
ยรรยงโวไทยทวงแชมป์ข้าวผลงานปู
ยรรยงโวไทยทวงแชมป์ข้าวผลงานปู พรเพชรแทงกั๊กให้อดีต8รมต.พันข้าวแจง
7ม.ค.2558 นายยรรยง พวงราช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ส่งออกข้าวออกมาเปิดเผยประเทศไทยสามารถทวงแชมป์ส่งออกข้าวได้แล้วในปี 2557 โดยคาดว่าส่งออกได้ 10.5 ล้านตัน เป็นผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่เร่งระบายข้าวและเร่งรัดการส่งออกว่า การส่งออกข้าวในปี 2557 เกือบทั้งหมด เป็นการส่งออกข้าวที่ได้รับจำนำไว้ ระบายให้ภาคเอกชนส่งออก และเป็นการส่งออกตามสัญญาเดิมทั้งที่เป็นสัญญาของเอกชนและสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่ได้ทำไว้ในสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ
"ทั้งนี้ ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลชุดปัจจุบันระบายข้าวได้น้อยมากไม่กี่แสนตัน ข้าวที่ระบายล็อตสุดท้ายในช่วงปลายปี 2557 ประมาณ 4 แสนตันก็เป็นปลายข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว ไม่ใช่ข้าวเพื่อการส่งออก นอกจากนี้ ยังไม่ปรากฏว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีการส่งออกข้าวแบบรัฐต่อรัฐแต่อย่างใด ที่จะขายให้รัฐบาลจีน 2 ล้านตันนั้นก็เป็นเพียงการทำความเข้าใจเบื้องต้น (เอ็มโอยู) ยังไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายอย่างแท้จริง จะต้องเจรจารายละเอียดเรื่องราคาและปริมาณกันอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น การที่ไทยสามารถส่งออกข้าวได้เกินกว่า 10 ล้านตัน ในปีที่ผ่านมาจึงไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน" นายยรรยง กล่าวและว่า
ส่วนกรณีที่มีการโจมตีว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าวนั้น สาเหตุที่ไทยส่งออกข้าวได้น้อยลงในปี 2555 และ 2556 นั้น เป็นเพราะอินเดียซึ่งเคยส่งออกข้าวได้เพียงปีละประมาณ 4 ล้านตันได้ระบายสต็อคข้าวที่อินเดียเก็บสำรองไว้ในช่วงปี 2553-2554 จำนวนมากออกสู่ตลาดในราคาที่ต่ำมาก ทำให้อินเดียสามารถส่งออกได้เพิ่มเป็นปีละกว่า 10 ล้านตัน ทำให้ไทยส่งออกได้เพียงปีละ 7 ล้านตันเพราะไม่ต้องการลดราคาข้าวให้ต่ำเกินไป แต่ไทยก็ไม่ได้ส่งออกข้าวในราคาสูงตามราคาที่รับจำนำ แต่ส่งออกโดยใช้ราคาข้าวในตลาดข้าวโลกเป็นราคาอ้างอิง ดังนั้น การที่ไทยส่งออกข้าวได้น้อยลงไม่ใช่เพราะโครงการรับจำนำข้าว ทั้งนี้ ขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจและวิพากษ์วิจารณ์โครงการรับจำนำข้าวด้วยความรอบคอบและเป็นธรรม ไม่ควรบิดเบือนและมุ่งโจมตีทางการเมือง เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อชาวนาและเกษตรกรอื่นๆ มากกว่านักการเมืองหรือผู้กำหนดนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรในอนาคต
‘พรเพชร’แทงกั๊กให้อดีต8รมต.พันข้าวแจง
เมื่อเวลา 16.00 น.นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทีมทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ร้องขอให้อดีตรัฐมนตรีเข้าร่วมชี้แจงในการประชุมแถลงเปิดสำนวนถอดถอน วันที่ 9 ม.ค.ว่า ต้องดูว่าทั้ง 8 คนเข้ามาทำหน้าที่อะไร ถ้ามาให้กำลังใจก็ไม่น่าเป็นปัญหา แต่ถ้าจะมาร่วมแถลงด้วยก็อยู่ในดุลพินิจของประธานในที่ประชุมที่จะพิจารณาว่า ทั้ง 8 คนมาในฐานะอะไร ถ้ามาในฐานะพยานก็คงไม่ได้ เพราะ สนช.ได้มติว่าไม่อนุญาตให้ผู้ถูกร้องเพิ่มพยานหลักฐานไปแล้วและการร่วมชี้แจงต้องอยู่ในประเด็นที่เกี่ยวกับสำนวน ป.ป.ช.เท่านั้น ซึ่งในวันประชุมตนจะควบคุมให้ผู้ร่วมแถลงพูดเฉพาะประเด็นในสำนวนเท่านั้น ห้ามนอกประเด็น มิเช่นนั้นจะเท่ากับเป็นการเพิ่มพยานหลักฐานใหม่
