
ประยุทธ์ไม่อยากให้คำขวัญวันเด็กแค่วาทกรรม
ประยุทธ์ไม่อยากให้คำขวัญวันเด็กแค่วาทกรรม วอนพ่อแม่และคนในสังคมเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กและเยาวชน เผยหารือกสทช.ถกบริษัทมือถือแก้ค่าโทร
9ม.ค.2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ กล่าวถึงงานวันเด็กแห่งชาติ ในวันพรุ่งนี้ (10 ม.ค.58) ว่า สำหรับในวันพรุ่งนี้ ก็จะวันสำคัญอีกวันหนึ่ง “เป็นวันเด็กแห่งชาติ” เด็กก็คืออนาคตของประเทศ ในวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมทุกปี ในสัปดาห์หน้านั้น วันที่ 16 มกราคม ก็เป็นวันครู วันครูกับวันเด็กก็มีความสำคัญ ผมอยากจะกล่าวถึงเด็ก ๆ ก่อนว่า เป็น “อนาคตของชาติ” เป็น “ผู้สร้างอนาคตของชาติ” หรือแม้กระทั่งคุณครู ก็เป็น “ผู้สร้างอนาคตของชาติ” เช่นเดียวกัน ร่วมมือกันเพื่ออนาคตวันเด็กแห่งชาติในปีนี้นั้น ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ได้มอบคำขวัญประจำปีให้กับเด็กไทยทุกคนไปแล้วว่า “ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต” ซึ่งจะเป็นรากฐานในการที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ของรัฐบาลปี 2558 - 2562 ที่ว่า “ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมคิดว่าเด็กทุกคนต่างก็รู้ดีอยู่แล้วว่า “การเป็นคนเก่งนั้นไม่เพียงพอ ต้องเป็นคนดี มีคุณธรรมด้วย จึงจะทำให้ทุกคนมีอนาคตที่ดี ที่สดใส”
คงไม่ใช่เฉพาะอนาคตของตนเอง แต่รวมไปถึงอนาคตของครอบครัว ของชาติด้วย ที่จะต้อง “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” เริ่มจากสถาบันครอบครัวก่อน ตนเอง และครอบครัว และประเทศชาติผมไม่อยากให้คำขวัญเหล่านี้เป็นวาทกรรมประจำปี หลายประเทศเขามีคำขวัญ มีคำที่เรียกว่าเป็น “คติพจน์” คือ ถ้าทุกคนยึดถือแล้วคิดตาม และทำตาม ก็ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ทั้งตนเอง ทั้งส่วนรวมด้วย อะไรด้วย ผมไม่อยากให้เป็นเพียงวาทกรรมเฉย ๆ ว่า ปีนี้คำขวัญว่าอะไร ปีหน้าจะว่าอะไร แล้วไม่รู้ ก็ท่องจำไป แลกรางวัลไป ไม่ใช่ วันนี้ต้องเข้าใจว่า ความรู้คืออะไร ความรู้ รู้อย่างไร ศึกษาอย่างไร ศึกษาส่วนตัว ศึกษาในระบบ ศึกษาตามอัธยาศัย ศึกษานอกโรงเรียน และการอ่านหนังสือ การเรียนรู้จากประสบการณ์ จากข้อเท็จจริง อะไรเหล่านี้ คือความรู้ทั้งสิ้น และคุณธรรมคืออะไร คือรู้ว่าอะไรที่ดีเราก็ทำ อะไรที่ไม่ดีเราก็อย่าไปทำ มีคุณธรรม นึกถึงคนอื่น เผื่อแผ่แบ่งปัน ทำนองนี้ และในเรื่องของนำสู่อนาคต ถ้าเราไม่เป็นคนไม่ดี เป็นคนไม่มีความรู้ไปอีกยิ่งไปกันใหญ่ ไม่มีอนาคตแน่นอน วันหน้าก็ต้องไปติดคุก ไม่มีงานทำ ติดยาเสพติด แต่ถ้าเรามีความรู้ เราก็ไม่ติด ยึดในสิ่งอันตรายเหล่านี้ เราก็จะมีคุณธรรมด้วย จะเจริญเติบโต วันข้างหน้าถ้ามีโอกาสได้ปกครองบ้านเมือง เป็นข้าราชการ อะไรต่าง ๆ เราก็จะทำให้สังคมมีคุณธรรม และเกิดจริยธรรมขององค์กรเกิดขึ้นมา ประเทศชาติก็ปลอดภัย และก็เดินต่อไปในข้างหน้าได้ อันนี้ก็อยากให้คิดให้ถี่ถ้วน