
ม.7ไร้บทบัญญัติ'ศร.'ชี้ขาด!
12 ม.ค. 2558
ยกร่างรธน. 'มาตรา 7' เพิ่มอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ 'ชี้ขาด' กรณีไร้บทบัญญัติ อุดช่องยื่นขอ 'นายกฯพระราชทาน' ผ่านหมวด 'พระมหากษัตริย์' ปรับเพียงคำซ้ำ
12 ม.ค. 58 เมื่อเวลา 10.30 น. การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรา เป็นครั้งแรก ตามการพิจารณาของคณะอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ ที่มีนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานที่ยกร่างรายมาตราเป็นเบื้องต้น ในส่วนของบททั่วไป และภาค 1 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ และประชาชน
โดยภาพรวมของการประชุมนั้น ที่ประชุมได้อ่านร่างรายมาตรา ซึ่งนำเสนอโดยนางกาญจนารัตน์ พร้อมอ่านความเห็นของผู้ที่ได้เสนอ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรานั้นๆ จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) , ประชาชน , พรรคการเมือง ประกอบการพิจารณา จากนั้นเป็นลำดับที่ให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญอภิปรายแสดงความเห็น โดยตัดสินว่าจะใช้ถ้อยคำและบทบัญญัติตามที่ยกร่างเป็นเบื้องต้นหรือไม่ของรัฐธรรมนูญนั้น ที่ประชุมโดยนายบวรศักดิ์ ฐานะประธานในที่ประชุมจะเป็นผู้ตัดสิน โดยยึดหลักการอภิปรายบนเหตุผลตามเสียงข้างมาก
สำหรับการประชุมในรายละเอียดของบททั่วไป ที่ระบุถึงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาทิ ระบบปกครอง , การใช้อำนาจอธิปไตย , รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ที่มีจำนวนมาตรา ทั้งสิ้น 7 มาตรา เรียงลำดับมาตรา 1 - มาตรา 7 โดยที่ประชุมมีมติให้ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 - มาตรา 6 คงถ้อยคำ และบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ 2550 ขณะที่ร่างมาตรา 7 อนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ เสนอบทบัญญัติว่าโดยวรรคแรก ระบุว่า "เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการ หรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
ส่วนวรรคสอง ระบุว่า "ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำ หรือการวินิจฉัยกรณีใดตามวรรคหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาด เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนก็ได้ แต่สำหรับศาลฎีกา และศาลปกครองสูงสุด ให้กระทำได้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี และเมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด"
สำหรับเหตุผลที่เพิ่มเติมวรรคสอง อนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติ อธิบายว่า เพื่อเป็นการแก้ปัญหาต่อกรณีที่เคยเกิดขึ้น เกี่ยวกับการเสนอขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นการกำหนดเป็นกรณีให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัย เพื่อแก้ปัญหาในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หรือตามประเพณีปกครอง ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่จะเกิดกรณีดังกล่าว
ทั้งนี้ในการอภิปรายมีความเห็นของกรรมาธิการที่เห็นต่างออกไป โดยมีผู้เสนอให้ตัดข้อความในวรรคสองออกทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่ามีเพียงข้อความในวรรคหนึ่งก็สามารถอธิบายความในตัวได้อยู่แล้ว ขณะที่การไปให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัย ถือเป็นการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงการทำงานของฝ่ายต่างๆ ได้ เช่น ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติ
นอกจากนี้ในวรรคสองที่ระบุว่า "กรณีมีปัญหาการกระทำ ให้วินิจฉัยแยกกรณีใดตามวรรคหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด หรือเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนก็ได้" ถือเป็นถ้อยคำที่ทำให้องค์กรที่มีอำนาจไม่กล้าที่จะตัดสินใจในการกระทำตามอำนาจนั้นๆ ขององค์กรตนเอง และจะยื่นเรื่องไปสอบถามกับศาลรัฐธรรมนูญในทุกประเด็น และจะก่อให้เกิดคดีไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญจำนวนมาก
อีกทั้งยังมีผู้ติดใจสงสัยในการเขียนวรรคสองว่า นอกจากเป็นการอุดช่องว่างแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีกหรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้อนุกรรมาธิการยกร่างได้ชี้แจงว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์
โดยที่ประชุมมีความเห็นในช่วงท้ายว่า อยากให้มีการเพิ่มเติมในการวินิจัยกรณีใดๆ มีผู้ให้ขอเพิ่มคำว่า "หลักกฎหมาย" เข้าไปให้ชัดเจนว่า ต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก แต่ทางอนุกรรมาธิการฯ ได้เห็นแย้งว่า กรณีการเขียนถ้อยคำดังกล่าว จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการรับทุกเรื่องไม่เว้นแม้แต่เรื่องทางอาญาที่มีหลักกฎหมายกำหนดไว้ มีอำนาจตีความทุกกฎหมาย รวมถึงกฎหมายอาญาด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อถกถียงได้มีข้อสรุป คือ ให้คงไว้ตามร่างที่คณะอนุกรรมาธิการเสนอไว้ ทั้งนี้อภิปรายในมาตรานี้ถึง 2 ชั่วโมง
ผ่านหมวด 'พระมหากษัตริย์' ปรับเพียงคำซ้ำ
เมื่อเวลา 14.15 น. ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เข้าสู่การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ในหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 18 มาตรา ไม่มีการแก้ไขในสาระสำคัญ มีเพียงการปรับถ้อยคำที่เป็นคำซ้ำ เช่น คำว่า สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ แก้ไขเป็น สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือถูกยุบ
ในส่วนของลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งองคมนตรี โดยร่างเดิม "องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่พรรคการเมืองใดๆ"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการพิจารณาในมาตรานี้ มีกรรมาธิการบางคน ได้เสนอให้มีการจำกัดความของคำว่าพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพราะตำแหน่งกรรมการ ไม่ได้รวมอยู่ในพนักงานรัฐวิสาหกิจ และได้มีการเชิญองคมนตรีมานั่งเป็นกรรมการอีกด้วย จึงอยากให้มีการระบุให้ชัด จึงมีข้อเสนอให้มีการตัดคำว่าพนักงานรัฐวิสาหกิจออก และไปให้คำจำกัดความที่ครอบคลุมไว้ใน คำว่า เจ้าหน้าที่อื่นๆ ของรัฐแทน แต่สุดท้าย กมธ.ก็ยืนตามร่างเดิม