นายพรเพชรกล่าวว่า ส่วนข้อร้องขอให้มีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ ช่อง 11 นั้น ตนมองว่าที่ผ่านมาการพิจารณาวาระถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่ได้มีการถ่ายทอดทางช่อง 11 แต่อย่างใด แต่มีการถ่ายทอดภาพและเสียงผ่านสถานีวิทยุกระจายและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาอยู่แล้ว ซึ่งกระบวนการในการพิจารณาต่างๆของ สนช.ทำอย่างเปิดเผย
ด้าน พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ สนช. กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่า การถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบ และคดีถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ยับยั้งความเสียหายในโครงการจำนำข้าว คงเป็นไปได้ยากที่จะได้มติ 3 ใน 5 หรือ 132 เสียง ในการถอดถอน เนื่องจากสนช.หลายคนเห็นว่า รัฐธรรมนูญปี2550 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว ส่วนคดีความผิดของน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการทุจริตใน โครงการรับจำนำข้าว จึงเห็นว่า ไม่น่าจะเข้าข่ายถอดถอนได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การสร้างความปรองดอง ไม่ได้หมายความว่า จะต้องยกโทษความผิดให้กับทุกคน ต้องแยกแยะให้ชัดเจน ถือเป็นการส่งสัญญาณให้สนช.เดินหน้าเรื่องการถอดถอนหรือไม่ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร กล่าวว่า ไม่ใช่การส่งสัญญาณอะไร ทุกอย่างขึ้้นอยู่กับดุลยพินิจของสนช.ว่า จะเห็นเป็นอย่างไร
รัฐบาลไม่ขัด‘แดง’หากรวมตัวให้กำลังใจ‘ปู’
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวกลุ่มคนเสื้อแดง จะมีการรวมตัวให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่จะเดินทางมาชี้แจงข้อกล่าวหาโครงการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในวันที่ 9 ม.ค. ว่า การไปให้กำลังใจใครนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ทำได้ไม่ได้ห้ามอยู่แล้ว ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงจะไปให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ไปเป็นเรื่องของเขา แต่จะไปทำอะไรในลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายในลักษณะการเคลื่อนไหวคงไม่ได้ ทั้งนี้การประกาศใช้กฎอัยการศึก ที่ผ่านมาเราไม่ได้บังคับใช้ในทุกกรณี แต่ดูเจตนาเป็นที่ตั้งมากกว่า โดยที่ผ่านมาเราแทบไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่ให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปตรวจสอบเรื่องราวต่างๆได้ หากมีข้อมูลในเบื้องต้นว่าจะเกิดเหตุร้ายแต่กรณีนี้เทียบเคียงได้กับการไปร่วมงานศพที่ผ่านมา แต่จะไปปราศรัยนั้นคงไม่ถูกต้อง ซึ่งเชื่อว่าทุกฝ่ายมีความเข้าใจในสถานการณ์ดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ย่อมรู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไร
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ที่รัฐสภา จะมีมาตรการในการทำให้เกิดความสบายใจกับทุกฝ่ายในการปฎิบัติหน้าที่ โดยคสช.จะเป็นผู้ที่วิเคราะห์ว่าควรจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยแค่ไหนอย่างไร เพื่อให้สังคมไม่ตื่นตกใจ และทุกฝ่ายทำงานได้ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้กังวลในเรื่องนี้แต่อย่างใด
กกต.ยกคำร้อง‘ปู-เพื่อไทย’ปมเสนอชื่อแก้รธน.