ความรู้คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต ไม่อยากให้ท่อง ๆ แล้วก็จบไป แลกรางวัล ร้องเพลง แล้วก็จบหากผู้จัดงาน หน่วยราชการ และโรงเรียนต่าง ๆ ต้องสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นการปลูกฝังด้วย เป็นการจัดสร้างความรู้ให้เด็ก ให้เด็กได้รักการอ่าน ทำอย่างไร มีความเข้าใจอย่างไร ให้เด็กๆ ของเราได้นำคำขวัญเหล่านี้ไปเป็นคติประจำใจ ยึดถือและปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวันของเขาด้วย
เช่นเดียวกับที่ผมฝากไว้คือเรื่องค่านิยม 12 ประการ วันนี้อาจจะดูว่าจะได้อะไร แต่ผมคิดว่าจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ตนเอง ให้ตนเองมีความภาคภูมิใจติดกับตัวไว้ในอนาคต เราก็จะเป็นทั้งคนดี คนเก่งด้วย เราต้องปลูกฝังจิตสำนึกไว้ก่อน ความเข้าใจที่ถูกต้อง ถ้าเราปลูกฝังเฉพาะเรื่องประชาธิปไตย เรื่องเสรีภาพอย่างเดียว ไม่มีคำว่าหน้าที่ หรือไปเน้นด้านวัตถุแต่อย่างเดียว ด้านเทคโนโลยีอย่างเดียว ก็ไปไหนไม่รอดทั้งสิ้น ผู้รู้ก็ได้กล่าวไว้แล้วว่า บันไดในการปลูกฝังมีอยู่ 3 ขั้นตอน คือ 1. การสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจ 2. ต้องลงมือทำ ไม่ใช่แค่ท่องจำ แต่ต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญที่สุด คือ 3. การสร้างสภาพแวดล้อม
ทุกคนในสังคมก็ต้องเป็น “ต้นแบบ” ที่ดี ทำให้เด็กดูในครอบครัว ในสังคมผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างกับเด็ก เมื่อเด็กเห็นคนรอบข้างหรือคนในสังคมประพฤติดี ปฏิบัติชอบ เด็กก็จะเกิดการรับรู้และทำตาม นำไปประยุกต์ใช้ เมื่อเจริญเติบโตก็จะเป็นอนาคตที่ดีของชาติต่อไป ก็ต้องขอฝากพ่อแม่พี่น้องประชาชน ช่วยกันทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก มีการสร้างความตระหนักรู้ ให้เขาเข้าใจ และทำสิ่งที่ดี ๆ เพื่อจะนำไปสู่อนาคต นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนด้วยเรื่องสุดท้าย ผมขอให้ติดตามความก้าวหน้าในการประชุมที่ ครม. ได้มีการสั่งการไปแล้วทุกสัปดาห์ มีความเคลื่อนไหวในทุก ๆ ด้าน ในสื่อที่เป็นกลาง โดยเฉพาะด้านสื่อเศรษฐกิจ ผมก็เห็นเขาสรุปมาดี เห็นมีความก้าวหน้าในหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน และก็ทำให้สังคมคลายความตื่นตระหนกไปบ้างหลาย ๆ ประเด็น สำหรับสื่อการเมืองผมก็ไม่สามารถจะห้ามได้ พวกนี้ก็จะติดตามเรื่องการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของความขัดแย้ง
บางครั้งอ่านแล้วก็ไม่สบายใจ ขอให้ลดลงไปบ้าง ความขัดแย้งก็เสนอลดลงไปบ้าง แต่ผมก็บังคับท่านไม่ได้อยู่แล้ว เป็นหน้าที่ของสมาคมสื่อจะต้องรับผิดชอบ กรณีที่ทำให้เกิดความวุ่นวายหรือความขัดแย้ง หรือความรุนแรงเกิดขึ้น ก็ต้องไปว่ากันอีกครั้งขอให้ทุกคนช่วยกัน ผมไม่โทษใคร ทุกคนต้องมาช่วยกัน ถ้ารัฐ เอกชน ประชาชนร่วมมือกัน ก็ต้องมีเครื่องมือในการที่จะทำให้ทุกอย่างนั้นเดินไปในแนวทางเดียวกัน สร้างความรู้ความเข้าใจ ความตระหนักรู้อย่างมีสติ เราก็จะไม่ขัดแย้งกันอีก ถ้าขัดแย้งต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ลองดูอีกที สถานการณ์ต่างประเทศเป็นอย่างไร หลาย ๆ อย่างเป็นปัญหาไปทั้งหมดเพราะฉะนั้นประเทศไทยต้องใช้เวลาตรงนี้ ทำอย่างไรให้เราเข้มแข็ง เพื่อจะรองรับสถานการณ์ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในภูมิภาคของเราในอนาคตหรือในประเทศของเราในอนาคตก็ได้ เราต้องเตรียมตัวเองให้พร้อม วันนี้อย่าเอาเรื่องอะไรที่ไม่ใช่เรื่องของชาติบ้างเมืองมาทะเลาะเบาะแว้งกันอีกเลย ก็ขอให้ทุกคนนั้น เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องดีกว่า และประชาชนก็อยู่ในความสงบ อย่าให้ใครเขามาทำลายบ้านของเรา ชุมชนของเรา ครอบครัวของเราได้อีกต่อไปขอบคุณครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขอย่างพอเพียงในปี 2558 คำว่าพอเพียงก็คือ ถ้ามีความสุขมาก ๆ ก็เหลือเผื่อแผ่แบ่งปันคนอื่น ถ้ารายได้น้อย ก็มีความสุขอาจจะน้อยหน่อย แต่ก็ขอให้มีความสุขในครอบครัวของตนเอง อย่าไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเกินตัวเองไป มีความพอประมาณ มีเหตุมีผลในการใช้จ่ายเงิน ใครมีเงินมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย แล้วเหลือก็แบ่งปัน และอดออมไว้บ้างเพื่ออนาคต ขอให้ทุกคนมีความสุข
เผยหารือ‘กสทช.’ถกบริษัทมือถือแก้ค่าโทร
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการเสียงร้องร้องให้มีการคิดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นวินาที ว่า กรณีการเรียกร้องการคิดอัตราค่าโทรศัพท์เป็นวินาทีนั้น ตนได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เรียนกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไปแล้ว ได้หารือกับผู้ประกอบการไปแล้ว สรุปว่าผู้ให้บริการมือถือ ทั้ง 5 ค่าย (AIS, DTAC, TRUE, TOTและ CAT) วันนี้ทั้ง 5ค่าย ได้เห็นชอบร่วมกัน ยึดถือผลประโยชน์ผู้บริโภค เป็นการแก้ปัญหาระยะแรก เร่งด่วน โดยจะให้ความเป็นธรรมกับประชาชนตามที่มีความเห็นมาจาก สปช. ด้วย ผู้ใช้บริการมือถือ (กว่า 100 ล้านหมายเลข ทั่วประเทศ) นั้น อยากให้มีการปรับการคิดค่าบริการเป็น "วินาที" ตามจริง แทนการ "ปัดเศษวินาที ขึ้นเป็นนาที" ซึ่งอาจจะมองว่าเป็นภาระค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน
วันนี้รัฐบาลจะเร่งดำเนินการในระยะที่ 1 ให้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2558 ที่จำเป็นต้องทำอย่างนี้เพราะว่า ต้องไปแก้ไขระบบต่าง ๆ เพราะ set ไว้หมดแล้วในช่วงที่ผ่านมา ถ้าจะทำใหม่ก็ต้องใช้เวลาในการ set เครื่องไม้เครื่องมืออีก และก็ไปปรับแก้วิธีการเก็บเงินเก็บทองอีก ไม่ใช่สั่งวันนี้แล้วพรุ่งนี้ได้ ต้องใช้เวลา เขาก็จะเริ่มทำ จัดทำเป็น Promotion เป็นทางเลือก เพราะที่ผ่านมาเท่าที่ผมติดตาม มีทางเลือกอยู่หลายทางด้วยกัน บางคนก็เลือกแบบนี้ แบบนั้น บางแบบก็ถูกดี บางแบบก็ดูได้หลากหลายวิธีการที่จะใช้ ก็ขอให้เป็นเรื่องของความสมัครใจด้วย ขอให้ร่วมมือกันระหว่างรัฐ และผู้ให้บริการ และผู้ใช้ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ถ้าเราต่างฝ่ายต่างมองในทางที่ไม่ดีต่อกัน ก็ไปกันไม่ได้ ทุกอย่างมีการลงทุน มีกฎหมายคุ้มครอง วันนี้ต้องใช้ความร่วมมือไปก่อน ต่อไปเห็นว่าจะต้องแก้ไขเป็นระบบให้ยั่งยืน ทาง สปช. ก็มีการพูดคุยหารือเรื่องเหล่านี้ต่อไป
