ข่าว

จริงหรือ ? ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน

จริงหรือ ? ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน

11 ม.ค. 2558

คุยนอกกรอบ : จริงหรือ ? ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน : เรื่อง / ภาพ ... สินีพร มฤคพิทักษ์

 
                          ระยะสามสี่ปีมานี้ แวดวงคนทำเกษตรอินทรีย์และผู้เกี่ยวข้อง คงเคยได้ยินคำว่า “ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน”
 
                          โครงการนี้ได้รับการผลักดันจาก ดุสิต นนทะนาคร อดีตประธานหอการค้าไทย ที่ต้องการหาวิธีการลดความเหลื่อมล้ำให้แก่คนในประเทศ จึงหยิบโมเดลของ "อดิศร พวงชมภู" อดีตประธานหอการค้าจังหวัดนครปฐม มาส่งเสริมและเผยแพร่ต่อเกษตรกรผู้สนใจ 
 
                          รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สี่ปีที่แล้วการเมืองกำลังมีปัญหาแบ่งฝักฝ่าย ตอนนั้นพ่อค้าไม่ได้นึกหรอกว่าต้องดูแลเรื่องคนจนหรือเปล่า 
 
                          “คุณอดิศรเป็นพ่อค้าผลิตเสื้อแบรนด์แตงโม เกษตรกรรู้จัก เพราะไปทำกิจกรรมในเครือข่ายให้องค์ความรู้เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ เอาเรื่องนี้มาบอกคุณดุสิตว่า หากสักวันหนึ่งคิดช่วยเกษตรกร มีปราชญ์ชาวบ้านในคราบพ่อค้าสนใจช่วยให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น...เมื่อประเทศไม่สงบ คนจนมีมากขึ้น นักการเมือง พ่อค้า ไม่เคยสนใจความเหลื่อมล้ำของประเทศ 
 
                          “ตอนนั้นหอการค้าเป็นพ่อค้าขายของไม่ได้ จากความไม่สงบทางการเมือง ธุรกิจลำบากไปด้วย เริ่มคิดว่า ถ้าชาวนายากจน ไม่มีทางเศรษฐกิจดี คุณดุสิตถามว่า อาจารย์เราจะทำอะไรดีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ตอนนั้นความเหลื่อมล้ำยังไม่ถูกสนใจ ก็เลยบอกว่า คุณอดิศรไปคิดโครงการมา ใครจนมากสุดในประเทศไทย พบว่าเกษตรกรจนสุด และในบรรดาเกษตรกรที่มีมากสุดคือชาวนาและยากจนที่สุด คุณดุสิตบอกว่า ทำเรื่องชาวนาแล้วกัน”
 
                          นายใหญ่เสื้อสำเร็จรูปแบรนด์แตงโม ซึ่งขณะนั้นได้รับเลือกให้ไปเรียน วปอ. เสนอโมเดล “เกษตรสุริยะจักรวาล” คือการปลูกเป็นวงกลม ซึ่งให้ผลผลิตดีกว่า, ทำนา 1 ไร่ได้เงิน 1 แสน และปลูกผักมีรายได้ 6,000 บาทต่อวัน ซึ่งประธานหอการค้าเลือกโครงการ "ทำนา 1 ไร่ได้เงิน 1 แสน" 
 
                          “วันนั้นนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาปาฐกถา และพูดว่า ประเทศชาติมีปัญหา คุณดุสิตก็จะขึ้นพูดตอบทันที บอกหอการค้าจะทำโครงการลดความเหลื่อมล้ำชื่อ 1 ไร่ ได้เงิน 5 หมื่น และโทรไปบอกคุณอดิศรว่าจะทำโครงการนี้ คุณอดิศรบอกตอบว่า บอกไปเลยผมไม่ทำ ก็บอกคุณดุสิตว่า คนทำโครงการเขาไม่ทำ ระหว่างนั้นคุณดุสิตกำลังจะเดินขึ้นเวทีแล้ว รองประธานทั้งหลายบอกอย่าประกาศ 1 ไร่ 1 แสน เพราะมันจะขายหน้า แต่ถ้าไม่ประกาศคุณอดิศรไม่ทำ ตอนนั้นนายกฯ อภิสิทธิ์นั่งอยู่ คุณดุสิตหยิบไมค์ขึ้นมาบอกว่า ผมจะทำโครงการ 1 ไร่ ได้เงินเกือบแสน และเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยมาเก็บข้อมูลว่า 1 ไร่ได้เงินกี่บาท ในช่วง 5 เดือนนั้น มีความกดดันกับคุณดุสิตมาก คุณดุสิตบอก (หากไม่สำเร็จ) อาจารย์ก็ไป ผมก็ไป” 
 
