ข่าว

ยุทธการล่า 'กล่องดำ QZ8501'

ยุทธการล่า 'กล่องดำ QZ8501'

06 ม.ค. 2558

ยุทธการล่า 'กล่องดำ QZ8501' : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 
                            ผ่านไปแล้ว 10 วัน นับจากเที่ยวบิน QZ8501 สายการบินแอร์เอเชีย ประสบอุบัติเหตุตกหายไปในทะเลชวา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2557 ทีมค้นหาหลักจากหลายประเทศช่วยกันทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เป้าหมายคือร่างผู้โดยสาร เศษชิ้นส่วนเครื่องบิน และที่สำคัญคือ "กล่องดำ" ซึ่งจะเหลือแบตเตอรี่ในการปล่อยสัญญาณออกมาอีกไม่เกิน 20 วันเท่านั้น .....
 
                            ทีมค้นหาแบ่งพื้นที่หลักในทะเลชวาออกเป็น 6 ส่วน ให้แต่ละประเทศช่วยกันรับผิดชอบ ทั้งบนผิวน้ำและใต้น้ำ โดยส่วนผิวน้ำนั้นเน้นใช้เรือรบขนาดใหญ่ เรือลาดตระเวนและเครื่องบินค้นหาตรวจรอบบริเวณ จากจุดที่พบว่าเครื่องบินสูญหายไปจากจอเรดาร์ โดยค้นหาออกไปตามรัศมีใกล้เคียง ล่าสุดพบเศษชิ้นส่วนขนาดใหญ่แล้ว 5 ชิ้น และร่างผู้เสียชีวิตเกือบ 40 ราย ในแต่ละวันจะมีการขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ เนื่องจากกระแสน้ำพัดพาชิ้นส่วนออกไปไกล 
 
                            สำหรับพื้นที่บนผิวน้ำด้านบนของหมู่เกาะสุมาตราและกาลิมันตัน เป็นความรับผิดชอบของทีมออสเตรเลีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ แบ่งเป็น 7 ส่วนช่วยกันลาดตระเวน โดยพื้นที่ด้านข้างของจุดพิกัดสุดท้ายที่เครื่องบินลำนี้ติดต่อกับหอบังคับการบินนั้น เป็นทีมเจ้าภาพอินโดนีเซียดูแลเป็นหลัก 
 
                            ทีมค้นหาช่วงแรกมีทั้งหมด 7 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ อเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ประกอบด้วยเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ 20 ลำ รวมถึงเรือรบและเรือตรวจการณ์ 31 ลำ โดยอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพสำคัญส่งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ร่วมค้นหา 14 ลำ เรือรบและเรือตรวจการ 20 ลำ และเมื่อวันที่ 4 มกราคม ที่ผ่านมา รัฐบาลรัสเซียส่งทีมนักประดาน้ำและผู้เชี่ยวชาญค้นหาเครื่องบินสูญหายกว่า 70 คนเข้าร่วมเป็นประเทศที่ 8 นอกจากนี้ยังมี อังกฤษ จีน เวียดนาม และอินเดีย ช่วยส่งเครื่องมือและทีมงานเข้าร่วมค้นหาด้วย
 
                            สำหรับการค้นหาพื้นที่ใต้ท้องทะเลนั้น อเมริกา ออสเตรเลีย รัสเซีย และสิงคโปร์ ได้ส่งทีมนักประดาน้ำ พร้อมด้วยเรือตรวจการณ์พิเศษ 5 ลำที่มี "โดรนใต้ทะเล" หรือเครื่องมือค้นหาวัตถุใต้น้ำที่ไร้คนขับ ซึ่งการทำงานต้องส่งโดรนลงไปใต้ทะเล แล้วควบคุมการทำงานจากห้องควบคุมบนเรือด้านบน โดยระบบที่ใช้ค้นหานั้นเป็น "คลื่นโซนาร์" ทำงานด้วยการใช้คลื่นโซนาร์สะท้อนตรวจจับวัตถุต้องสงสัย แล้วบันทึกภาพ 3 มิติ ส่งกลับมาจากห้องควบคุมบนเรือ 
 
                            ที่ผ่านมา "โดรนใต้น้ำ" เป็นเครื่องมือสำหรับค้นหาโบราณวัตถุหรือทรัพย์สมบัติใต้ท้องทะเลของนักโบราณคดี แต่ถูกนำมาดัดแปลงใช้ในกรณีค้นหากล่องดำหรือเศษชิ้นส่วนเครื่องบิน ตั้งแต่กรณีการหายไปของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบินปริศนาเอ็มเอช 370 ที่หายสาบสูญไปตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2557 
 
                            "โดรนใต้ท้องทะเล" สามารถทำงานค้นหาพื้นทะเลลึกได้ประมาณ 4-5 กิโลเมตร ทำให้เชื่อกันว่า การค้นหากล่องดำของเที่ยวบิน QZ 8501 จะทำได้ไม่ยากนัก เพราะท้องทะเลชวาบริเวณที่พบเศษซากเครื่องบินช่วงแรก มีความลึกเพียง 40-50 เมตรเท่านั้น 
 
                            อย่างไรก็ตาม กล่องดำนี้จะส่งคลื่นสัญญาณออกมาได้แค่ประมาณ 30 วัน นับจากวันที่เครื่องบินตก หลังจากนั้นแบตเตอรี่จะหมด ทำให้ทีมค้นหาต้องเร่งทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพราะไม่เช่นนั้นการใช้เครื่องมือค้นหากล่องดำจะทำได้ลำบากมาก เนื่องจากกล่องดำนั้นมีความยาวประมาณ 2 ฟุตเท่านั้น หากตกในซอกหินใต้พื้นทะเล จะกลายเป็นภาระอันยากลำบากของทีมนักประดาน้ำที่ต้องลงไป "งม" หา...
 
