
ตัดสิทธิ์'GSP'ไม่เกี่ยวการเมือง
06 ม.ค. 2558
กต.ยืนยันไทยถูกตัดสิทธิ์ 'GSP' ไม่เกี่ยวการเมืองในประเทศ ชี้ไม่กระทบเอฟทีเอ 'ไทย - อียู' ที่จะเกิดขึ้น
6 ม.ค. 58 นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีประเทศไทยถูกตัดสิทธิ์ออกจากระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ออกจากสหภาพยุโรป ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้รับการถูกจัดอันดับโดยธนาคารโลก ให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงเป็นเวลา 3 ปี ติดต่อกันตั้งแต่ปี 2554 - 2556 ทำให้ไทยต้องเสียภาษีในอัตราปกติตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก โดยกลุ่มอียูได้ให้เวลาไทยปรับตัว 1 ปี ในปี 2557 เพื่อให้ภาคธุรกิจได้มีระยะเวลาปรับตัว และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อคงศักยภาพทางการแข่งขันในตลาด และดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก ไม่ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางการค้า และไม่ทำให้เกิดช่องว่างในการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการเปลี่ยนจาก GSP เป็น FTA รวมทั้ง ช่วยเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรป ทั้งทางด้านราคา และคุณภาพสินค้า ที่สำคัญให้สามารถแข่งขันได้ในตลาด และสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ได้เมื่อไทยถูกตัดสิทธิ์ ทั้งนี้ มีอีกหลายประเทศคู่แข่งทางการค้าของไทยถูกตัดสิทธิ์ GSP เช่นกัน คือ มาเลเซีย จีน เอกวาดอร์ ถือว่าไทยได้ยกระดับตลาดส่งออกแล้ว
นายเสข กล่าวยืนยันว่า การถูกตัดสิทธิ์ GSP ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย และไม่กระทบต่อการเจรจาทางด้านเศรษฐกิจเขตการค้าเสรี (FTA) กับกลุ่มอียู ซึ่งความร่วมมือทั้งหมดระหว่างไทย-อียู ยังเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อยู่ ในส่วนของภาคเอกชนไทยได้รู้ล่วงหน้า 2 ปี และได้ปรับตัวแล้ว สำหรับสินค้าที่ไทยได้สิทธิ์มี 173 รายการ ส่วนใหญ่ตลาดส่งออกมีประเทศคู่แข่งทางการค้าของไทยถูกตัดสิทธิ์เช่นกัน
นายเสข ระบุว่า การให้สิทธิ์ GSP เป็นสิทธิพิเศษการลดอากรขาเข้าที่ EU เป็นผู้ให้ฝ่ายเดียวแก่ประเทศคู่ค้าต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2514 เพื่อส่งเสริมให้ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ สามารถขายสินค้าให้ EU ได้ และเป็นการช่วยยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา โดยฝ่าย EU เป็นผู้กำหนดเกณฑ์การให้สิทธิ์ดังกล่าวตามความเหมาะสม การเสียสิทธิ์ GSP ของไทยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่ฝ่าย EU กำหนด และ EU ได้เคยแจ้งให้ไทย และประเทศคู่ค้าอื่นๆ ทราบหลักเกณฑ์ใหม่นี้ ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2555 อีกทั้ง EU ได้ประกาศใช้กับประเทศคู่ค้าทุกประเทศ โดยไม่เลือกปฏิบัติ
นายเสข ชี้ว่า ส่วนหลักเกณฑ์ที่ EU พิจารณาให้ประเทศไทยเสียสิทธิ์ GSP ทั้งหมดในปี 2558 สืบเนื่องมาจากการที่ธนาคารโลก (World Bank) ได้จัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง (Upper-middle income country) ติดต่อกันเป็นเวลามากกว่า 3 ปี ตั้งแต่ปี 2554 - 2556 โดยเปิดโอกาสให้ประเทศไทยมีระยะเวลาในการปรับตัวก่อนแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่งปีในช่วงปี 2557 ทั้งนี้ ประเทศอื่นๆ ที่เสียสิทธิ์ GSP ในครั้งนี้ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 3 ปีเช่นกัน