                          “ปีนั้นหอการค้าไปสัมมนาที่ขอนแก่น คุณอภิสิทธิ์เข้าไม่ได้ เพราะมีเสื้อแดงมา ปีต่อมาไปขอนแก่นคุณอภิสิทธิ์ก็คงไปไม่ได้อีก เพราะมีเสื้อแดง คุณดุสิตบอกไปทำ (โครงการ) ที่ขอนแก่นไว้ก่อนที่เราจะสัมมนาหอการค้า เราไปบ้านหนองแต้ อ.อุบลรัตน์ เกลี้ยกล่อมตั้งแต่เช้าถึง 6 โมงเย็น ได้ 20 กว่าคนรับปากจะเข้าโครงการ เราบอกทำแค่ 1 ไร่ ที่เหลือคุณทำอะไรก็ได้” 
 
                          มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยส่งอาจารย์และนักวิจัยไปเก็บข้อมูลในพื้นที่นำร่องตลอด 5 เดือน ซึ่งมีเกษตรกรทำเต็มรูปแบบเพียง 8 ครอบครัว เนื่องจากต้องลงมือทำจริง ทั้งขุดคลอง เลี้ยงไส้เดือน และอื่นๆ ขณะเดียวกันหอการค้าก็ต้องทำ เพราะประกาศไปแล้ว 
 
                          “เราเก็บข้อมูลทุกวัน ลงงานกี่ชั่วโมง ปล่อยปลานิล กบกี่ตัว ตายกี่ตัว เอาข้าวไปชั่งตวง..รุ่นนั้นผู้มีรายได้สูงสุดคือ ลุงชื่น คลังกลาง ได้ 237,000 บาท ต่ำสุด 2 หมื่นบาท อันนี้มีผลวิจัยแน่นอน ผลผลิตจากเดิม 400 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 1,100 กิโลกรัมต่อไร่ โดยก่อนเข้าร่วมโครงการรายได้เฉลี่ย 5,000 บาทต่อไร่” รศ.ดร.เสาวณีย์ กล่าว
 
                          โครงการทำนา 1 ไร่ได้เงิน 1 แสน จึงประกาศตัวต่อสังคมนับจากนั้น โดยมี อดิศร พวงชมภู เป็นประธานโครงการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหอการค้าไทยในปี 2553 ส่วนปีต่อๆ มาเขาควักทุนส่วนตัว เนื่องจากผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าอบรมไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ตลอดเวลา 5 เดือน (ค่าใช้จ่าย 5 หมื่นบาทต่อคนต่อคอร์ส) 
 
                          อดิศรเรียกการทำนาโมเดลนี้ว่า "เกษตรสรรพสิ่ง" โดยเขาเริ่มทดลองปลูกข้าวในพื้นที่โรงงานผลิตเสื้อยืดแตงโม ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำนครชัยศรี จ.นครปฐม เป็นแปลงต้นแบบ 9 ไร่ และเติมวิธีคิดแบบธุรกิจเข้าไป เพื่อให้พื้นที่ 1 ไร่ สร้างผลผลิตมูลค่า 1 แสนบาท
 
