ข่าว

‘อภิสิทธิ์’แนะรบ.แก้ราคาสินค้าเกษตร

‘อภิสิทธิ์’แนะรบ.แก้ราคาสินค้าเกษตร

02 ม.ค. 2558

‘อภิสิทธิ์’ ชี้แก้ปมปัญหาสินค้าเกษตรรบ.ต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ระบุปัญหา ‘ข้าว-ยางพารา’ ไม่ควรใช้เงินแก้ปัญหา เตือนเร่งดูนโยบายพลังงาน

�
� � � � � � � �2 ม.ค.58 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาลว่า ตนมีแนวคิดแก้ปัญหาที่อาจจะไม่ตรงกับรัฐบาล เพราะตนมองว่า รัฐบาลในการตัดสินใจเรื่องข้าว จะด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือด้วยความกังวลทางการเมืองก็ไปมองว่า นโยบายการประกันรายได้สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ กับนโยบายรับจำนำ เป็นโยบายลักษณะเดียวกัน ซึ่งความจริงไม่ใช่ เพราะนโยบายประกันรายได้ไม่ได้กระทบกับการซื้อขายในตลาดข้าว และยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง
�
� � � � � � � �หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าจะมีประเด็นต้องปรับปรุง คือ ดูความรัดกุมในด้านการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การกำหนดราคาอ้างอิงที่ใช้ในการคำนวณการจ่ายเงินให้เกษตรกร ที่สะท้อนความเป็นจริงให้ดี แต่จะเป็นนโยบายที่ทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจ ในเรื่องการประกันรายได้ รัฐบาลปฏิเสธการช่วยเหลือในเรื่องนี้ และปฏิเสธนโยบายจำนำ แล้วไปยึดถือเอาว่าจ่ายเงินต่อไร่ โดยที่คิดว่าเร่งจ่ายจะทำให้เกิดผลที่ดีกว่า หรือแต่อาจจะมองข้ามไปว่าการจ่ายไปแล้ว ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าราคาข้าวซื้อขายอยู่ที่เท่าไร และในความเป็นจริงผู้ที่อยู่ในตลาดข้าว ทราบว่าเกษตรกรได้รับความช่วยเหลือก็จะส่งผลต่อการซื้อขาย ทำให้ราคาต่ำลง เมื่อราคาต่ำ ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไรหรือไม่
�
� � � � � � � �นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องข้าวนั้น เนื่องจากมีปัญหาเรื่องน้ำ ก็จะมีประเด็นเรื่องรายได้จากนาปรัง รัฐบาล ใช้คำว่าขอความร่วมมือมีโครงการงดปลูกข้าว แต่ความจริงในความคิดของตนที่เสนอว่า ควรมีความชัดเจนว่ารายได้เกษตรกร �ที่งดปลูกข้าวจะมาจากตรงไหนอย่างไร และรัฐจะช่วยเกษตรอย่างไร หากเกษตรกรให้ความร่วมมือในเรื่องของนาปรัง �ถึงวันนี้ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะมีนโยบายอะไรออกมาอีก
�
� � � � � � � �ส่วนเรื่องยางพารา หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ก็เช่นเดียวกัน ในยุคที่ราคายาง มีการบริหารจัดการและได้ราคาดีพอสมควร มาตรการหลักไม่เคยมีการเอาเงินมาทุ่มเพื่อซื้อ และปัญหาที่มีในปัจจุบันคือ สต๊อกที่เกิดจากการไปซื้อมาแล้วมาเก็บเอาไว้ของรัฐบาลที่แล้ว สิ่งที่จะช่วยคือถ้ารัฐบาลมีความชัดเจนว่า ยางในส่วนนี้ จะทำอย่างไร ไม่ให้มากระทบกับตลาด หลักพื้นฐานคือ ทำอย่างไรไม่ให้มีการเอามาขายอีก ปัญหาคือรัฐบาลยังพูดไม่ชัด และเมื่อพูดไม่ชัดในตลาดเขาก็มองออกว่ามียางในส่วนนี้อยู่ ก็ทำให้ราคายางขยับยาก เรื่องนี้อดีตส.ส.ของพรรคก็เคยไปยื่นหนังสื่อต่อว่ารัฐบาลควรมีความชัดเจน ในเรื่องของสภาพตลาด ก็แน่นอนอาจจะไม่เอื้ออำนวยให้ได้ราคาสูงเหมือนในอดีต แต่ในราคาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันชาวสวนยางเดือดร้อนอย่างมาก ทำให้กระทบกำลังซื้อทั้งหมด และยังมาเจอนโยบายพลังงานที่ออกมาซ้ำเติมในเรื่องก๊าซหุงต้มด้วย
�
