ข่าว

เสรีภาพสื่อ VS ความรับผิดชอบต่อสังคม

เสรีภาพสื่อ VS ความรับผิดชอบต่อสังคม

11 ม.ค. 2558

เปิดโลกวันอาทิตย์ : เสรีภาพสื่อ VS ความรับผิดชอบต่อสังคม : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                          อีกครั้งหนึ่งที่สื่อเก่ากับสื่อใหม่อย่างโซเชียลมีเดียได้เกิดปะทะกันทางความคิดในเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อ หลังเกิดเหตุคนร้ายบุกถล่มกองบรรณาธิการนิตยสารชาร์ลี เอบโดอย่างอุกอาจ ทำให้บรรณาธิการ นักข่าวและการ์ตูนนิสต์เสียชีวิต 10 คน นับเป็นโศกนาฏกรรมล่าสุดที่ทำให้โลกตะลึงพรึงเพริดไปตามๆ กัน แม้เหตุการณ์นี้จะไม่ใช่ครั้งแรกและคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ตราบใดที่สื่อยังไม่สามารถให้คำจำกัดความหรือกำหนดขอบเขตของคำว่า "เสรีภาพในการแสดงออก" ว่าครอบคลุมไปไกลขนาดไหน จะกินความไปถึงเสรีภาพที่จะรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคล เสรีภาพที่ปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคม เสรีภาพที่ระรานความเชื่อในศาสนา หรือเสรีภาพที่คุกคามความขัดแย้งเรื่องสีผิว ฯลฯ หรือหมายถึงเสรีภาพที่ปราศจากขอบเขตใดๆ เนื่องจากสื่อมีสิทธิและเสรีภาพที่จะนำเสนออะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นตามมา แม้ว่าสิ่งที่นำเสนอนั้นจะเหมือนกับราดน้ำมันบนกองไฟก็ตาม ดังที่กองบรรณาธิการของชาร์ลี เอบโดเชื่อมั่นว่าเสรีภาพในการแสดงออกนั้นอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น และสื่อไม่จำเป็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความกลัวต่อผลที่จะเกิดขึ้นตามมา
 
                          อย่างไรก็ดี ใช่ว่าสื่อมืออาชีพทุกคนจะหลับหูหลับตายกย่องนิตยสารฉบับนี้ว่ากำลังปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกเสมอไป หลายฉบับบอกว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระที่ทำเช่นนี้ นักข่าวบางคนได้วิจารณ์ในบล็อกของตัวเองว่าเสรีภาพในการแสดงออก "เป็นความรับผิดชอบของคนในวงการสื่อ" ไม่ใช่เรื่องของเอกสิทธิ์พิเศษแต่อย่างใด ที่สำคัญก็คือสื่อส่วนใหญ่ยืนยันว่าไม่ได้ขี้ขลาดตาขาวจนไม่กล้าตีพิมพ์การ์ตูนเสียดสีศาสนา เพียงแต่จะทำด้วยรูปแบบที่นุ่มนวลกว่าเท่านั้น
 
                          วาทกรรมนี้ทำให้เกิดการปะทะครั้งใหม่ระหว่างสื่อเก่าและสื่อใหม่ สื่อส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจไม่ตีพิมพ์ซ้ำภาพการ์ตูนที่เป็นชนวนของปัญหามักจะเป็นกลุ่มสื่อเก่า อาทิ สำนักข่าวเอพี โทรทัศน์ข่าวซีเอ็นเอ็นและนิวยอร์กไทมส์ หรือสื่อออนไลน์บางสื่ออย่างบัตซ์ฟีดและสเลท ซึ่งต่างยืนยันจะไม่ตีพิมพ์การ์ตูนเหล่านั้น เพราะไม่อยากขยายเรื่องให้บานปลายออกไป จนทำให้ถูกโจมตีจากสื่อโซเชียลมีเดียที่กล่าวหากองบรรณาธิการของสื่อเก่าว่าขี้ขลาด และไม่เคารพนักข่าวของชาร์ลี เอบโดที่เสียชีวิตเพื่อปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก
 
