ข่าว

มท.1สั่งปภ.เร่งช่วย6จว.เผชิญภัยแล้ง

มท.1สั่งปภ.เร่งช่วย6จว.เผชิญภัยแล้ง

06 ม.ค. 2558

มท.1 สั่งปภ.เร่งช่วยเหลือ 6 จว.เผชิญภัยแล้ง พร้อมกำชับประสาน 13 จว.ภาคเหนือรับมือฝนถล่ม ลูกเห็บตก 8-10 ม.ค.นี้

 
            6 ม.ค.58 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตนได้รับรายงานจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.57 - ปัจจุบัน มีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ในกรณีฉุกเฉิน หรือภัยแล้ง มี 6 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร มหาสารคาม นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และสุโขทัย รวม 25 อำเภอ 177 ตำบล 1,838 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 2.45 ของจำนวนหมู่บ้านทั่วประเทศ ทั้งนี้ตนได้สั่งการให้ ปภ.ประสานจังหวัดปฏิบัติการแก้ไขปัญหาและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งเน้นวางแผนบริหารจัดการน้ำเป็นระบบเชื่อมโยงในทุกระดับ และแจกจ่ายน้ำทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ เน้นให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้ง
 
            ด้าน นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดี ปภ.เปิดเผยว่า ระยะนี้บางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดปัจจุบัน มีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน(ภัยแล้ง) แล้ว 6 จังหวัด โดยจังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง1 อำเภอ 2 ตำบล 1 หมู่บ้าน ได้ประกาศปิดเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) แล้ว
 
            "สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ปภ. ได้ร่วมกับหน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดรถบรรทุกน้ำแจกจ่ายน้ำบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประสานจังหวัดสำรวจปริมาณน้ำ จัดทำบัญชีแหล่งน้ำในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อสนับสนุนการสูบน้ำดิบเข้าสู่ระบบประปาหมู่บ้านและถังน้ำกลางประจำหมู่บ้านให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้อุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอและบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง" อธิบดี ปภ. กล่าวและว่า ผมขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง โดยจัดหาทำความสะอาด ซ่อมแซมภาชนะกักเก็บน้ำให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี สำรองน้ำไว้ และใช้น้ำอย่างประหยัด ส่วนเกษตรกรควรวางแผนทำการเกษตรให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำในพื้นที่ โดยงดทำนาปรังในช่วงฤดูแล้ง เลือกปลูกพืชอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อย เพื่อลดผลกระทบจากภัยแล้ง
 
 
กำชับ ปภ.ประสาน 13 จว.ภาคเหนือ รับมือฝนถล่ม ลูกเห็บตก 8-10 ม.ค.นี้
 
 
            พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ตรวจสอบสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ในช่วงวันที่ 8 - 10 ม.ค.58 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือ ทำให้บริเวณตอนบนของประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ตนจึงได้สั่งการให้ทางปภ.ประสานผู้ว่าราชการจังหวัด 13 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน เตรียมพร้อมรับมือวาตภัยซึ่งมีลักษณะอากาศแปรปรวน พายุฝนฟ้าคะนอง และลูกเห็บตก ในช่วง 2 - 3 วันนี้ โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย นอกจากนี้ตรวจสอบสิ่งก่อสร้างและป้ายโฆษณาให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง ตัดแต่งกิ่งไม้บริเวณริมถนนและพื้นที่ชุมชน เพื่อป้องกันการล้มทับ ก่อให้เกิดอันตรายได้
 
            "หากเกิดสถานการณ์รุนแรง ผมได้เน้นย้ำให้ดำเนินการตามขั้นตอนของแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เพื่อประสานการอพยพและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที" รมว.มหาดไทย กล่าว
 
            ด้านนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยของ 13 จังหวัดภาคเหนือ ให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด รวมถึงตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคง รวมถึงงดเว้นการใช้โทรศัพท์มือถือ เครื่องมือสื่อสารทุกชนิดบริเวณที่โล่งแจ้ง เพราะขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง อาจเกิดฟ้าผ่าทำให้ได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนเกษตรกรให้จัดทำที่ค้ำยันต้นไม้หรือที่กำบัง เพื่อป้องกันพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายอีกทั้งห้ามหลบพายุบริเวณใต้ต้นไม้ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง รวมถึงห้ามเข้าใกล้บริเวณที่มีสายไฟฟ้าขาดหรือเสาไฟฟ้าล้ม เพราะอาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้าดูด