                          "ไม่เคยทำนามาก่อน แต่อยากลอง ก็ให้ลูกน้องปลูก ปลูกอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นพิษกับตัวเอง ปลูกครั้งแรกก็ได้ผล เพราะมีองค์ความรู้เดิมอยู่ ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ และไม่ได้ทำตามแบบที่ชาวบ้านปฏิบัติคือ ใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง เรียกว่าทำตรงกันข้าม.. พอทำแล้วเกิดคำตอบอีกด้านหนึ่ง พอไม่ใช้ยาฆ่าแมลง แมลงมาเยอะ แมงมุมก็มากินแมลง พอแมลงน้อย แมงมุมก็ไป ต้นข้าวก็อยู่ ตอนเพลี้ยมา เราไม่ฉีดยาฆ่าเพลี้ย แมลงปอก็มา พวกนี้ธรรมชาติสร้างอยู่แล้ว แต่เราไปคิดว่าต้องฆ่ามันๆ คนละแนวกัน"
 
                          รายได้ 1 แสนบาท ไม่ได้มาจากการปลูกข้าวอย่างเดียว หากแต่ต้องปลูกพืชเศรษฐกิจ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ด้วย ซึ่งทุกอย่างจะเกื้อหนุนกันเป็นวงจร ปัจจุบันมีศูนย์เรียนรู้ 7 แห่ง หนึ่งในนั้นคือพื้นที่ในโรงงานที่นครชัยศรี มีสมาชิกมาเข้าคอร์สระยะสั้นและยาวรวม 57 จังหวัด หลักสูตรแบ่งเป็น 4 แบบ คือ 1 วัน, 3 วัน 2 คืน, หลักสูตร 5 เดือน และหลักสูตร 9 กล้า 9 ไร่ 9 แสน (5 เดือน)  
 
                          เฉพาะหลักสูตรที่ใช้เวลา 5 เดือน มีเกษตรกรเข้าคอร์สแล้ว 300 คน ทุกคนจะได้รับคู่มือเล่มบางๆ ชื่อ "ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสนบาท ด้วยเทคโนโลยีสรรพสิ่ง อะตอมมิคนาโน" ประกอบการทำนา คู่มือดังกล่าวมีคำอธิบายสั้นๆ ในหัวข้อต่างๆ อาทิ การคัดเมล็ดพันธุ์ การเตรียมดิน เพาะกล้า การเตรียมสรรพสิ่งย่อยสลาย ลำดับการใส่สัตว์น้ำลงแปลงนา เป็นต้น  
 
                          จำได้ว่าสิบกว่าปีก่อน ผู้เขียนเคยพบอดิศรในคราวร่วมทริป "เฟรนด์ออฟอานันท์" ครั้งนั้นเขาคุยให้ฟังว่า กำลังหาที่ดินทำนาอินทรีย์ เพื่อปลูกข้าวกินเอง
 
                          ต้นปี 2556 มีโอกาสไปเยี่ยมชมแปลงนาทดลองที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี (หลักสูตร 5 เดือน) ซึ่งมีผู้เข้าคอร์ส 9 คน ทุกคนต้องสร้างกระท่อมของตนเองและพักอาศัยอยู่ในแปลงนา เรียนรู้การปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงเป็ด ปลา เพื่อยังชีพ ซึ่ง (ว่าที่) เกษตรทั้งเก้าคนมาจากหลากหลายอาชีพ อาทิ วิศวกร นายทหาร เถ้าแก่ขายเสื้อผ้า พนักงานบริษัท อดีตผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายจากห้างโมเดิร์นเทรด ไม่มีชาวนาโดยอาชีพเลยสักคน 
 
                          ล่าสุดได้พบกันอีกครั้ง ที่ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี จึงทราบว่าเขาป่วยมา 1 ปีเศษแล้ว จากสาเหตุเส้นเลือดในสมองตีบ ทำให้ร่างกายซีกขวาไม่ปกติ หลังป่วยทำให้เดินไม่ได้ 3 เดือน พูดไม่ได้ถึง 6 เดือน ปัจจุบันพูดและเดินได้อย่างช้าๆ และต้องใช้เวลาทบทวนความคิด ความจำนานกว่าปกติ 
 
                          แต่ยังมีหัวใจเต็มร้อย สำหรับโครงการนี้ ดังที่เขาบอกว่า “ทำจนกว่าจะหมดแรง” 
 