                            สำหรับพื้นที่ค้นหาทั้งหมดนั้น มีการประเมินว่าไม่ต่ำกว่า 8,000 ตร.กม.แต่ผ่านไป 10 วัน ค้นหาไปได้เพียง 2,500 ตร.กม.เท่านั้น เพราะทะเลบริเวณนั้นมีคลื่นสูง อากาศแปรปรวนฝนตกหนัก พื้นที่ใต้ทะเลยังเต็มไปด้วยโคลนตะกอน ยิ่งไปกว่านั้นนักดำน้ำทีมแรกที่ลงไปสำรวจให้สัมภาษณ์ว่า "ทัศนวิสัยใต้น้ำเป็นศูนย์" หมายความว่าแทบมองไม่เห็นอะไรเลย 
 
                            ทีมงานทั้ง 8 ประเทศจึงต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะทุกคนมีความหวังในการพบกล่องดำและร่างลูกเรือและผู้โดยสารทั้งหมด 162 คน !?!
 
 
-------------------------
 
 
ปริศนา 'กล่องดำ' อีแอลที ไม่ทำงาน ?
 
 
 
ยุทธการล่า 'กล่องดำ QZ8501'
 
 
 
                            กล่องดำ (Black Box) ตัวจริงพ่น "สีส้มแสด" ขนาดความยาวประมาณ 30 ซม. กว้าง 12-14 ซม. เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินที่ติดตั้งในเครื่องบินโดยสารทุกลำ กฎระเบียบปฏิบัติด้านการบินบังคับให้มี 2 กล่อง แต่เครื่องบินรุ่นใหม่ๆ อาจเพิ่มข้อมูลเป็นกล่องที่ 3 ได้ 
 
                            กล่องแรกเรียกว่า “เครื่องบันทึกเสียงห้องนักบิน” (The Cockpit Voice Recorder - CVR) ทำหน้าที่บันทึกเสียงของนักบินและนักบินผู้ช่วยที่ติดต่อกับภาคพื้นดินหรือพูดคุยกัน มีไมโครโฟนดูดเสียงทุกอย่างแล้วอัดเก็บไว้เป็นหลักฐาน นอกจากเสียงพูดคุยของนักบินแล้วยังมีเสียงเครื่องยนต์ เสียงสัญญาณเตือนภัย เสียงกดสวิตช์ ฯลฯ 
 
                            กล่องที่ 2 เรียกว่า “เครื่องบันทึกข้อมูลการบิน” (The Flight Data Recorder - FDR) ทำการบันทึกการทำงานของเครื่องยนต์และระบบควบคุมเครื่องบินทุกอย่างกว่า 700 รายการ เช่น ความเร็ว ความสูง ความดันอากาศ ทิศทาง เชื้อเพลิง ฯลฯ เพื่อใช้ในการตรวจสอบหลังจากเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุ
 
                            ข้อมูลจากทั้ง 2 กล่องจะถูกบันทึกเก็บไว้ใน “ชิพคอมพิวเตอร์” ที่จัดวางในกล่องดำอย่างดี มีระบบป้องกันหลายชั้น โดยผู้ที่อ่านข้อมูลในชิพคอมพิวเตอร์ได้ต้องเป็นบริษัทเจ้าของกล่องดำหรือผู้มีเครื่องมืออ่านข้อมูลเท่านั้น
 
                            ส่วนกล่องที่ 3 นั้น เครื่องบินรุ่นใหม่ๆ จะมีติดตั้งเพิ่ม เรียกว่า "กล่องอีแอลที" (Emergency Lacator Transmitter) กล่องนี้จะถูดติดตั้งบริเวณหางเครื่องบิน และทำงานอัตโนมัติ หากเครื่องบินตกหรือถูกกระแทกอย่างแรงจะมีการส่งสัญญาณโดยตรงไปยังดาวเทียมทันที เพื่อให้ทราบพิกัดที่ตกลงไป ไม่ต้องรอการค้นหาให้เจอเหมือนกล่องดำทั่วไป 
 
                            ทั้งนี้ เที่ยวบิน QZ 8501 ของสายการบินแอร์เชีย เป็นเครื่องบินโดยสารแบบแอร์บัส เอ 320-200 มีการติดตั้งกล่องดำทั้ง 3 ชนิดข้างต้นไว้ ขณะนี้ทีมผู้เชี่ยวชาญกำลังค้นหาสาเหตุที่ "กล่องอีแอลที" ไม่ส่งสัญญาณดาวเทียม ในช่วงที่เครื่องบินร่วงหล่นสู่ท้องทะเลชวา
 
 
-------------------------
 
(ยุทธการล่า 'กล่องดำ QZ8501' : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ)