
โจมตีปารีสโฉมใหม่ของเป้าก่อการร้าย?
โจมตีปารีสโฉมใหม่ของเป้าก่อการร้าย?
การก่อการร้ายที่สร้างความอกสั่นขวัญแขวนกับผู้คนในฝรั่งเศสเกือบ 3 วัน ที่เริ่มจากสองมือปืนบุกสังหารหมู่นักเขียนการ์ตูนล้อเลียนและคนอื่นๆ ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ชาร์ลี เอบโดอย่างเลือดเย็น 12 ศพเมื่อวันพุธที่แล้ว ตามด้วยการปิดเมืองไล่ล่าสองคนร้าย และขณะที่เหตุการณ์แรกยังไม่คลี่คลาย เกิดเหตุมือปืนหนึ่งคนจับตัวประกันที่ซูเปอร์มาร์เก็ตสำหรับชาวยิวในอีกด้านหนึ่งของกรุงปารีส กลายเป็นวิกฤติตึงเครียดที่ซ้อนขึ้นมาในเวลาเดียวกัน ก่อนจบลงโดยที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษตัดสินใจใช้กำลังปลดปล่อยตัวประกันและวิสามัญฆาตกรรมผู้ก่อการร้ายทั้งสามคน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (9 ม.ค.) เป็นคำถามที่กำลังถูกขบคิดว่า นี่จะเป็นภาพใหม่ของการก่อการร้ายในยุคสมัยนี้หรือไม่
หลังจากที่การโจมตีโดยมุ่งเป้าตึกระฟ้า สายการบิน เป้าหมายที่มีความสำคัญหรือสัญลักษณ์อำนาจมานานหลายสิบปี ขณะนี้ผู้ก่อการร้ายกำลังหันมาใช้ปฏิบัติการหลากรูปแบบดังที่เห็นอยู่ เช่น การบุกเข้าไปในสถานที่ทำงาน ร้านค้า และสถานที่ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของคนเราหรือไม่
ปารีสอาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการก่อการร้ายที่เปลี่ยนโฉมจากการโจมตีระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ มาเป็นเป้าหมายที่ไม่มีมาตรการคุมเข้ม ที่เรียกว่า "เป้าหมายอ่อน" แต่ถึงอย่างนั้น การตอบคำถามนี้ยังเร็วไป เนื่องจากธรรมชาติของการก่อการร้ายยังคงขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส
ไบรอัน เอ แจ็กสัน ผู้อำนวยการโครงการความปลอดภัยและความยุติธรรมบริษัทวิจัย "แรนด์" ผู้เชี่ยวชาญวิจัยด้านการก่อการร้าย แสดงความเห็นว่า หลายปีมานี้ เป้าหมายของผู้ก่อการร้ายมักผสมกันไปใหญ่บ้างเล็กบ้าง ขับเคลื่อนด้วยการวางแผนอย่างดี และเงื่อนไขด้านโลจิสติกส์ของแต่ละกลุ่ม อย่างเมื่อไม่นานมานี้ เกิดเหตุโจมตีแบบมีการวางแผนอยู่เป็นระลอก มุ่งเป้าศูนย์รับสมัครทหารในสหรัฐ เนื่องจากเป็นเป้าหมายที่ง่ายและส่งผลกระทบแรง
การโจมตีนับจากปฏิบัติการใหญ่โตแบบเหตุวินาศกรรม 9/11 ไปจนถึงการโจมตีด้วยอาวุธโดยตรง หรือการส่งจดหมายเปื้อนเชื้อแอนแทรกซ์ทางไปรษณีย์ จะยังคงเป็นลักษณะผสมของการก่อการร้ายต่อไป หรืออีกนัยหนึ่งคือ แล้วแต่ผู้ก่อเหตุซึ่งบางคนมีทรัพยากร มีทุน และสมุนจำนวนมาก อีกกลุ่มอาจมีแค่หม้อนึ่งแรงดันสูง บวกกับความคับแค้นใจ
การก่อเหตุโจมตีขนานใหญ่เป็นเรื่องยากขึ้นทุกทีที่จะทำ และสำหรับกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยแล้ว ไม่มีศักยภาพที่จะพยายามทำงานใหญ่ จึงมักเล็งเป้าหมายที่ง่ายกว่า