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายดุษฎี พรสุขสวัสดิ์ รองเลขาธิการ กกต.กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาสำนวนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 2 ก.พ.57 ที่ผ่านมา ว่า ในปีที่ผ่านมามีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. รวมทั้งสิ้น 9 สำนวน โดยแบ่งเป็นสำนวนคัดค้านพรรคเพื่อไทย 7 สำนวน และคัดค้านพรรคประชาธิปัตย์ 2 สำนวน โดยมีสำนวนที่ กกต.พิจารณาแล้วเสร็จ 4 สำนวน ได้แก่ 1.กรณีร้องคัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์กับพวก ขาดสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. เนื่องจากร่วมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. โดย กกต.มีมติยกคำร้อง เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิฉัยกรณีดังกล่าวแล้วว่าไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ และตอนนี้ผู้ถูกร้องพ้นสมาชิกสภาพไปแล้ว จึงไม่มีประเด็นให้พิจารณาอีก 2.กรณีร้องคัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาศัยอำนาจทางการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกประกาศในการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง (ตั้งแต่ปลายปี 48 - เดือน พ.ค.53) เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มฐานเสียงของตัวเอง โดยกกต. มีมติสั่งไม่รับเป็นเรื่องร้องคัดค้าน 3.กรณีร้องคัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และระเบียบ กกต. โดย กกต.มีมติยกคำร้อง และ 4.กรณีร้องคัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวหาว่าออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว โดย กกต.มีมติสั่งไม่รับเป็นเรื่องร้องคัดค้าน เนื่องจากกลุ่มกรีนซึ่งเป็นผู้ร้องไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
นายดุษฏี กล่าวต่อว่า ส่วนสำนวนที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกกต. 2 สำนวน ประกอบด้วย 1.สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ร้องคัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวหาว่าออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว และ 2.คำร้องคัดค้านนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต แถลงข่าวใส่ร้ายพรรคเพื่อไทยและผู้สมัคร นอกจากนั้นมีสำนวนที่อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของคณะอนุกรรมการฯ 3 สำนวน ได้แก่ 1.คำร้องคัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร.กรณีใช้ทรัพยากรและบุคลาการของรัฐในการหาเสียง ให้เงินช่วยเหลือครอบครัวของ ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ 2.คำร้องนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ คัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ หาเสียงทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เพื่อเป็นคุณต่อผู้สมัครพรรคเพื่อไทย และ 3.คำร้องคัดค้านนายสมัย เจริญช่าง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเวทีปราศรัยกล่าวหานายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ทางช่องบลูสกาย ทีนิวส์ และขึ้นป้ายโฆษณาโดยใช้สัญลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์ใส่ร้ายพรรคเพื่อไทย และ น.ส.ยิ่งลักษณ์
นอกจากนั้น กกต.ยังได้พิจารณายกคำร้อง กรณีคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ว. ในคำร้องคัดค้าน คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีต ส.ว.กทม. จากที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต ส.ว. สรรหา ขึ้นเวทีปราศรัยกลุ่ม กปปส. ช่วยหาเสียงให้คุณหญิงจารุวรรณ เนื่องจากกรณีดังกล่าวการปราศรัยของนายไพบูลย์ยังไม่เข้าข่ายที่กฎหมายจะเอาความผิดได้



