ข่าว

‘บางระกำ’ท่วม-แล้งซ้ำช้ำชอก

‘บางระกำ’ท่วม-แล้งซ้ำช้ำชอก

07 ม.ค. 2558

‘บางระกำ’ท่วม-แล้งซ้ำช้ำชอก : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน

               "รัก ธานี" เธอเป็นแต่เพียงประชาชนคนตัวเล็ก รายหนึ่งในอีกหลายล้านคนที่เสียงของพวกเขาดูแผ่วเบาไม่เข้าหูผู้บริหารบ้านเมือง

               การเกิดขึ้นของ "บางระกำโมเดล" เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน คือแรงผลักดันให้ รัก ธานี ในวัย 50 จากหมู่ 6 ต.ปลักแรด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ต้องลุกขึ้นมาวิงวอนขอความเป็นธรรมจากแนวนโยบายของรัฐบาลอันจะส่งผลกระทบต่อครอบครัวของเธอและเพื่อนบ้านอีกอย่างน้อย 30 ราย เพราะ "บางระกำโมเดล" ที่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรีขณะนั้น มองเห็นเป็นเทพผู้จะเข้ามากอบกู้สถานการณ์อุทกภัยภัย หากแต่ชาวปลักแรดกลับเห็นตรงกันข้ามว่ามันคือ อสูรที่เข้ามาสูบเอาที่ดินทำกินของพวกเขาไปไม่มีค่าตอบแทนใดๆ จากแผนงานขุดลอกบึงระมาณ

               “ทุกวันนี้อยากฆ่าตัวตาย จะให้รถแบ็กโฮขุดดินฝังแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะชาวบ้านมาพากลับบ้าน อยากสละชีวิตเพื่อบอกไปถึงรัฐบาล ถึงนายกรัฐมนตรีว่า เหลียวมองคนจนที่ไม่มีเงินรายได้อย่างอื่นบ้าง หนี้สินก็มี ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรก็กว่า 4 แสนบาท วันนี้ไม่มีที่ดินทำนาแล้ว ไม่รู้จะหาเงินจากที่ไหนไปใช้หนี้ ขอให้รัฐบาลช่วยด้วย อย่างน้อยก็ชดเชย หรือทดแทนบ้าง เพราะได้รับผลกระทบจากโครงการบางระกำโมเดล”

               งานขุดลอกบึงระมาณเป็นไปตามโครงการ “บางระกำโมเดล” ซึ่งชลประทานจังหวัดพิษณุโลก จะขุดลอกบึงระมาณ ต.ปลักแรด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก 1,800 ไร่ ตามแผน 3 ปี 2555-2557 วงเงิน 339 ล้านบาท เพื่อกักเก็บน้ำ 17 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ชาวบ้านบางระกำที่เคยทำกินมาก่อนอ้างเอกสารสิทธิ ส.ค.1 และน.ส.3 ที่ทำนาในบึงมานับสิบปี กระทั่งเคยยื่นขอออกโฉนด แต่ไปทับซ้อนกับหนังสือสำคัญที่หลวง (น.ส.ล.) บึงระมาณ 3,000 ไร่

               "ไพโรจน์ ไชยนาวา" ชาว อ.บางระกำ บอกว่า มีบ้านอยู่ในบึงระมาณจะต้องสูญเสียไปด้วย วันนี้ปลูกผัก แตงไทย ฟักทอง มีรายได้วันละ 300-500 บาท พอเลี้ยงครอบครัว แม้เป็นโรคไต เป็นอัมพฤกษ์

               เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ไพโรจน์ในวัย 52 ปี ต้องแบกรับภาระดูแลลูกสาว คือ ด.ญ.พรพิมล ไชยนาวา อายุ 13 ปี ที่ป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว แต่ชลประทานกำลังขุดดินรอบบ้านที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันอีก 7 หลัง โดยเว้นบ้านไว้ก่อน ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะไปอยู่ที่ไหน คงต้องทนอยู่ที่นี่ให้นานที่สุด หรือจนกว่าจะมีผู้ใจบุญมาช่วยหาที่อยู่ใหม่

               การตรวจราชการที่พิษณุโลกในเดือนสิงหาคม 2554 ของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"  มี ปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ด้วยระบบทางด่วนน้ำ (Water Way) สอดคล้องกับแนวทางของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้เกิดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเชิงบูรณาการ คำว่า "บางระกำโมเดล" จึงถูกบัญญัติขึ้นมาในการประชุมศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม ครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2554 ณ กระทรวงมหาดไทย ในการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย

               นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้แนะให้นำ "บางระกำโมเดล" ไปใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเชิงบูรณาการกับจังหวัดอื่นๆ หัวใจที่ถูกอ้างถึงก็คือ "2 พี 2 อาร์" เริ่มจาก 1.การเตรียมการว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร 2.เมื่อเกิดปัญหาให้รีบช่วยเหลือขั้นต้น 3.รีบฟื้นฟูเยียวยา และ 4.แก้ปัญหาในระยะยาว แนวทางก็คือ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาดูแล ต้องเข้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน อย่างรวดเร็ว ทันที ทันเหตุการณ์ และถูกจุด ลดความรู้สึกของประชาชนที่ประสบภัยว่า ถูกทอดทิ้งหรือไม่ได้รับการเหลียวแลจากราชการ ส่วนการแก้ไขปัญหาเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะน้ำท่วม มีการจัดทำเครื่องมือบริหารจัดการน้ำท่วม อาทิ การขุดลอกแม่น้ำยมสายเก่า การขุดลอกคลองบางแก้ว การขุดลอกคลองเกตุ คลองกล่ำ การขยายประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว การทำแก้มลิงในเขต อ.บางระกำ โครงการเหล่านี้

               จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการบริหารจัดการน้ำท่วมและภัยแล้งแบบยั่งยืน!!!

