ข่าว

'บอย'ไม่เกี่ยวแก๊งโกงลาดกระบัง

'บอย'ไม่เกี่ยวแก๊งโกงลาดกระบัง

05 ม.ค. 2558

อดีตอธิการบดีสจล. พร้อมอดีตผู้ช่วย เข้าพบพนักงานสอบสวนคดีโกงเงิน 1.6 พันล้านบาท ตร.เผย 'บอย' ไม่เกี่ยวฟอกเงิน

 
                            5 ม.ค. 58  เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กองปราบปราม  ศ.ดร.ถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พร้อมด้วยนายสรรพสิทธิ์ ลิ่มนรรัตน์ อดีตผู้ช่วยอธิการบดีฯ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ท.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อให้ถ้อยคำในคดียักยอกเงินกองกลางสถาบันเทคโนโลยีดังกล่าว
 
                            ศ.ดร.ถวิล กล่าวก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ป.ว่า ได้เข้ามาให้ข้อมูลทั่วไป และเรื่องราวที่เกี่ยวกับการบริหารงานของสถาบันฯ โดยเฉพาะเรื่องเงินที่มีการนำเข้าบัญชี ซึ่งมีการนำเข้าทุกวัน แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เงินที่ใช้ประจำวัน เงินเก็บ และส่วนที่เป็นเงินเดือน ก็ต้องมีการใส่รหัสในส่วนที่เป็นเงินคงคลัง ก็แล้วแต่รอบการทำบัญชี หรือ ดิว กับทางธนาคาร ก็มีทั้ง 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี แล้วแต่ละธนาคาร ว่าที่ไหนจะให้ดอกเบี้ยสูงกว่า
 
                            ศ.ดร.ถวิล กล่าวต่อว่า สำหรับหน้าที่เซ็นชื่อลงนาม กับหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการนำเงินเข้าในบัญชีนั้นเป็นคนละหน้าที่กัน โดยหน้าที่เซ็นนั้นเป็นหน้าที่ของอธิการบดีโดยตรงกับฝ่ายคลัง แต่ฝ่ายคลังจะมีหน้าที่เก็บบัญชีธนาคาร และเสนอเซ็นอนุมัติ เมื่อครั้งตนเป็นอธิการบดี ก็มีหน้าที่ต้องตรวจก่อนการเซ็นอนุมัติ เมื่อมีการทำเรื่องมา ก็อยู่ที่เราจะให้ หรือไม่ให้ ถ้าให้ก็เซ็นอนุมัติไป เรื่องนี้ก็เป็นปกติมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะการตรวจ ซึ่งจะเป็นการดำเนินการของฝ่ายตรวจสอบภายใน และฝ่ายตรวจสอบภายนอก ซึ่งมีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาร่วมตรวจสอบ
 
                            "การตรวจสอบดังกล่าวจะมีรายงานทุกปี แต่ในช่วงที่ผมเป็นอธิการบดีอยู่นั้น ได้ตรวจสอบพบว่าเงินในบัญชีธนาคารไม่ได้สูญหายไปแต่อย่างใด ตามเอกสารที่ได้ดู มีการเซ็นเบิก และนำเข้าอย่างถูกต้อง ก็ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร โดยเอกสารที่ปรากฏอยู่ในตอนนั้นก็พบว่ายังปกติดี แต่หากว่ามีเงินหายไปเนื่องจากการปลอมแปลงเอกสาร หรือว่ามีการทำรายการทางบัญชีธนาคารปลอม อันนี้ผมก็ไม่ทราบได้"
 
                            อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวด้วยว่า สำหรับ น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผอ.ส่วนการคลังของสถาบันฯ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดี ตนรู้จักดี เพราะต้องทำงานร่วมกันในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา ขณะที่นายทรงกลด ศรีประสงค์ อดีตผู้จัดการธนาคาร ตนก็เคยเห็นตั้งแต่ยังไม่ได้เข้ามานั่งบริหารสถาบันฯ เวลาที่ตนเดินทางไปธนาคารก็เจอเขาประจำ ก็ต้องถือว่าสนิท คุ้นหน้าคุ้นตากันดี แต่ก็ไม่ได้สนิทในทางส่วนตัว ส่วนบุคคลที่ตกเป็นข่าวที่เหลือนั้น ตนยืนยันว่าไม่รู้จักใคร
 