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนของปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาของพี่น้องในภาพรวมนั้น เราไม่นิ่งเฉย ทุกเรื่องทำได้เราทำทันที ในส่วนต่อไปเราก็จะทำให้เป็นระยะยาวขึ้น ค่าโทรศัพท์อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว การบริการข้อมูล การใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ ก็จะต้องปรับเป็น "วินาที" เช่นเดียวกัน เมื่อสักครู่คือการใช้ค่าบริการโทรศัพท์ ตนพูดไปอันแรก ต่อไปก็ต้องไปปรับอื่น ๆ ด้วย ขอเวลาเล็กน้อยให้กับผู้ประกอบการด้วย
ขอเวลาแก้ปัญหาราคาสลากเกิน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นปัญหาที่สังคมมีการกล่าวถึงขณะนี้ มีหลายอย่างด้วยกัน ก็มีการแก้ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่มีการขายเกินราคาและไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่นั้น มีปัญหาทับซ้อนกันหลายเรื่อง ทั้งระยะทาง โควต้าฉลาก ทั้งราคาที่ทุกพวกทุกฝ่ายต่างก็พยายามจะได้ประโยชน์ให้มากที่สุด วันนี้ทั้งรัฐบาล ทั้งบอร์ดและกองสลาก กำลังดำเนินการแก้ไขอยู่ แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงวิธีการเลย ก็จะทำอะไรไม่ได้แน่นอน ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการบ้าง สิ่งนี้ก็ขอให้ใจเย็นๆ แต่ขอเรียนว่าปัญหาการขายเกินราคานั้น เป็นเพราะกลไกตลาดของสลากกินแบ่งมีความซับซ้อน มีระบบโควตา มีพ่อค้าคนกลาง มีการปั่นราคากัน สมยอมกัน นำมารวมเล่ม รวมฉบับกันอะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นทางที่จะสามารถแก้ไขได้คือ การแก้กลไกของการซื้อขาย เป็นทางเลือกซึ่งกำลังทำอยู่ ต้องใช้เวลา ต้องแก้ไขกฎหมาย
นายกฯ กล่าวต่อถึงนโยบายช่วยประชาชนที่ด้อยโอกาส ผู้พิการ และผู้ที่มีรายได้น้อย ของรัฐบาล ว่า รัฐบาลก็คำนึงถึงประชาชนผู้ที่ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้มีรายได้น้อย ที่อยู่ในระบบการค้าขายสลากจะต้องไม่เดือดร้อน รัฐไม่ต้องการที่จะใช้เงินเหล่านี้มาเป็นรายได้หลัก แต่เป็นการประกอบการของประชาชนจำนวนมากที่มีอาชีพเหล่านี้ ประการแรก ส่วนประการที่สองคือ เป็นสิ่งที่ประชาชนยังต้องการอยู่ เพราะฉะนั้นในกรณีที่มีการเรียกร้องอะไรต่างๆ นั้น ก็ขอเวลาให้เราสักเล็กน้อย กำลังทำอยู่ ใช้เวลาเหมือนกัน