               "บางระกำโมเดล" ถือกำเนิดขึ้นด้วยนโยบายฝ่ายการเมือง หากแต่ความเป็นไป การดำรงอยู่ และประสิทธิผลของโครงการนั้น เป็นเรื่องชวนสงสัยเสมอมาว่า จะสามารถเป็นต้นแบบการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าแล้งปี 2558 ที่กำลังคืบคลานกลืนกินหลายพื้นที่ของประเทศ และคาดหมายกันว่าจะสาหัสสากรรจ์กว่าทุกปีที่ผ่านมา

               6 มกราคม 2558 มีรายงานจากผู้สื่อข่าวท้องถิ่นว่า ท้องที่หมู่ 3 ต.ชุมแสงสงคราม กับหมู่ 3 ต.ท่านางงาม กำลังเผชิญกับวิกฤติภัยแล้งน้ำแห้งขอดคลองบางแก้วจวนเจียนจะเดินข้ามได้

               พื้นที่ทั้ง 2 ตำบลนี้อยู่ติดกับบึงระมาณ ต.ปลักแรด หรือก็คือฐานที่ตั้งของ  "บางระกำโมเดล" นั่นเอง

               ขณะที่ชลประทานได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ขอให้งดทำนาปรังมาก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักทั้งเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก ไม่สามารถปล่อยมาช่วยเหลือพื้นที่ทำนาปรังได้

               และนี่คือมรดกของนโยบายทางการเมือง อันสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อวันเวลาผ่านไป ผู้บริหารเปลี่ยนหน้า ประชาชนก็มักจะถูกทอดทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง ความฝันที่จะเป็นโมเดลของการแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง ก็คงเป็นเรื่องล้มๆ แล้งๆ ต่อไป เพราะอย่าว่าแต่เป็นแบบอย่างให้จังหวัดอื่นเลย เอาแค่ว่า ถ้าหากจะบริหารจัดการนำให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ ยังมองไม่เห็นหนทาง

               เว้นเสียแต่ทุกครอบครัว ชาวนาทุกคน ที่ดินทุกแปลงจะหยุดการใช้น้ำเพื่องานเกษตรกรรมโดยสิ้นเชิง เพราะแม้ว่า วันนี้จะมีคำยืนยันจากผู้บริหารเขื่อนใหญ่ซึ่งเป็นต้นน้ำว่า มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำพอเพียงไปจนสิ้นฤดูแล้งก็ตาม

               แต่นั่นก็เป็นการระบายน้ำในระดับเพื่อการบริโภค และรักษาสมดุลระหว่างน้ำเค็มกับน้ำจืดในพื้นที่ปลายน้ำอย่าง ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานครเท่านั้น

               ลองกางแผนที่ และแกะรอยตามเส้นทางลุ่มน้ำยมและน่าน จากรายงานสถานการณ์ภัยแล้วในวันนี้ สะท้อนเห็นว่า พื้นที่ใต้เขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็นต้นทางของแม่น้ำยมและน่านนั้น กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งการบริหารจัดการน้ำนับจากนี้อีกอย่างน้อย 4-5 เดือน ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และการเยียวยาในระยะปานกลาง อันหมายถึงอาชีพสำรองในกรณีต้องละทิ้งไร่นาที่แห้งแตกระแหง

               ไม่ไกลจากพื้นที่บางระกำมากนัก ชาวบ้าน 500 ครอบครัว ใน ต.น้ำอ่าง อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ ได้ดิ้นรนต่อสู้กับภัยแล้งมานานกว่า 2 เดือนแล้ว

               ค่าใช้จ่ายประจำวันของพวกเขา ต้องเพิ่มเงินค่าซื้อน้ำเพื่อใช้หุงข้าว ซักผ้า อาบ และดื่มเข้าไปด้วยในบางราย เพราะน้ำประปาไม่ไหลให้เห็นผ่านทางก๊อกน้ำที่ใช้อยู่ประจำแม้แต่หยดเดียว

               ใต้ลงมาจากแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน  วิรัช ไชยศรี ชาวนาหมู่ 1 ต.ไผ่ท่าโพ อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ต้องขุดบ่อน้ำบาดาลเพื่อดึงน้ำจากใต้ดินขึ้นมาหล่อเลี้ยงต้นข้าว ที่กำลังขาดน้ำและคาดว่าหากสิ้นเดือนมกราคมนี้ ไม่มีน้ำมาเลี้ยงต้นข้าวนาข้าวทั้งหมดก็จะแห้งตาย

               นี่เพียงแค่เริ่มต้นฤดูแล้งแห่งปี แต่บางพื้นที่ลุ่มน้ำยมได้เผชิญกับวิกฤติการณ์ล่วงหน้าไปก่อนใครแล้วนานนับเดือน