� � � � � � � �“ คงมีไทยประเทศเดียว ในภาวะที่น้ำมันโลกลดลงไปครึ่งหนึ่ง แต่ราคารถแท็กซี่กลับมีการปรับราคาสูงขึ้น และนโยบายนี้จากการตรวจสอบแล้วพบว่า ความคิดที่จะให้ประชาชนกับภาคอุตสาหกรรม ต้องจ่ายในราคาเดียวกัน คือราคาที่สูงกว่าที่ ปิโตรเคมี ใช้ ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ถูกต้องตามหลักการ เพราะถือว่าก๊าซธรรมชาติเป็นของประชาชนทุกคนและเขาควรจะได้ใช้ในเรื่องการหุงต้มในราคาต้นทุน และไม่ถูกต้องเพราะเป็นการไปซ้ำเติมปัญหาเรื่องกำลังซื้อของประชาชนอย่างชัดเจน และ ทั้งหมดยังเป็นปัญหาอยู่ ก็จะเป็นเรื่องยากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
�
� � � � � � � �นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวส่วนเรื่องนโยบายพลังงานของรัฐบาลสวนทางกับตลาดโลก ว่า ส่วนใหญ่ที่คาดหมาย เชื่อว่าราคาน้ำมันตลาดโลกค่อนข้างต่ำ อยู่ที่ว่าเราจะใช้ประโยชน์ อย่างไร กับก๊าซหุงต้มก็เช่นกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่รัฐบาลไปมีนโยบายเองว่าทุกคนต้องจ่ายเท่ากันแต่ความจริง ปิโตรเคมีขณะนี้จ่ายถูกกว่า และในส่วนของน้ำมันที่ผ่านมารัฐบาลมุ่งที่จะเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ที่ขณะนี้มีเงินอยู่เกือบหมื่นล้านบาท หากทำอย่างนี้ต่อไปก็จะมีเงินไหลเข้ากองทุนฯเดือนละ 3 - 4 พันล้านบาท เลยกลายเป็นว่า ราคาน้ำมันโลกถูกลง แต่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์ด้วยการเก็บเงินเข้ากองทุนมากกว่าที่จะส่งต่อให้ประชาชน เพื่อให้เขามีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น
�
� � � � � � � �“ ผมคิดว่าในที่สุด นโยบายแบบนี้รัฐบาลต้องปรับ และถ้าปรับช้าเท่าไรก็จะทำเสียโอกาสของประชาชนและเศรษฐกิจ และหลังจากที่มีเสียงเรียกร้องให้มีการลดราคาน้ำมันดีเซล สุดท้ายเริ่มส่งผลในเรื่องของเรือขนส่ง รถร่วมบขส.จะเห็นได้ว่า ถ้าตระหนักว่า ตรงนี้คือต้นทุนของประชาชนและของระบบเศรษฐกิจ และเมื่อลดแล้วจะเกิดประโยชน์กับทุกคน มันก็จะไปได้ แต่เผอิญว่ารัฐบาลนี้กลับไปมีนโยบายอีกว่า ดีเซลกับเบนซินเป็นน้ำมันเหมือนกัน ไม่มีการแยกว่า อันหนึ่งเป็นการใช้ส่วนบุคคล หรือ อีกอันเป็นการใช้ในภาคธุรกิจ จึงมีนโยบายเก็บภาษีเบนซินและดีเซลให้เท่ากันอีก จึงเป็นปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมกระเตื้องยาก” �หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
�
� � � � � � � �หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงมาตรการท่องเที่ยวว่า แม้จะเริ่มฟื้นตัว แต่ก็ยังมีปัญหาในเรื่อง กฎอัยการศึก ที่เป็นปัญหา เพราะชาวต่างประเทศที่มาเที่ยวประเทศไทย เมื่อเขาซื้อประกันไม่ได้ เขาก็ไม่ลงไปดูในรายละเอียดเรื่องที่ว่ารัฐบาลจะให้อะไรพวกเขาหรือไม่อย่างไร ตรงนี้จึงเป็นจุดที่ต้องรอการตัดสินของรัฐบาลว่าจะมีการทบทวนการเรื่องหลักๆอย่างนี้หรือไม่ เพราะการจะไปหวังการส่งออกหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลดูจะเป็นเรื่องยาก และในเรื่องการลงทุนโดยธรรมชาติของนักลงทุน จะมองว่าหากประเทศยังมีภาวะไม่ปกติ เขาก็จะรอในปีถัดไป การกระตุ้นกำลังซื้อประชาชนเองก็เป็นเรื่องสำคัญ
�
� � � � � � � �ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องการลงทุนจากชาวต่างชาติมองว่า เราต้องมีนโยบายอะไรใหม่ๆมานำเสนอหรือไม่ หรือคงต้องรอความชัดเจนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องนโยบาย ไม่จำเป็นต้องรอรัฐธรรมนูญ ทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) มีการปรับนโยบายจัดระบบใหม่ โดยต้องการให้มีการส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่ใช้เทคโนโลยีหรือเพิ่มมูลค่าเสริม และ ให้แรงจูงใจเรื่องที่จะมีการวิจัย ซึ่งก็เป็นทิศทางที่ถูกต้อง
