ข่าว

กรรมาธิการยกร่างฯกับบทบาทที่เด่นเหนือสปช.

กรรมาธิการยกร่างฯกับบทบาทที่เด่นเหนือสปช.

08 ม.ค. 2558

กรรมาธิการยกร่างฯกับบทบาทที่เด่นเหนือสปช. : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน

                กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังเดินหน้า มีทั้งความเหมือนและความต่างกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550  

                ในส่วนที่เหมือนคือ มีสภาขึ้นมาหนึ่งสภาเพื่อทำหน้าที่พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ และมีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ "เขียน" รัฐธรรมนูญเสนอให้สภาพิจารณา

                รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 และ 2550 มีสภาเรียกว่า "สภาร่างรัฐธรรมนูญ" และสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้เองที่เป็นคนแต่งตั้ง "กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ" ก่อนที่จะนำผลการทำงานของกรรมาธิการยกร่างฯ กลับมาพิจารณาอีกครั้ง

                ส่วนฉบับที่กำลังทำกันนี้มี "สภาปฏิรูปแห่งชาติ" หรือ สปช. เป็นคนแต่งตั้ง "กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ" โดยในรูปแบบแล้วมีลักษณะเดียวกับที่ผ่านมา แต่ที่ต่างกันคือ สปช.  มิได้มีเพียงหน้าที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญอย่างเดียว เพราะต้องดูเรื่องการปฏิรูปในด้านอื่นๆ ด้วย

                หากดูตามเนื้องานการก่อตั้งและระบบแล้วต้องบอกว่า กรรมาธิการยกร่างฯ เป็นมือเป็นไม้ของ สภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะบทบาทของกรรมาธิการยกร่างฯ ในขณะนี้หากดูจากภายนอกเข้าไปแล้วคล้ายกับว่าเป็นเอกเทศ และทำงานตามรูปแบบที่ตนเองคิดก่อนที่จะส่งให้สภาปฏิรูปแห่งชาติลงมติในตอนท้ายเท่านั้น

                ขณะที่รูปแบบที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น ภายหลังจากที่กรรมาธิการยกร่างฯ ถูกแต่งตั้งโดย "ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ" แล้ว สปช.ก็จะเป็นคนเสนอรูปแบบการปฏิรูปเพื่อให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นำไปเป็นกรอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญ

                ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปที่ สปช. ตั้งขึ้นมานั้นมีมากถึง 18 คณะ และแต่ละคณะก็ได้ไปศึกษาและทำข้อเสนอแนะรูปแบบการจัดทำรัฐธรรมนูญ ก่อนส่งต่อให้กรรมาธิการยกร่างเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

                แต่ที่เป็นประเด็นน่าจับตาคือ เรื่อง การวางโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ที่ถูกกรรมาธิการยกร่าง "เคาะ" ออกมานั้น ไม่ได้มีเค้าโครงคล้ายกับข้อเสนอของกรรมาธิการปฏิรูปเลย เช่นเรื่องที่มาของนายกฯ ระบบเลือกตั้ง ส.ส. หรือที่มาของ ส.ว. เป็นต้น

                ฉะนั้น พวกเขาในนาทีนี้จึงถูกมองว่าเด่นกว่าองค์กรแม่อย่างสภาปฏิรูปแห่งชาติไปเสียแล้ว

                และที่น่าสนใจคือหลายครั้งที่ "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เลือกออกมายืนแลกหมัด ชี้แจงเหตุผลที่ไม่ทำตามกรรมาธิการปฏิรูปนั้น มุมหนึ่งอาจมองได้ว่า เพราะเขาต้องการปกป้องสิ่งที่คิด แต่ในอีกมุมก็ไม่แปลกที่จะถูกมองว่า "บวรศักดิ์และคณะฯ" กำลังเขียนรัฐธรรมนูญตามพิมพ์เขียวของตัวเอง

                ซึ่งปัจจัยสำคัญที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะทำอะไรอย่างสบายใจเช่นนี้ได้ ก็เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขาถูกยกย่องจาก คสช. และคนร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวในฐานะหนึ่งในแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งมีสถานะบทบาทความสำคัญเทียบเคียงได้กับ สภาปฏิรูปแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และ คสช.