                          ในจำนวนนี้ รวมไปถึงหนังสือพิมพ์จิลแลนดส์-โพสเทน ในเดนมาร์ก ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรกที่ตีพิมพ์ภาพการ์ตูน 12 ภาพที่ล้อเลียนศาสดาโมฮัมหมัดของอิสลามเมื่อเดือนกันยายน 2548 หนำซ้ำยังอนุญาตให้สื่อหลายฉบับทั่วยุโรปนำไปตีพิมพ์ซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเท่ากับยั่วยุให้มุสลิมทั่วโลกลุกฮือประท้วงถึงขั้นเผาสถานทูตเดนมาร์กหลายแห่ง กระทั่งมีผู้เสียชีวิตร่วมร้อยคนจากการประท้วงภาพการ์ตูนเหล่านั้น โดยยืนกรานเป็นกระต่ายขาเดียวว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออก แต่เมื่อเกิดเหตุร้ายที่ปารีส บรรณาธิการของจิลแลนด์-โพสเทนรีบประกาศจะไม่นำการ์ตูนที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนเก่าหรือใหม่มาตีพิมพ์ใหม่ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของนักข่าว เนื่องจากสถานการณ์อยู่ในภาวะไม่ปกติ พร้อมกันนี้ก็ย้ำว่า "เป็นสิทธิของบรรณาธิการที่จะให้ตีพิมพ์การ์ตูนทุกประเภทในเวลาใดก็ได้ เพียงแต่ไม่ใช่ในตอนนี้"
 
                          ท่าทีนี้ผิดกับหนังสือพิมพ์เดนมาร์กหลายฉบับ อาทิ บีที, โพลิติเคน, อินฟอร์เมชั่น และเบอร์ลิงสเก รวมทั้งหนังสือพิมพ์ในนอร์เวย์และสวีเดนต่างนำภาพการ์ตูนทั้ง 12 ภาพที่เป็นชนวนปัญหามาพิมพ์ซ้ำในหน้าแรก รวมทั้งยังตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ที่วิพากษ์วิจารณ์อิสลามอย่างไม่มีชิ้นดีอีกหลายชิ้น โดยบรรณาธิการของเบอร์ลิงสเกให้เหตุผลว่า "เราไม่มีวันหดหัวด้วยความกลัว เพราะเท่ากับเรายอมแพ้ต่อวัฒนธรรมการข่มขู่คุกคามที่เราไม่มีวันยอมรับได้" ขณะที่หนังสือพิมพ์หลายฉบับในแดนผู้ดีอังกฤษ อาทิ หนังสือพิมพ์เดลี่ เมล และ เดลี่ เทเลกราฟ ได้สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นการคุกคามเสรีภาพของสื่อและต่อระบอบประชาธิปไตย
 
                          กระนั้น หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หลายฉบับในแดนดินถิ่นอินทรีผยอง ไม่ว่าจะเป็นไฟแนนเชียลไทมส์ หรือเอฟที, ยูเอสเอ ทูเดย์ และอีกหลายฉบับกลับวิจารณ์การกระทำของชาร์ลี เอบโดว่าชะล่าใจมากไปที่เลือกเล่นบทบาทนี้จนนำไปสู่โศกนาฏกรรม โดยเฉพาะไฟแนนเชียล ไทมส์ ได้วิจารณ์ชาร์ลี เอ็บโดอย่างตรงไปตรงมาว่ามุ่งยั่วยุชาวมุสลิม ซึ่งเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ โทนี บาร์เบอร์ บรรณาธิการของเอฟทีสาขายุโรปยืนยันว่าชาร์ลี เอบโด "ไม่ใช่สุดยอดผู้พิทักษ์หลักการในเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกอย่างที่ยกย่องกัน หรือจริงๆ แล้วมีแนวโน้มว่าเป็นนิตยสารที่เหลวไหลไร้สาระมากกว่า" กระนั้น บทบรรณาธิการของเอฟทีย้ำว่า ความเห็นนี้ไม่ได้มีขึ้นเพราะต้องการให้ยกโทษให้แก่ฆาตกรซึ่งจะต้องถูกจับตัวมาลงโทษ นอกจากนี้ก็ยืนยันว่าเสรีภาพในการแสดงออกไม่ได้หมายความว่าห้ามแตะต้องหรือล้อเลียนเรื่องของศาสนา เพียงแต่ต้องมีสติและจิตสำนึกเวลาตัดสินใจว่าจะตีพิมพ์สิ่งใด กระนั้น บทบรรณาธิการของเอฟทียืนยันว่าไม่ควรมีข้อสงสัยในเรื่องความกล้าและเสรีภาพของสื่อ ซึ่งคงจะไม่มีความหมายอะไร หากนักข่าวไม่รู้สึกถึงการมีอิสระที่จะแสดงความคิดเห็นต่างๆ
 