�
� � � � � � � �ส่วนรายละเอียดเรื่องสิทธิ์ประโยชน์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องมีการประเมินและติดตาม แต่โดยรวม ถ้าเร่งทำให้เกิดความมั่นใจ ในระยะปานกลาง ระยะยาว ว่าประเทศไทยเดินได้ตามภาวะปกติ ตัวนั้นจะเป็นตัวช่วยมากที่สุด ในแง่ของความเชื่อมั่น และรวมถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เป็นอุปสรรคมาโดยตลอด ต้องมีรูปธรรมว่ามีการเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นตัวที่ทำให้นักลงทุน มองว่าเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมามากถึง 20-30% ที่ต้องตัดออกไปให้ได้
�
�
‘อภิสิทธิ์’ ชี้ไทยเข้า AEC ต้องทำให้ปชช.ตื่นตัวมีโอกาสอะไรเพิ่มขึ้น
�
�
� � � � � � � �นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง การเข้าร่วมประชาคมอาเซียนของประเทศไทย ว่า สิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้ได้ประโยชน์ เดินหน้าได้เลย คือ 1.การเชื่อมโยงทางกายภาพคือเรื่อง ระบบราง ที่ควรเสริมด้วยเรื่องการเชื่อมโยงถนน ซึ่งรัฐบาลขยับชัดเจนแล้ว 2. เร่งปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งผ่านแดน รวมถึงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ระบบศุลกากรการขออนุญาตต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าขาย
�
� � � � � � � �หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า 3.ต้องเร่งให้คนเกิดความตื่นตัว ว่าจะมีโอกาสอะไรเพิ่มขึ้น มีการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอย่างไร จากประชาคมอาเซียน และเราต้องมีบทบาทมากขึ้น ที่ผ่านมาสำหรับคนทั่วไปมักจะไปเน้นในเรื่องการภาษาอังกฤษ ซึ่งความจริงเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่การตื่นตัวว่าโอกาสที่มีจากการวมตัวของ 10 ประเทศ และโดยเฉพาะในแง่ของอาเซียนที่เป็นแผ่นดินใหญ่ที่ไม่ใช่เกาะเราเป็นศูนย์กลางโดยธรรมชาติ ตามภูมิศาสตร์อยู่แล้วต้องทำให้คนตื่นตัวตรงนี้
�
� � � � � � � �ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเทศไทยจะต้องพัฒนาอะไรเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะเวลานี้ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่ายังมีการพัฒนาไปได้มากกว่า นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องบอกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยมีความพร้อม เริ่มเดินหน้าไปแล้ว แต่สิ่งที่ต้องสนับสนุนมากๆ คือ วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม(SME) ก็จะต้องทำเชื่อมโยงเป็นระบบมากขึ้น ในการที่จะให้ความรู้เพิ่มพูนทักษะ มีหน่วยงานที่มาช่วยในการแสดงหาโอกาส หน่วยงานหนึ่งซึ่งน่าจะสนับสนุนให้เกิดขึ้น แม้ว่าจะไม่สนับสนุนให้มีการเพิ่มกระทรวง ทบวง กรม แต่สิ่งที่ควรเกิดในเวลานี้ คือ หน่วยงานที่สนับสนุนการทำธุรกิจของคนไทย ในต่างประเทศ เพราะไทยมาถึงจุดที่จะต้องไปใช้ประโยชน์ ในการไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อน มาเชื่อมต่อเป็นห่วงโซ่ในการผลิตอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีมีหน่วยงานดูแลนักลงทุนของเขาที่ไปลงทุนในต่างประเทศ
�
�
�
�
