
นิคมเข้าแจงสนช.คดีถอดถอนสมศักดิ์เผ่น
นิคมเข้าแจงสนช.คดีถอดถอนสมศักดิ์เผ่น พรเพชรนัดประชุมซักถามใหม่15ม.ค.นี้
8ม.ค.2558 ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องด่วน การดำเนินการกระบวนการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ประกอบมาตรา 64 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการุจริต พ.ศ. 2542
‘นิคม’แจงสนช.คดีถอดถอนชี้พร้อมรับมติ
อย่างไรก็ตามนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์หน้านี้ว่า มีความจำเป็นที่ต้องเดินทางเข้ามาชี้แจงแถลงเปิดคดีต่อสนช.ด้วยตนเอง เพราะ สนช.กำลังเข้ามาพิจารณา ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่ผ่านมาถูกต้องหรือไม่ ทั้งที่ตนดำเนินการไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องทุกอย่าง ซึ่งตนก็จะชี้แจงไปตามข้อเท็จจริงหลักฐานและข้อกฎหมายทั้งหมดที่มี อย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอง ที่สุดแล้วก็ชี้มูลความผิดตนได้เพียงเรื่องเดียวคือ การรับญัตติปิดประชุม ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากเดิมที่มีถึง 4 เรื่อง
นายนิคม กล่าวอีกว่า การเดินมาชี้แจงด้วยตนเองก็เพื่อให้สมาชิกสนช. ได้รับทราบข้อเท็จจริงและมีวิจารณญาณในการลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ และพร้อมรับผลการลงมติที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นอย่างไร โดยเชื่อว่าสภาแห่งนี้จะให้ความเป็นธรรม ส่วนกระบวนการต่อจากนี้ ตนก็จะต้องเข้ามาชี้ตอบข้อซักถามของกรรมาธิการซักถาม ภายใน 7 วัน และอีก 7 วันก็จะแถลงปิดคดี จากนั้นอีก 3 วันก็จะเข้าสู่การลงมติ แต่เนื่องจากติดวันประชุมของสปช. จึงคาดว่าจะลงมติได้ในระหว่างวันที่ 22 - 23 ม.ค.นี้
เมื่อถามว่า ถือเป็นการเร่งรีบลงมติหรือไม่ นายนิคม กล่าวว่า “เร็วก็ดี ผมจะได้จบเรื่องที่รัฐสภานี่เสียที เพราะเคยบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการพิจารณา พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ขอหารือก่อนการแถลงเปิดคดีว่า ตามข้อบังคับประชุมที่ 152 ว่าการถอดถอนต้องทำการประชุมโดยเปิดเผย เว้นแต่จะต้องคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ตนจึงมองว่า ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ยังไม่สงบ แต่ละฝ่ายยังมีความเห็นต่างกันอยู่ ยังมีคลื่นใต้น้ำ แม้จะดูเหมือนสงบก็ตาม เพื่อเป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ หากประชุมแล้วทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ตนจึงขอเสนอญัตติให้พิจารณาสำนวนถอดถอนในคดีนี้และคดีต่อไปเป็นการประชุมลับ แต่สมาชิกสนช.หลายรายไม่เห็นด้วยลุกขึ้นอภิปรายคัดค้านญัตติขอประชุมลับ อาทิ นายกล้านรงค์ จันทิก นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ นายสมชาย แสวงการ นายตวง อันทะไชย โดยอ้างว่า ข้อประชุม 152 บังคับให้การประชุมถอดถอนต้องทำโดยเปิดเผย ซึ่งในการพิจารณาถอดถอนที่ผ่านมาก็ไม่มีเคยมีการประชุมลับ เพราะการประชุมลับอาจจทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ชี้แจ้งและให้ประชาชนได้รับทราบจึงขอให้ถอนการเสนอญัตติ ไม่เช่นนั้นรัฐสภาจะเกิดความเสียหายและสมาชิกสนช.ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร ขอให้ดำเนินการพิจารณาไปโดยเปิดเผย ส่วนนายพรเพชร ในฐานะประธานการประชุม ก็ได้ขอร้องให้ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ถอนญัตติประชุมลับด้วย
ขณะที่พล.ต.อ.ชัชวาลย์ก็ยืนยันว่าจะไม่ถอนญัตติ เพราะต้องการทำเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะชนโดยรวม ทั้งยังมีสมาชิกสนช.ร่วมสนับสนุนได้แก่นายธานี อ่อนละเอียด ก่อนที่ประชุมจะมีมติไม่เห็นชอบให้ประชุมลับด้วยคะแนน 107 ต่อ 70 เสียง และงดออกเสียง 19 เสียง หลังอภิปรายคัดค้านกันกว่า 1 ชั่วโมง
จากนั้นได้เริ่มแถลงเปิดสำนวนคดี โดยนายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ได้แถลงเปิดสำนวนของฝ่ายป.ป.ช. โดยแถลงเปิดคดีว่า แม้รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 จะไม่ได้ระบุเรื่องการถอดถอนไว้ แต่ในมาตรา 5 เปิดให้มีการวินิจฉัยให้เป็นไปตามประเพณีการปกครอง และมาตรา 11 ให้อำนาจสนช.เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยไว้ ดังนั้นกระบวนการถอดถอนจึงต้องเดินไปตามหลักการเมืองการปกครองที่เคยมี ส่วนข้อห่วงกังวลว่า การถอดถอน ทำให้กระทบต่อการปฏิรูป และการปรองดอง นั้น ตนเห็นตรงข้ามว่า กระบวนการถอดถอนจะทำให้สังคมได้รับความเชื่อมั่น ศรัทธา ทำให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จากการถูกปกครองโดยผู้มีจริยธรรมและคุณธรรมระดับสูงเหนือกว่าคนอื่นทั้งหมด เป็นหลักเริ่มต้นให้ประเทศใสสะอาด ปราศจากสิ่งที่ประชาชนไม่ไว้วางใจ ทั้งนี้ข้อหาของนายนิคมคือ การตัดสิทธิอดีตส.ส. ไม่ให้อภิปรายตามที่ได้ขอแปรญัตติและสงวนความเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว. ในวาระ 2 โดยมิชอบ
นายวิชา กล่าวว่า จากการไต่สวนของป.ป.ช.พบว่า นายนิคมในฐานะอดีตรองประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรี่องที่มาส.ว. ในวาระ 2 มาตรา 5 มาตรา 7 และมาตรา 11 ใช้อำนาจประธานที่ประชุมสั่งปิดการอภิปรายตามที่ญัตติสมาชิกเสนอมา ทั้งที่ยังมีผู้ขอแปรญัตติและเสนอความเห็นเหลืออีกจำนวนมาก แม้จะมีสมาชิกทักท้วงเป็นจำนวนมาก แต่นายนิคมยืนยันใช้อำนาจสั่งปิดอภิปราย ให้มีการลงมติในหลายครั้ง ถือเป็นการตัดสิทธิไม่ให้สมาชิกได้อภิปรายแสดงความเห็น
การใช้ดุลยพินิจปิดอภิปราย โดยไม่ฟังเสียงข้างน้อย เป็นการรวบรัด ใช้อำนาจโดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ต่อเสียงข้างมาก ขัดต่อหลักนิติธรรมที่เป็นแนวทางที่ทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติตาม การที่นายนิคมอ้างว่า เมื่อมีผู้เสนอญัตติให้ปิดอภิปราย ในฐานะประธานที่ประชุม จะดำเนินการอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากขอมติจากที่ประชุมนั้นเห็นว่า ประธานที่ประชุมต้องมีความรอบคอบ ควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากเห็นว่าญัตติที่เสนอไม่ถูกต้อง ย่อมใช้ดุลยพินิจดำเนินการแก้ปัญหาได้หลายวิธีเช่น การพักการประชุมให้วิปสามฝ่ายหารือกันการขอให้ถอนญัตติที่เสนอ ดังนั้นข้ออ้างของนายนิคมจึงรับฟังไม่ได้ ป.ป.ช.จึงมีมติเห็นว่า การกระทำของนายนิคมมีมูลความผิด ฐานส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 291 อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามมาตรา 270 และ 272 ยืนยันว่า มติของป.ป.ช.เป็นการทำตามหน้าที่ ไม่ได้มีความมุ่งร้าย โค่นล้มบุคคลใด