ระบุต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งศก.ชุมชน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และพี่น้องประชาชน ว่า วันนี้รัฐบาลก็ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ของทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ไม่ว่าจะอาชีพใดที่มีรายได้น้อย เราก็ส่งเสริมทุกอัน แต่เป็นการยากที่เราจะใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้น เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง ร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวเกษตรกรเอง หรือผู้ประกอบการเอง ก็ต้องเข้าใจนโยบายและร่วมมือกัน ไม่ใช่แก้ไขอะไร ปรับเปลี่ยนอะไรไปก็ต่อต้าน โต้แย้ง มีปัญหาไปทุกเรื่อง และต้องการแต่เพียงอย่างเดียวคือต้องการเงินสนับสนุน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะหาเงินจำนวนมากเหล่านั้นมาจากไหน ทั้งในเรื่องของผลิตผลทางการเกษตร ทั้งการสาธารณสุข การศึกษา และอื่นๆ เพราฉะนั้นเราจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจชุมชนให้ได้ ให้มีความต่อเนื่องเชื่อมโยง จัดทำแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดให้เป็นรูปธรรม การกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนไปเชื่อมโยงสู่ประชาคมโลก
"จะเห็นได้ว่าวันนี้สถานการณ์โลกเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กัน การขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมานั้น เราอาจจะเตรียมการเหล่านี้ไว้ไม่เพียงพอ เราต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งตรงนี้ให้รวดเร็วขึ้น จะได้ทำให้เราไม่อ่อนแอ และไม่ต้องพึ่งรัฐแต่เพียงอย่างเดียว รัฐก็หาเงินไม่ได้ เพราะว่ารายได้การส่งออกสินค้าต่างๆ ก็น้อยลง ได้ราคาต่ำลง เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้ได้ ต้องร่วมมือกัน ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งต้องร่วมมือกัน เข้าใจนโยบาย เข้าใจวิธีการทำงานที่เป็นระบบ สำหรับเรื่องของตลาดเกษตรกร ทั้งในเรื่องของอาหาร พืชผัก ปลา หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่จำเป็น เราจำเป็นต้องเร่งสร้างตลาดเกษตรกรให้สามารถพบกับผู้บริโภคโดยตรงอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ ในทุกพื้นที่ ในทุกจังหวัด " พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯ ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาราคาพลังงาน ว่า เรื่องราคาพลังงาน คงต้องใช้เวลาในการปรับแก้ไปสักระยะหนึ่งก่อน ให้เป็นไปตามกลไกของตลาด เพราะหากผลีผลามแก้ไข เพิ่ม-ลดรวดเร็วเกินไป หากสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไปอีกแล้วจะทำอย่างไร จะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงกว่าเดิม หากเราไม่มีกองทุนเตรียมสำรองไว้ การลดลงง่าย แต่ถ้าต้องขึ้นราคาขึ้นมาอีก จะเป็นสิ่งยาก ทุกคนคงทราบดีว่าเงินเหล่านี้ก็ไม่ได้ไปไหน ก็ยังใช้ในภารกิจด้านพลังงาน และในการเตรียมการอีกหลายอย่าง เมื่อจำเป็น
วอนทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แรกของการเริ่มต้นทำงานในปี 2558 ตนขอให้ทุกท่านได้ทำงาน และเรียนหนังสือกันอย่างมีความสุข และร่วมกันทำสิ่งดี ๆ ในปีนี้เพื่อประเทศชาติของเรา สำหรับช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมานั้น ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่หน่วยงานทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครที่ได้ช่วยกันดูแลพี่น้องประชาชน ในการเดินทางสัญจรไป-มา ทำให้สถิติอุบัติเหตุลดลงได้จำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตามก็ขอให้หน่วยงานได้นำไปวิเคราะห์ถึงสาเหตุ หรือข้อบกพร่องต่าง ๆ เพื่อที่จะได้แก้ไขปรับปุรงให้ดีขึ้น สำหรับวันหยุดเทศกาลในห้วงต่อไป
"วันนี้ผมอยากเรียนว่า สิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลทำอยู่ในขณะนี้นั้น ไม่ต้องการสร้างความขัดแย้ง หรือสร้างปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้นมาอีก เราพยายามที่จะให้หน่วยงานปกติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส เพื่อพลิกฟื้นความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนกลับมา วันนี้ประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะคู่ขัดแย้ง ผู้เห็นต่าง แต่ยังมีคนไทยอีกหลายล้านคนที่ต้องการความสงบสุข ต้องการให้มีการพัฒนาประเทศไปในทิศทางที่ควรจะเป็น " พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การทำงานของ รัฐบาล และ คสช. จึงมุ่งเน้นที่จะลดความขัดแย้ง และเดินหน้าประเทศไปพร้อม ๆ กันด้วย กฎหมายไม่ใช่ความยุติธรรม แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการอำนวยความยุติธรรม ให้ความเป็นธรรมกับทุกพวกทุกฝ่าย ซึ่งคงต้องเริ่มจากการนำตนเอง จากการที่ถูกกล่าวหาไม่ว่าจะเป็นผิดหรือถูก เข้ามาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมด้วยหลักฐาน ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการ และทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายที่มีอยู่ ใครที่เข้ามาก็ย่อมได้รับความเป็นธรรมอย่างชัดเจน ถูกผิดก็ว่าไปตามหลักสากล ตามข้อกฎหมาย อยากให้ทุกคนเข้าใจตรงนี้ก่อน ส่วนผลจะออกมาอย่างไรนั้น ก็ยังสามารถต่อสู้ในวิถีทางตามปกติได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องปลุกระดมมวลชน ซึ่งไม่รู้ข้อเท็จจริงมากนัก เพราะไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดร่วมด้วย ต้องมาเสียเวลา เสียเลือดเนื้อ ต้องกระทำผิดกฎหมายไปด้วย ด้วยการอาศัยความเชื่อมั่น และศรัทธาแต่เพียงอย่างเดียว การชี้ผิดชี้ถูกโดย คสช. หรือใช้อำนาจพิเศษนั้น อาจจะดูง่าย หรือเร็ว ทันใจ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบในภายภาคหน้าด้วยว่าเราจะอยู่กันอย่างไร แต่ถ้าหากไม่มีเครื่องมือพิเศษหรือ ไม่มี คสช. แล้ว ก็อาจจะทำให้เราอยู่ร่วมกันยากในอนาคต
