
คอฟฟี่เบรค : ทำนาบำบัด
11 ม.ค. 2558
คอฟฟี่เบรค : ทำนาบำบัด : เรื่อง / ภาพ ... สินีพร มฤคพิทักษ์
เดี๋ยวนี้คนเราเจ็บป่วยจากการทำงานในสำนักงานที่เรียกว่า “ออฟฟิศซินโดรม” กันมาก และ นนทวัชร สุขสงบ เป็นหนึ่งในนั้น
นนทวัชร รับราชการในกระทรวงแห่งหนึ่งมา 7 ปีแล้ว ด้วยหน้าที่ต้องทำงานนั่งโต๊ะ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ พิมพ์งานทั้งวัน ผลคือกระดูกสันหลังทรุด แขนขาชา เวลาเดินเอวเบี้ยว แพทย์แนะนำให้ดึงหลัง ไปรักษาหลายแห่งไม่หาย จึงคิดว่าต้องหางานใหม่ ความที่สนใจด้านการเกษตรจึงหันกลับไปมองที่พ่อแม่ แม้ทำนามาทั้งชีวิตแต่ก็ขาดทุนตลอด ครั้นได้ยินโครงการ “ทำนา 1 ไร่ได้เงิน 1 แสน” จึงสมัครเข้าคอร์สอบรมสามวัน โดยใช้วันลาทั้งลากิจ ลาพักร้อน จนหมดโควตา
หลังจบคอร์ส วันที่สี่กลับไปขุดบ่อที่บ้านที่บุรีรัมย์ ตั้งใจว่าจะลาออกแน่ๆ เพราะเห็นแล้วว่ามีความเป็นไปได้
เขาปลูกข้าวรอบแรกหนึ่งไร่ เขาต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างกรุงเทพฯ และบุรีรัมย์ โดยทุกเสาร์อาทิตย์ต้องกลับไปดูแปลงข้าวที่ต่างจังหวัด ซึ่งขอแบ่งที่นาของพ่อมาทดลองวิชา เมื่อผลออกมาดีทำให้มีคนสนใจขอเข้าชมแปลงอยู่เป็นระยะ ประกอบกับเจ้าตัวก็หมั่นอัพกิจกรรมขึ้นเฟซบุ๊กและยูทูบ ทำให้มีแฟนคลับติดตาม
“ตอนเด็กพ่อให้ทำนาผมร้องไห้ มันเหนื่อย วันนี้พ่อบอกถ้าขยันแบบนี้ พ่อรวยนานแล้ว (หัวเราะ) ก่อนหน้านี้ก็ไม่คิดจะเป็นชาวนาจริงๆ นะ จนป่วยและพ่อขาดทุน ก็อยากจะแก้ไข เริ่มจากโครงการนี้”
นนทวัชร เล่าถึงวิธีการของเขาว่าเพาะทีละเม็ด และแตกกอได้ 62 ต้น แต่ละต้นได้ 320 เมล็ด ซึ่งแถวบ้านถือว่าสุดยอด ปกติแตกกอแค่สามต้น นอกจากปลูกข้าวเขายังทำอาหารปลาเอง สำหรับเลี้ยงปลา ตอนนี้พืชน้ำหายากๆ ก็มีในนาแล้ว เช่น ผักแขยง ผักแว่น
“ชาวบ้านบอกไม่เจอในพื้นที่นี้นานแล้ว...ผมลงปลาดุก 1.5 หมื่นตัว ปลานิล 2,500 ตัว พืชผักปลูกแค่พอกินในครอบครัว ที่โน่นมีแต่พ่อกับแม่ พี่น้องอยู่กรุงเทพฯ หมด...พ่อทำนาหว่าน ผมเพาะในถาดแล้วเหวี่ยง ผมขึงเชือกเลยหนึ่งต้นห่างกัน 60 ซม. ตอนแรกมองไม่เห็นข้าว แต่ของพ่อเริ่มเขียวเพราะหว่านเยอะ พอต่อมาหญ้าขึ้นพร้อมข้าว ผมปล่อยน้ำเข้า (นา) หญ้าไม่ขึ้นแล้ว เดือนที่สามพ่อไม่เห็นข้าวเลย มีแต่หญ้าให้ตัดทำปุ๋ยเลย แกยอมเสียบอกต่อไปจะทำเหมือนผม คือพ่อยอมเปลี่ยนความคิด พ่อทำสิบไร่ ได้ไร่ละไม่เกิน 400 กิโลกรัม ปีนี้อาจได้น้อยกว่าเพราะหญ้าเยอะ