                            ศ.ดร.ถวิล กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีของการเซ็นชื่อในเอกสารเพื่อนำเงินฝาก หรือถอนจากบัญชีธนาคาร ในสมัยที่ตนเป็นอธิการบดีฯ ก็จะมอบหมายให้อาจารย์สรรพสิทธิ์ ก็คือผู้ช่วยอธิการบดี ที่ดูแลด้านการคลัง และ ผอ.กองคลัง ก็มี 3 คน ที่จะต้องเซ็นชื่อ 2 ใน 3 คนนี้ หมายความว่าฝ่ายบริหาร 1 คน ฝ่ายคลัง 1 คน จึงจะดำเนินการได้ แต่ระยะหลังมานี่ ทราบว่ามี 4 คน ก็แล้วแต่สมัยของอธิการบดี ที่เข้ามาบริหาร และสาเหตุที่ต้องมีการเซ็นชื่อ 2 ใน 3 ก็เพราะบางครั้งผู้บริหารเดินทางไปต่างประเทศก็จะให้ผู้แทนเซ็น
 
                            "ผมขอยืนยันได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับการลักเงินกองกลางของสถาบันฯ ไป สามารถตรวจสอบได้ทุกอย่าง ที่ผ่านมาผมก็แสดงทรัพย์สินมาตลอดทุกอย่างยินดีให้ตรวจสอบได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามผมดำรงตำแหน่งอธิการบดี อยู่เพียง 1 ปี 2 เดือน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2555 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2556 คือ โปรดเกล้าฯ ประมาณเดือนกรกฎาคม แต่ตนเข้าดำรงตำแหน่งจริงๆ ก็เข้าเดือนสิงหาคมแล้ว"
 
                            ศ.ดร.ถวิล กล่าวด้วยว่า เงินคงคลังมีอยู่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท แต่ก็ไม่ได้มียอดเคลื่อนไหวทุกปี บางปีก็จะนิ่ง ส่วนกรณีที่สถาบันฯ ออกนอกระบบแล้วมีรายได้เข้าสถาบันฯ มากขึ้นหรือไม่นั้น ตรงนี้ก็เหมือนเงินต่อเงิน เพราะเวลามีเงินเข้ามาและนำไปฝากได้เยอะ ก็มีดอกเบี้ยเยอะ แล้วก็จำนวนของการขยายสถาบันฯ นักศึกษาก็เยอะขึ้น เงินก็จะเหลือคงคลังโดยเฉลี่ยปีละ 5% ที่จะกันไว้ ก็จะได้เพิ่มสักประมาณปีละ 5% ต่อปี 
 
 
 
'บอย' ไม่เกี่ยวฟอกเงิน
 
 
                            พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ กล่าวถึงกรณีของนายปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ หรือ บอย ปกรณ์ ดารานักแสดงชื่อดัง ที่มีข่าวว่ามีความเกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงินของผู้ต้องหาร่วมยักยอกเงินกว่า 1.6 พันล้านบาท ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ว่า เป็นการซื้อขายรถยนต์ตามปกติ พนักงานสอบสวนไม่ติดใจสงสัย ส่วนสาเหตุที่ซื้อ เนื่องจากเห็นว่ามีราคาถูก เพราะเป็นรถมือสอง ซึ่งจากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ก็ไม่พบว่ามีส่วนเกี่ยวพันอะไรกับนายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด จึงน่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งฟอกเงินดังกล่าว รวมไปถึง 'พิงกี้' สาวิกา ไชยเดช ดารานักแสดงชื่อดังอีกคน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังตรวจสอบไม่พบว่ามีความผิดอะไร อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวนอาจจะต้องเรียกมาสอบถามเพื่อความกระจ่าง