
หลอกออนไลน์-แฮ็กเกอร์2ภัยไซเบอร์ส่อแรงปี58
04 ม.ค. 2558
หลอกออนไลน์-แฮ็กเกอร์ 2ภัยไซเบอร์ส่อแรงปี58 : โดย...วิศิษฏ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์
ภัยในโลกออนไลน์นั้น มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ แต่ที่เป็นภัยขนาดสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นถึงขั้นเป็นคดีอาชญากรรม และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2558 นั้น
พ.ต.อ.นิเวศน์ อาภาวศิน ผู้กำกับการ(ผกก.) กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (บก.สสท.สทส.) วิเคราะห์ให้“กรุงเทพธุรกิจ” ฟังว่า การก่ออาชญากรรมในระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในปี2558 นั้นมีด้วยกัน 2 ประเภทที่จะต้องจับตา
1.”แฮ็กเกอร์” พ.ต.อ.นิเวศน์ บอกว่า ก่อนหน้านี้การเจาะระบบ หรือที่เรียกว่า “แฮ็ก” นั้น ผู้กระทำมักทำไปด้วยความคึกคะนองเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ระยะหลังมานี้เชื่อว่ามีเรื่องผลประโยชน์เงินทองเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น และเชื่อมโยงกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์รูปแบบอื่นๆ ในลักษณะองค์กรอาชญากรรมด้วย
“ปี 2558 นี้การเจาะระบบจะน่ากลัวมากขึ้น เพราะปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องมือที่สามารถเข้าควบคุมเครื่องอื่นได้ทันที โดยเครื่องมือนี้มีให้ใช้ได้ฟรี ขอให้มีแค่ไอพีแอดเดรสก็พรางตัวเข้าไปควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ได้”
พ.ต.อ.นิเวศน์ บอกว่า แนวโน้มที่ว่าจะรุนแรงมากขึ้นเพราะบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลิตเครื่องมือให้แก่ตำรวจนำไปใช้รับมือกับคนร้ายในโลกออนไลน์ กลับถูกเจาะระบบโจรกรรมข้อมูลสำคัญเกี่ยวข้องกับเครื่องมือตัวนี้ไป ประกอบกับมีข่าวการเจาะระบบวีซ่าและโซนี่เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา จึงทำให้มีความกังวลต่อภัยชนิดนี้มากขึ้น
สำหรับแนวทางการรับมือกับอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทนี้ พ.ต.อ.นิเวศน์ บอกว่า ฝ่ายรักษากฎหมายต้องปรับปรุงระบบจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้สามารถตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกให้ได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหายลุกลามเป็นเรื่องใหญ่
“วิธีการง่ายๆ คือ ทำระบบลงทะเบียนให้หมด หากไม่ทำ จะเข้าทำนองเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย เพราะต้องมาออกกฎหมายบังคับกัน และอาจไม่ทันการณ์”
2.”ฉ้อโกง หลอกลวงออนไลน์” เขาเห็นว่าภัยออนไลน์ประเภทนี้เกิดขึ้นในสังคมไทยมานานแล้ว จนทุกวันนี้คนระมัดระวังและปรับตัวมากขึ้นแต่ก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะคนร้ายเป็นชาวต่างชาติมากขึ้น และปรับเปลี่ยนวิธีการก่อเหตุไปตามเทคโนโลยีและช่องทางการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป
สำหรับรูปแบบการก่อเหตุหลอกลวงออนไลน์ที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นนั้นมีอยู่ 3 รูปแบบ
รูปแบบแรก คือ “ปลอมอีเมล” ของบริษัทที่ทำธุรกิจ เพื่อหลอกบริษัทคู่ค้าที่อยู่ต่างประเทศให้โอนเงินมาให้
รูปแบบดังกล่าวแม้จะเคยเป็นข่าวมาแล้วโดยคนร้ายปลอมอีเมลบริษัทที่เป็นเป้าหมายเพื่อส่งไปให้บริษัทคู่ค้าอ้างว่ามีการเปลี่ยนแปลงบัญชีธนาคารที่รับโอนเงินค่าสินค้า จนทำให้บริษัทคู่ค้าหลงเชื่อโอนเงินไปให้ แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นบัญชีธนาคารที่คนร้ายเปิดเอาไว้ ซึ่งในระยะหลังตำรวจพบว่า แก๊งคนร้ายโดยเฉพาะแก๊งชาวไนจีเรีย มีพฤติการณ์กระทำผิดแนบเนียนขึ้น ไม่ว่าจะเจาะระบบเพื่อเปลี่ยนแค่ข้อความบางจุดในอีเมล หรือเพิ่มเนื้อหาในอีเมลโดยอ้างเหตุผลด้านภาษีเพื่อสร้างเรื่องให้เหยื่อหลงเชื่อว่าเหตุใดจึงต้องเปลี่ยนบัญชีรับโอนเงินธนาคาร“เคยมีบริษัทผู้เสียหายรายหนึ่งร้องขอให้ตำรวจช่วยสืบสวนแต่ในขณะที่กำลังเข้าไปตรวจสอบอีเมลบริษัทอยู่นั้น ก็มีใครไม่ทราบออนไลน์เข้ามาในระบบเดียวกัน ซึ่งสันนิษฐานว่าผู้ที่เข้ามาในระบบเป็นคนร้ายออนไลน์เข้ามาล้วงข้อมูล”
พ.ต.อ.นิเวศน์ แนะนำว่า วิธีการป้องกันภัยไซเบอร์ประเภทนี้ คือ ต้องคิดอยู่เสมอว่าอาจถูกคนร้ายเข้ามาอ่านหรือล้วงข้อมูลได้ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดการ “รีเช็ก” โดยอีเมลที่ใช้ก็ควรมีระบบ “เข้ารหัส” เพื่อให้ต้นทางกับปลายทางตรวจสอบกันและกันได้ ซึ่งวิธีการนี้มีมานานแล้ว แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยนำมาใช้กันส่วนการ “ตอบกลับ” อีเมลใดๆ จากบริษัทคู่ค้า ก็ควรเพิ่มความละเอียดรอบคอบในการอ่านเอกสาร และตรวจสอบตัวสะกดของอีเมลปลายทางให้ถูกต้อง
“ในการประชุมเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับภัยออนไลน์ที่ประเทศญี่ปุ่นครั้งล่าสุดพบว่า แก๊งคนร้ายประเภทนี้แฝงตัวอยู่ในประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น ญี่ปุ่น จากนั้นจะจ้างนักศึกษาไปเปิดบัญชีในประเทศนั้นๆ เมื่อคนร้ายใช้บัญชีธนาคารในประเทศที่น่าเชื่อถือก็ทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้ง่ายขึ้นว่าเป็นบัญชีปลอดภัย ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
รูปแบบที่สองคือ “คลิปแบล็กเมล์” พ.ต.อ.นิเวศน์ บอกว่าปัจจุบันนี้การติดต่อสื่อสารในโลกออนไลน์ไม่ได้มีเพียงเฟซบุ๊ก แต่ยังมีโปรแกรมแชทที่ได้รับความนิยมอีกมากมาย เช่น ไลน์ ช่องทางเหล่านี้คนร้ายนำมาใช้เข้าถึงเหยื่อได้มากขึ้น
กรณีที่มีการร้องทุกข์เข้ามายังตำรวจพบว่า มีการติดต่อกันทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ยังไม่ทันได้ทำความรู้จักกันก็ขอโชว์เปลือย หากใครหลงเชื่อก็จะตกเป็นเหยื่อทันที เพราะคนร้ายจะบันทึกคลิปวิดีโอเอาไว้มาแบล็กเมล์เรียกเงิน
รูปแบบที่สาม คือ “หลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์” เขาเห็นว่า การกระทำผิดลักษณะนี้มีแนวโน้มลดลง แต่ก็ยังต้องระมัดระวังเพราะหลายๆคดีที่เกิดขึ้นไม่สามารถระบุตัวตนผู้กระทำผิดได้ อีกทั้งเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ในการติดต่อก็เป็นเบอร์โทรศัพท์แบบเติมเงิน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด
สำหรับวิธีการแก้ปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เหล่านี้ พ.ต.อ.นิเวศน์ บอกว่าทางแก้มีการพูดถึงไปซ้ำมานานแล้ว แต่ไม่เคยเกิดผลในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวเพราะอาชญากรรมในโลกออนไลน์นั้นมีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมซึ่งมีเครือข่ายโยงใยไปทั่วโลก
“ต่อไปการกระทำผิดทางไซเบอร์จะเป็นองค์กรอาชญากรรมมากขึ้น ซึ่งจับได้แต่ปลายแถวพวกที่เป็นต้นตอจับไม่ได้ ส่วนภัยรูปแบบใดที่ถูกจับได้ก็จะหยุดไปแล้วมีรูปแบบใหม่เข้ามาแทน”
ผกก.กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี บอกอีกว่า เมื่อพูดถึงเรื่องการรับมือกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ก็จะวนกลับไปที่ “การลงทะเบียน” เพื่อยืนยันตัวบุคคลซึ่งทุกวันนี้ยังเป็นปัญหา และหากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้วระบบลงทะเบียนยังไม่ดีพอก็จะยิ่งมีปัญหามากขึ้น
นอกจากภัยไซเบอร์ 2 ประเภทแล้วพ.ต.อ.นิเวศน์ เห็นว่า ระบบ “อีมันนี่” ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดมากขึ้น ซึ่งกรมสรรพากร และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเข้ามากำกับดูแลมากขึ้น ไม่ใช่อนุญาตให้นำไปใช้จ่ายได้ทุกอย่าง
เขายกตัวอย่างการตรวจสอบโดเมนเนมเว็บไซต์ที่กระทำผิด หากใช้อีมันนี่ผ่านระบบเติมเงินมือถือซึ่งมีปัญหาเรื่องการระบุตัวตนผู้ใช้อยู่แล้วไปชำระค่าบริการจดโดเมนเนม ก็จะยิ่งทำให้การตรวจสอบตัวตนผู้ขอจดโดเมนเนมยากขึ้นไปอีก
พ.ต.อ.นิเวศน์ บอกด้วยว่า ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต บริษัทเอกชน ธนาคาร และตำรวจควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างกันในการตรวจสอบข้อมูลบุคคล เช่น หนังสือเดินทาง ข้อมูลการลงทะเบียนใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ติดตามตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกได้
“จะให้ไล่จับคนร้ายในโลกออนไลน์คงไม่ไหวแต่ถ้าร่วมมือกันอุดช่องโหว่ให้เหลือปัญหาน้อยที่สุด เราจะจัดการปัญหาได้ดีขึ้น”