“พ่อมีที่นา 20 ไร่ ให้ผมใช้ 1 ไร่ ตอนแรกเขาไม่ยอม เลยบอกว่าตรงไหนที่ทำนาแล้วไม่ได้ผลเลย พ่อชี้ว่ามุมโน้น หอยเชอรี่เยอะ ก็จัดการหอยเชอรี่ก่อน เริ่มจากการเก็บหอยเชอรี่ เอาใบละหุ่ง มะละกอ ไปแช่น้ำไว้ ตอนเช้าเก็บแต่ละตะกร้ามี 5-6 กิโลกรัม มันเยอะจริงๆ หากปลูกข้าวโดยไม่เก็บหอยเชอรี่ออกก่อน หอยจะกินต้นอ่อนหมด เริ่มจากความรู้ที่ได้จากโครงการ ชาวบ้านใช้วิธีฉีดยาฆ่า ผมเก็บออกเอามาทำน้ำหมักและทำฮอร์โมน หลักๆ ใช้จุลินทรีย์ของศูนย์ ชาวบ้านหัวเราะผม เขาจะฉีดหญ้าผมบอกอย่าฉีดเดี๋ยวตัดให้ ชาวบ้านชอบ เพราะที่นาผมหญ้าขึ้นไม่ทัน เอาหญ้ามาทำปุ๋ยพืชสดใช้จุลินทรีย์เป็นตัวย่อยสลาย ใช้สรรพสิ่งผง"
หลังปลูกหนึ่งรอบ นนทวัชร เชื่อว่า การทำนาสามารถเลี้ยงชีพได้ โดยบอกว่า “หนึ่งแสนน้อยไป ถ้าทำเต็มสูตรได้มากกว่านั้น” ดังที่เจ้าตัวบอกว่า
"ผมลงปลาดุก 1.5 หมื่นตัว อาหารทำเองไม่แพงมาก ต้นทุนกิโลกรัมละ 10 บาท หากซื้อตลาด 25 บาท ปลาดุกขายจริงได้แสนสอง (ต้นทุนสี่หมื่นบาท) ส่วนปลานิล 2,500 ตัว กะเลี้ยงให้ได้ตัวละหนึ่งกิโลกรัม ขายเองกิโลกรัมละ 70 บาท ก็เกือบแสน ข้าวเอาไว้กินแต่คนจองเยอะ เราปลูกข้าวหอมนิลจักรพรรดิ...เกี่ยวข้าวได้ 600 กิโลกรัม ขายได้ 3.9 หมื่นบาท มีคนขอซื้อเมล็ดพันธุ์เยอะขายกิโลกรัมละ 80 ส่วนข้าวกล้องขายกิโลกรัมละ 100 บาท"
เรื่องเหลือเชื่ออีกอย่างคือ หลังทำนาสักพัก ก็หายจากอาการกระดูกสันหลังทรุด กลับมาเดินเหินได้เหมือนคนปกติ ซึ่งเขาบอกว่าเป็นเพราะการ “ทำนาบำบัด”
"ช่วงแรกยังเป็นอยู่ ผมตั้งใจทำ ฝืนเจ็บไปเรื่อยๆ ตื่นเช้ามาหายไปเฉยๆ ก้มซ้ายก้มขวาแตะพื้นได้เหมือนคนปกติ ก็ขอบคุณเจ้ากรรมนายเวร ปกติไม่ได้กินข้าวอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มสูตร ตอนนี้หันมากินข้าวกล้อง เดิมอ้วนน้ำหนัก 90 กิโลกรัม ตอนนี้เหลือ 83 กิโลกรัม ที่เคยเป็นความดันสูง ไขมันในเลือดสูง ก็หายหมด แขนขาที่เคยชาก็ไม่เป็นแล้ว”
------------------------
(คอฟฟี่เบรค : ทำนาบำบัด : เรื่อง / ภาพ ... สินีพร มฤคพิทักษ์)