                          แคธี คัลเวอร์ ผู้อำนวยการสมทบศูนย์จรรยาบรรณสื่อแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ให้ความเห็นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องขาวกับดำ หรือใครถูกใครผิด แต่เป็นเรื่องของอารมณ์ของคนที่เล่นโซเชียลมีเดียที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์แรงๆ และด่วนตัดสินว่าสื่อไหนที่ไม่ยอมตีพิมพ์ภาพการ์ตูนก็ไม่ใช่พวก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของความคิดเห็นที่หลากหลายมากกว่าและความเห็นที่หลากหลายแตกต่างกันสุดขั้วนี้มีมานานแล้วก่อนหน้าจะเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่ปารีสด้วยซ้ำไป ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลพวงจากวัฒนธรรมในห้องข่าวที่พร้อมจะเซ็นเซอร์ตัวเอง อาจจะด้วยความกลัวหรือไม่ต้องการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นกว่านี้ ยิ่งกว่านั้น ธรรมเนียมปฏิบัติของห้องข่าวที่ผ่านร้อนผ่อนหนาวมานานนับสิบๆ ปี หรืออาจนับร้อยปีท่ามกลางการตรวจสอบและความผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ต้องทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับวัฒนธรรมที่เป็นปัญหาละเอียดอ่อน
 
                          "นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการตั้งคำถามว่าควรจะตีพิมพ์ภาพถ่ายหรือการ์ตูนที่เป็นปัญหาหรือไม่ มีการท้าทายมานานหลายปีแล้ว คิดว่านโยบายเหล่านี้พัฒนามาจากการหารือสำคัญๆ กันมานาน"
 
                          หลังจากเสียงโจมตีดังขึ้นตามกระแสของโซเชียลมีเดีย สื่อบางสื่ออย่างบัตซ์ฟีด  เอพีและเดอะ นิว ยอร์ก ไทมส์ได้ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองที่ไม่ยอมตีพิมพ์ซ้ำภาพการ์ตูนที่เป็นปัญหา ยืนยันว่าไม่มีนโยบายที่จะเผยแพร่ภาพที่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงใดๆ แต่บางสื่อก็ให้เหตุผลกลางๆ ว่าต้องพิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน 
 
                          ไม่ว่าสื่อจะมีจุดยืนเช่นใด คริส เพ็ก ประธานสมาคมบรรณาธิการข่าวอเมริกันให้ความเห็นว่า นักข่าวจะต้องเคารพการตัดสินใจของบรรณาธิการ ซึ่งมีสิทธิขาดในการตัดสินใจว่าจะพิมพ์หรือไม่ภาพการ์ตูนหรือความเห็นต่างๆ "เพราะนี่คือหลักการพื้นฐานสำคัญของเสรีภาพสื่อ"
 
                          อย่างไรก็ดี คัลเวอร์ย้ำว่า นโยบายของสื่อต่างๆ ใช่ว่าจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ห้องข่าวเองก็จะต้องประเมินและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งดีน บาเก็ต บรรณาธิการบริหารของเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ก็มีความเห็นคล้ายคลึงกัน ขณะสารภาพว่าเปลี่ยนใจไปมาถึง 2 ครั้งก่อนจะตัดสินใจไม่ตีพิมพ์ภาพที่เป็นชนวนปัญหาความรุนแรง "ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผมเพียงคนเดียว"
 
                          คัลเวอร์ให้ความเห็นตบท้ายว่า ไม่ควรจะมองข้ามโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น "อันที่จริงเป็นเรื่องการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกด้วยวิถีทางที่โหดร้ายป่าเถื่อน พวกเราควรจะลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งนี้"
 
 
 
 
 
------------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : เสรีภาพสื่อ VS ความรับผิดชอบต่อสังคม : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)