ขณะที่นายนิคม แถลงโต้แย้งข้อกล่าวของป.ป.ช.ว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการปิดประชุมรัฐสภานั้น ยืนยันว่า การควบคุมการประชุมรัฐสภาที่ผ่านมาได้ใช้อำนาจประนีประนอมให้การประชุมเดินไปได้ด้วยความเรียบร้อย มีการเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาเสนอคำแปรญัตติที่ไม่ต้องการให้มีส.ว.เลือกตั้งอภิปรายแสดงความคิดเห็น ทั้งที่สมาชิกรัฐสภากลุ่มดังกล่าวดำเนินการขัดหลักการและผิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา การกล่าวหาเรื่องละเมิดหลักนิติธรรมจะมาบังคับใช้กับประธานที่ประชุมไม่ได้ เพราะการทำหน้าที่ของประธานการประชุมต้องอาศัยรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมเป็นหลัก ซึ่งหลักนิติธรรมจะมายกเว้นไม่ให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรไม่ได้
นายนิคม กล่าวว่า การเสนอปิดประชุมรัฐสภาเป็นเอกสิทธิสมาชิกรัฐสภา เมื่อมีการเสนอมาให้ปิดการอภิปรายก็ต้องถามมติจากที่ประชุม ซึ่งขณะนั้น มีการอภิปรายนอกประเด็นจำนวนมาก มีการประท้วง เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ตนต้องควบคุมการประชุมให้เรียบร้อย เป็นเวรกรรมที่ตนอยู่ในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง ยืนยันว่า ทำงานยึดข้อบังคับการประชุมมาตลอด ไม่มีอคติ ถ้ามีอคติจริงคงไม่เสนอเรื่องที่มีคนกล่าวหาตนไปให้ป.ป.ช. ตนเป็นสุภาพบุรุษพอ ซึ่งช่วงเวลานั้น มีการเสนอให้พักประชุม เพื่อให้วิป 3 ฝ่ายไปหารือแก้ปัญหา ให้การประชุมเดินหน้าต่อได้ แต่ในฐานะประธานการประชุมไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ เพราะการเสนอปิดอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา เป็นเอกสิทธิสมาชิกรัฐสภา ซึ่งตรงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
"ผมน้อมรับคำตัดสินของสนช. แม้ว่าคำตัดสินนั้น จะไม่อยู่บนพื้นฐานหลักกฎหมาย เพราะผมผิดตามรัฐธรรมนูญ 50 แต่ขณะนี้คสช.ยกเลิกรัฐธรรมนูญไปแล้ว แต่ไม่เป็นไร จะวินิจฉัยอย่างไรก็น้อมรับ แต่ผมต้องรักษาสถาบันนิติบัญญัติไว้ ไม่ให้ใครมาย่ำยี ที่นี่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อะไรที่เป็นจริงก็เป็นจริง อะไรที่ไม่เป็นจริงจะปรากฎกับผู้ที่กล่าวโทษผมไม่เร็วก็ช้า ขอความกรุณาพวกท่านใช้ดุลพินิจอย่างมีเหตุผลที่จะไม่ถอดถอนผม เพราะการถอดถอนประธานรัฐสภาหรือประธานวุฒิสภาเป็นสิ่งที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่า คนที่ทำหน้าที่ตามข้อบังคับการประชุม และรัฐธรรมนูญแล้วมีความผิด ท่านช่วยเหลือเถอะครับ รักษาไว้ซึ่งสถาบันนิติบัญญัติ แม้ผมจะมาจากวุฒิสภา ท่านมาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่เราอาชีพเดียวกัน คือ อาชีพออกกฎหมาย ต้องพิทักษ์ปกป้องเอาไว้ ถ้าให้องค์กรมาก้าวล่วงนั้น ถามว่าชีวิตท่านจะมีความปลอดภัยในอนาคตหรือไม่ วันดีคืนดีท่านอาจมายืนอย่างผม ดังนั้น ขอวิงวอนว่านี่ความเป็นจริงทั้งหมด" นายนิคม กล่าว
จากนั้นที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อทำหน้าที่รวบรวมประเด็นซักถามจากสนช. จำนวน 9 คน โดยกำหนดให้สมาชิกสนช.เสนอประเด็นข้อซักถามได้ถึงวันที่ 12 ม.ค. ขณะเดียวกันยังกำหนดให้ตัวแทนป.ป.ช.และนายนิคมยื่นคำแถลงปิดคดีต่อสนช.ภายในวันที่ 20 ม.ค.