ด้าน ดร.มาร์ค ฮัมม์ ผู้เชี่ยวชาญด้านก่อการร้าย มหาวิทยาลัยอินเดียนา เห็นต่างว่า ถึงจะเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยดีแค่ไหน แต่ผู้ก่อการร้ายก็ไม่ล้มเลิกที่จะเล็งเป้าหมายใหญ่ เนื่องจากเรียกความสนใจได้มากกว่า "ตั้งแต่ปี 2544 จนถึง 2557 เราได้เห็นการโจมตีอาคารรัฐบาล สนามบิน ระบบไฟฟ้า สถานที่ทางศาสนา คลินิกทำแท้งและอื่นๆ ดังนั้น เหตุการณ์แบบในปารีส ยังไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่"
เป้าหมายแข็ง โดยทั่วไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการคุ้มครอง อาทิ ฐานทัพ สถานีตำรวจ อาคารรัฐบาล ขณะที่เป้าหมายอ่อน มีมาตรการรักษาความปลอดภัยต่ำ เช่น สถานีรถไฟ ไนต์คลับ ร้านค้าและสำนักงานสื่อ
ดร.ฮัมม์ กล่าวว่า การที่สหรัฐสั่งปิดสถานทูตในประเทศอันตรายเป็นครั้งคราวในหลายปีมานี้ เป็นอีกยุทธวิธีในการสกัดผู้ก่อการร้าย คือนำเป้าหมายออกไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะส่งผลต่อวิธีคิดและเลือกเป้าหมายของผู้ก่อเหตุเสมอไป เป้าหมายอ่อนอาจจะเป็นแนวโน้ม แต่ยากจะบอกได้ในภาพรวมว่าผู้ก่อการร้ายเปลี่ยนวิธีเลือกเป้าหมาย
แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนในสหรัฐและยุโรป คือผู้ก่อการร้ายต้องคิดหาหนทางใหม่ๆ เนื่องจากกฎหมายและความก้าวหน้าในยุทธวิธีเชิงรับ ทำให้การคิดจะโจมตีสร้างความเสียหายขนานใหญ่แบบเดิมๆ ไม่ง่ายอีกต่อไป
อย่างหลังการถล่มอาคารรัฐบาลในโอกลาโฮมา ซิตี้ ในปี 2538 รัฐสภาสหรัฐผ่านกฎหมายที่กำหนดให้ปุ๋ยแอมโมเนียไนเตรท ส่วนประกอบสำคัญในการทำระเบิด และเป็นสารเคมีที่เกษตรกรใช้ด้วย จะต้องผสมสารเคมีที่มีลักษณะเฉพาะเพื่อให้สามารถติดตามตรวจจับได้
จากนั้นในปี 2551 ฮันนีเวลล์ ผู้ผลิตกระสุน ได้ร่วมมือกับกระทรวงความมั่นคงภายในสหรัฐ พัฒนาปุ๋ยไนโตรเจน ที่จะไม่ระเบิดเมื่อผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิง นั่นเท่ากับว่า ส่วนประกอบยอดนิยมสองชนิดสำหรับการทำระเบิด ไม่อาจนำมาใช้ได้อีกต่อ
ข่าวกรองหยุดทุกอย่างไม่ได้
การสังหารหมู่ในปารีส ยังตอกย้ำถึงปัญหาท้าทายสุดหินที่บรรดาหน่วยสืบราชการลับและฝ่ายความมั่นคงตะวันตกกำลังเผชิญอยู่ นั่นคือการติดตามบรรดาผู้มีความคิดสุดโต่งในประเทศ ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกทีจากแรงกระเพื่อมของสงครามในอิรักและซีเรีย ซึ่งอาจลงมือก่อเหตุรุนแรงในวันหนึ่ง แถมยิ่งยากแบบไม่เคยประสบมาก่อน เมื่อบวกกับการกลับมาบ้านของนักรบที่ไปฝึกฝีมือและผ่านสงครามจริงกับไอเอสหรือกลุ่มอื่นมาแล้ว หลายฝ่ายยอมรับว่า ต่อให้ได้รับอำนาจเพิ่ม แบ่งปันข่าวกรองระหว่างกัน และขยายการสอดแนมอิเล็กทรอนิกส์อย่างกว้างไกล
