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน และมาตรการรักษาความปลอดภัย
 
                            ผู้สื่อข่าวถามว่า ด้านการข่าวของประเทศเรายังคงมีความมั่นใจอยู่ใช่หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ก็ทำอย่างเต็มที่ ประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคง ในเรื่องการเฝ้าระวังต่างๆ และทำทุกอย่างไปตามมาตรฐาน
 
                            ส่วนที่หลายคนเป็นห่วงถึงเหตุไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีความเชื่อมโยงและจะใช้เป็นการปลุกระดม นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าสังคมไทย ในเรื่องการปลุกเร้ายั่วยุถึงแนวคิดรุนแรงสุดโต่งนั้นน้อยกว่าประเทศอื่น อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่จะต้องช่วยกันและในการเฝ้าระวังในส่วนรัฐบาลไม่ได้ดูแต่ภาคพื้นดินเท่านั้น แต่ดูในโลกไซเบอร์ด้วย ทั้งการเฝ้าระวังของการกระจายความคิดสุดโต่งรุนแรง และอะไรที่เป็นต้นเหตุควรแก้ไขก็จะเข้าไปดำเนินการ
 
 
 
เชื่อ จนท.รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังขบวนการค้าโรฮิงญา
 
 
                            นายสุวพันธุ์ กล่าวถึงเรื่องที่ชาวโรฮิงญาถูกส่งตัวเข้ามาที่จังหวัดกระบี่ผ่านนายหน้าที่ส่งตัวคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายว่า ตนเชื่อว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการกันอยู่ และรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเรื่องค้ามนุษย์เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และเป็นนโยบายหลักที่ทุกฝ่ายต้องตระหนัก และเชื่อว่าจะมีมาตรการดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพราะเห็นว่ามีผลกระทบชัดเจน