ต่อมาเวลา 15.15 น. ได้เข้าสู่การแถลงเปิดสำนวนการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ออกจากตำแหน่งของ ป.ป.ช. โดยนายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช.ได้ชี้แจงข้อกล่าวหา ว่า ก่อนที่นายสมศักดิ์จะบรรจุวาระร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส. ผู้เสนอญัตติได้ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้มีนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาโดยแก้ไขหลักการเพิ่มเติมไปจากร่างฉบับเดิม แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะอ้างว่าเข้าใจโดยสุจริตว่าสามารถกระทำได้ โดยได้ถามเจ้าหน้าที่แล้วไม่อาจรับฟังได้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันมีพฤติการใช้อำนาจไม่ชอบ โดยร่วมกันกับนายนิคม ไวยรัชพานิช สลับกันทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมโดยการตัดสิทธิ์ผู้เสนอคำแปรญัตติและผู้สงวนความเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. ในวาระ 2 ไม่ให้อภิปราย เป็นใช้ดุลพินิจตัดสิทธิการทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภาเสียงข้างน้อย ขัดต่อหลักนิติธรรม ถือว่ามีพฤติการณ์ที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา125 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และมาตรา 291 อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550มาตรา 270 และมาตรา 274 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2554 มาตรา 56 มาตรา 58 มาตรา 61 และมาตรา 62
“เรื่องของนายนิคมและนายสมศักดิ์ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทยในด้านการตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตมิได้กำหนดการทุจริตไว้เฉพาะเรื่องการรับสินบนหรือการทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น แต่ยังได้กำหนดถึงการประพฤติมิชอบอันขัดต่อหลักจริยธรรมหรือหลักคุณธรรมด้วย" นายวิชา กล่าว
ภายหลังการแถลงเปิดสำนวนเสร็จนายพรเพชร ได้แจ้งว่า นายสมศักดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้เดินทางมาหรือมอบหมายตัวแทนมาชี้แจง แสดงว่าไม่ประสงค์ที่จะแถลงคัดค้านข้อกล่าวหา จึงจบการแถลงการเปิดคดีของคู่กรณี ทั้งนี้นายพรเพชรได้แจ้งกำหนดให้ตัวแทนป.ป.ช.และนายสมศักดิ์ยื่นคำแถลงปิดคดีต่อสนช.ภายในวันที่ 20 ม.ค. และสมาชิกที่สามารถยื่นญัตติประเด็นข้อซักถามได้ถึงวันที่ 12 ม.ค. และตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อทำหน้าที่รวบรวมประเด็นซักถามจากสนช. จำนวน 9 คนโดยใช้ชุดเดียวกันกับคดีนายนิคม พร้อมกันนี้โดยได้นัดประชุมสนช.เพื่อให้คณะกรรมการซักถามทั้ง 2 คดีในวันที่ 15 ม.ค. เวลา 10.00 น.