ข้อมูลบุคคลเสี่ยงก่อการร้ายของสองฝั่งแอตแลนติก อยู่ในฐานข้อมูลพิเศษที่ศูนย์ต้านก่อการร้ายแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นทีซีที) ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่งให้รายชื่อของบุคคลที่สหรัฐจับตาเป็นพิเศษ และรายชื่อบุคคลห้ามขึ้นเครื่องบิน หรือ โนฟลายลิสต์
ชายสองคนที่เชื่อว่าก่อเหตุสังหารหมู่ในปารีส คือ ซาอิด คาอูชี่ วัย 34 ปี และน้องชาย เชรีฟ วัย 32 ปี ล้วนอยู่ในแบล็กลิสต์ รวมถึงบัญชีห้ามบิน คนพี่ยังมีประวัติชัดว่าเคยเดินทางไปเยเมนในปี 2554 เพื่อฝึกรบกับสาขาอัล-ไกดาในเยเมนด้วย แต่นายแบกนา คาซองเนิฟ รัฐมนตรีมหาดไทยฝรั่งเศส กล่าวว่า คนทั้งสองกลับไม่ได้อยู่เรดาร์สอดแนมและไม่มีเบาะแสใดๆ ก่อนหน้าลงมือ
ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า การสอดแนมตลอด 24 ชั่วโมง ต้องอาศัยกำลังคนและทรัพยากร และไม่มีหน่วยความมั่นคงตะวันตกรายใดที่สามารถติดตามผู้ต้องสงสัยได้ทุกรายบนแผ่นดินของตนเอง
ฝรั่งเศสพยายามเน้นจับตาคนที่เข้าข่ายอันตรายที่สุด และมีแนวโน้มก่อเหตุรุนแรงมากที่สุด แต่ก็ติดข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งในทางกฎหมายและทางปฏิบัติ เอริค เดอเนซ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข่าวกรองฝรั่งเศส กล่าวว่า และในบางครั้ง การสอดแนมก็ไม่ได้ช่วยอะไร หากอีกฝ่ายฉลาดพอระวังความเคลื่อนไหวของตัวเอง
เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวว่า มีชาวอเมริกันราว 100 คนที่เดินทางไปซีเรีย ส่วนยุโรป นักรบอาสาไปรบกับไอเอสมีจำนวนรวมกันหลายพันคน
ขณะนักวิเคราะห์อิสระบางสำนักเชื่อว่าจำนวนที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้
ที่ผ่านมา รัฐบาลยุโรปค่อนข้างระมัดระวังในการแบ่งปันข่าวกรองกับหน่วยข่าวสหรัฐ แต่ความวิตกเรื่องนักรบอาสาเหล่านี้ผลักดันให้ยุโรปหันมาร่วมมือกับสหรัฐมากขึ้น
เหตุโจมตีในปารีสยังจุดประเด็นถกเถียงอีกครั้งเกี่ยวกับโครงการสอดแนมอื้อฉาวของสหรัฐ นายไมเคิล เฮยเดน อดีตผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสเอ) เป็นคนแรกๆ ที่ออกมาบอกว่าการโจมตีครั้งนี้ตอกย้ำความจำเป็นที่จะต้องกวาดเก็บข้อมูลมหาศาลจากโทรศัพท์มือถือ และอีเมล เพื่อช่วยสกัดแผนร้ายของพวกสุดโต่ง ทั้งหมดนี้ทำเพื่อให้ทุกคนปลอดภัย ไม่ใช่เพื่อรุกล้ำความเป็นส่วนตัว
เช่นเดียวกับ นายแอนรูว์ พาร์คเกอร์ หัวหน้าหน่วยข่าวกรองอังกฤษ เอ็มไอไฟว์ ที่กล่าวว่า หน่วยข่าวจำเป็นได้อำนาจมากขึ้นเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของพวกสุดโต่ง แต่กระนั้นก็ยอมรับความจริงว่า ต่อให้หน่วยข่าวกรองได้อำนาจในการดักฟังการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ก็ไม่อาจหวังได้ว่าจะป้องกันการก่อการร้ายได้ทุกครั้งไป