 
------------------------
 
 
                          อดิศร บอกว่า การป่วยครั้งนี้ทำให้คิดได้ว่า เป็นเรื่องผิดที่ในอดีตดำเนินชีวิตตามใจตัวเองและตามใจปาก ตอนนี้เขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ โดยใช้วิธีกินอาหารเป็นยาแทน รวมทั้งต้องระดมหมอและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ถึง 12 ด้าน เพื่อรักษาและฟื้นฟูร่างกาย กล่าวคือ หมอคนแรก นักกายภาพบำบัดมาทำกายภาพที่บ้านทุกวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์, หมอที่สอง เป็นหมอฝังเข็มมารักษาให้ที่บ้าน 
 
                          หมอคนที่สาม เป็นหมอทิเบต ดูแลเรื่องอาหาร จัดเมนูอาหารแต่ละวัน เพื่อฟื้นฟูร่างกาย และกินอาหารเพื่อขับสารพิษด้วย โดยเมนูหนึ่งเดือนแรก กินข้าวกับเต้าหู้อย่างเดียว, เดือนที่สอง กินข้าวปลอดสารพิษกับปลา, เดือนที่สาม กินอาหารฝรั่งได้บ้าง แต่ยังต้องเป็นอาหารสุขภาพ 
 
                          หมอคนที่สี่ หมอเฉิน เมืองคุนหมิง ประเทศจีน ตรวจอาการด้วยการแมะ ใช้เวลาแมะครึ่งนาที แต่คนรอ 300-400 คน การรักษาคือเดินทางไปประเทศจีน ไม่ได้จองคิวล่วงหน้า หมอเฉินบอกว่า เป็นโรคหัวใจ ความดันและไขมันในเลือดสูง มีทั้งหมด 6 โรค แต่มีความเห็นว่าต้องดูแลระบบประสาทก่อนจึงจัดยาให้กิน เพื่อฟื้นฟูระบบประสาท 1 เดือน (เกี่ยวกับระบบสมองที่เส้นเลือดตีบ) ไปหาหมอเฉินตั้งแต่ต้นปี 2557 และกินยาหลายขนานแล้ว 
 
                          หมอคนที่ห้า อยู่อุบลฯ ดูแลเรื่องการทำงานของกระดูก ส่วนอีก 7 คน ยกเลิกไปแล้ว เราก็เลือกคนที่ตรงกับโรค  
 
                          "สมัยก่อนกิน 7 มื้อ พอตื่นเช้าก็กินมื้อสำคัญ กาแฟ เบรก มื้อเที่ยง เบรก มื้อเย็นและมื้อกลางคืน ปัจจุบันลดเหลือสองหรือสามมื้อ ไม่ดื่มน้ำเย็น น้ำหนักหายไป 10 กิโลกรัม แฮปปี้มาก ตอนนี้ถ้ากินแล้วรู้สึกว่าเข็มขัดรัดๆ ก็จะหยุด ไม่เหมือนเมื่อก่อน ถ้าแน่นจะปลดเข็มขัด” 
 
                          “งานด้านเกษตร รุ่น 7 ไม่ค่อยได้ดู มาดูรุ่น 8 ตอนนั้นการพูดแย่กว่านี้ หยุดทำงานที่โรงงาน 1 ปี ตอนนี้เริ่มเข้าประชุมแล้ว ทั้งที่ยังพูดไม่ชัด...ที่ป่วยเป็นความผิดพลาด เพราะความประมาทส่วนตัวเป็นหลัก ทั้งด้านอาหาร การใช้ชีวิต และการพักผ่อน”
 
                          ตอนที่ป่วยหนัก พูดไม่ได้ กังวลไหม?
 
                          “เราไม่กังวล เพราะรู้ว่าถึงตรงนี้ ถ้าจะต้องจากไป ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว ครั้งหนึ่งขับรถจากเลิงนกทาถึงยโสธร ทางขาด ..ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ทำใจตั้งแต่ตอนนั้น”
 
 
------------------------
 
(คุยนอกกรอบ : จริงหรือ ? ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน : เรื่อง / ภาพ ... สินีพร มฤคพิทักษ์)