                ยิ่งไปกว่านั้นสถานะของกรรมาธิการยกร่างฯ ซึ่งนอกเหนือจาก "บวรศักดิ์" ในฐานะประธานกรรมาธิการยกร่างแล้ว ยังมีกรรมาธิการอีก 5 คน ที่ คสช. เป็นคนเลือกมาด้วยตัวเอง ยังมีเงาของ คสช. ทาบทับอยู่เบื้องหลังเป็นแบ็กอัพชั้นดี

                อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า สปช. เองก็เป็นผู้ที่ถูกเลือกมาโดย คสช. เช่นกัน ฉะนั้น การที่ สปช.ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อบทบาทของกรรมาธิการยกร่างฯ นั้น อาจเป็นไปตามเกมที่ยังวางไว้เท่านั้น แต่หากถึงทีเด็ดทีขาดเมื่อไหร่แล้ว เชื่อกันว่า ด้วยความเป็นพี่น้องท้องเดียวกันย่อมที่จะเดินหน้าไปด้วยกัน และเก็บความเห็นต่างเอาไว้

                คำถามคือ หากความขัดแย้งเกิดขึ้นมากๆ และเริ่มมีแรงสังคมหนุนหลังจากประเด็นที่กรรมาธิการยกร่างฯ เขียนโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสังคมส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอย่างไร

                หากถึงเวลานั้น สปช. ก็อาจจะเกิดแรงฮึดในการลุกขึ้นมากดดันให้กรรมาธิการยกร่างฯ เปลี่ยนความคิด และเปลี่ยนรูปแบบที่ได้ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายหากปราศจากการสนับสนุนของสังคมส่วนใหญ่

                ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง และมีแรงกดดันมากพอ กรรมาธิการอาจยอมเปลี่ยนความคิดและแก้ร่างใหม่ในช่วงเวลาสุดท้าย ที่เป็นช่วงของการปรับปรุงแก้ไขร่าง แต่หากกรรมาธิการไม่ปรับปรุงก็เป็นเรื่องที่จะวัดใจว่าขั้นสุดท้ายพวกเขาจะทำอย่างไร

                แต่หาก สปช. ไม่ยอมคว่ำร่างรัฐธรรมนูญที่แม้ประชาชนโดยมากจะไม่เห็นชอบ เราก็จะได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นออกมาบังคับใช้  โดยมีรูปแบบทางการเมืองเช่นที่กำลังถูกตั้งคำถามอยู่ในเวลานี้

                แต่ถ้า สปช. ตัดสินใจคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ แปลว่ากระบวนการทุกอย่างจะสูญเปล่า และต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ชั้นการสรรหา สปช.  และหมายความว่าการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีก อย่างน้อยก็เกินหนึ่งปี และ คสช.ก็ยังคงอยู่ในอำนาจต่อไปเรื่อยๆ

                การร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้จึงน่าสงสัยว่าเป็นการเล่นเกมสองด้านผ่าน "พิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญ" หรือไม่

                หากต้องการพ้นจากข้อครหานี้ กรรมาธิการยกร่างฯ จึงควรให้ความใส่ใจกับข้อเสนอของกรรมาธิการปฏิรูปให้มากกว่านี้ และไม่มองเป็นเพียงพิธีกรรม และที่สำคัญหากต้องการปฏิรูปจริงๆ ต้องทำให้สาระในร่างรัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับของคนหมู่มากในประเทศ 

                ที่สำคัญ กรรมาธิการยกร่างฯ ต้องไม่ทำตัวเอกเทศ ทะนงว่าสำคัญที่สุดในกระบวนการนี้