นายกฯ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการทำงานของรัฐบาลในปัจจุบัน ได้เปิดโอกาสให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาร่วมในการปฏิบัติงานด้วย ถึงแม้ว่าจะมองว่าอาจจะไม่ทั่วถึงทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายมากนัก หรือไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือมาจากโดยวิธีการปกติ แต่ก็คล้ายกับการมีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อยู่แล้ว เพียงแต่มีงานปฏิรูปเพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งคงต้องรอฟังมติสุดท้ายก่อน ในปัจจุบันยังไม่ใช่ข้อสรุป เป็นการเสนอข้อหารือแนวทางเท่านั้น ขณะนี้เรามีการโต้แย้งกันมากมาย เพราะฉะนั้นต้องรอผลข้อสรุปมาก่อน อาจจะไม่เป็นไปตามนั้นทั้งหมดก็ได้ เพราะว่า คสช. และ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่ได้พิจารณาเลย ต้องนำมาพิจารณาและสรุปอีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร อะไรที่จะเป็นผลดี-ผลเสียต่อประเทศชาติ ได้รับความยอมรับจากสากลหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่จะได้รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใส การบริหารราชการแผ่นดินที่มีผลสัมฤทธิ์ ขับเคลื่อนประเทศ แก้ปัญหาระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว และทำให้เกิดผลการปฏิรูปต่อไปในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม ผมไม่อยากให้มองเรื่องความขัดแย้ง หรือเรื่องผิด - ถูก แต่เพียงอย่างเดียว ให้มองไกล ๆ มองยาว ๆ เราจะต้องก้าวให้พ้นจากกับดักต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่มากมายในระบอบประชาธิปไตยด้วย และในส่วนของความขัดแย้ง ข้อกฎหมายต่าง ๆ มีมากมาย
"การทำงานของ คสช. และรัฐบาลในห้วงเวลานี้ อยากจะเรียนว่า เราทำทุกปัญหา ปัญหาเล็ก ๆ ก็ทำ ปัญหาใหญ่ ๆ ก็ทำ เพราะปัญหาเล็กนั้นเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง และรุกลามไปสู่ปัญหาใหญ่ ๆ ที่มีความทับซ้อนอยู่หลายปัญหาด้วยกัน ที่ผ่านมานั้นอาจจะไม่ได้รับการแก้ไข หรือเตรียมการไว้ล่วงหน้า ในรัฐบาลที่ผ่านมาโดยอาจจะมีการประกันความเสี่ยงน้อยไป หรือขาดการมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม อย่างเช่น ราคาพืชผลทางการเกษตรอย่างยั่งยืน เราจะทำได้อย่างไร ระบบจะแก้ไขอย่างไร เราจะต้องสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรเอง ในด้านเทคโนโลยี การรวมกลุ่มสหกรณ์ขนาดเล็ก รวมกลุ่มนาขนาดเล็ก หรือพืชอื่น ๆ ให้สามารถสร้างความเข้มแข็งด้วยตัวเองได้ ด้วยตัวเกษตรกรเอง และรัฐเข้าไปดูแลช่วยเหลือ การมีตลาดกลางของเกษตรกรโดยตรงนั้นจำเป็นในขณะนี้ จะได้ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางทุกเรื่อง ทุกผลิตผล เกษตรกรต้องมีความรู้เรื่องการตลาดด้วยตัวเองด้วย จะได้รู้ราคา รู้ความต้องการของตลาดในปัจจุบันว่าต้องการประเภทไหน ชนิดไหน จะได้ผลิตมาให้ตรงความต้องการ ในการปรับใช้เทคโนโลยีให้เป็นการใช้การเกษตรสมัยใหม่ มีด้านวิชาการเข้าไปด้วย ไม่ใช่อาศัยธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว การใช้ปุ๋ยธรรมชาติ ที่ไร้สารเคมี ผลิตปุ๋ยเองด้วย ปลูกพืชที่มีความต้องการของสังคม ของประชาชนในปัจจุบันก็คือการปลูกพืชที่ไร้สารเคมี " นายกฯ กล่าว



