
บอกลาการเมือง 'ศรีธนญชัย' ?
02 ม.ค. 2558
คิดข้ามขั้ว : บอกลาการเมือง 'ศรีธนญชัย' ? : โดย...ไพศาล สังโวลี
เมื่อไม่นานมานี้ คอลัมน์มอนิเตอร์ ร่างรัฐธรรมนูญ ในคมชัดลึก นำเสนอ “หลักการ” เกี่ยวกับระบอบการเมือง นักการเมือง และสถาบันการเมือง 13 ข้อ ที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้เจ้าหน้าที่สรุปออกมา อย่างน่าสนใจ
ที่ถือว่า "เกาถูกที่คัน" ที่สุด อยู่ที่ ข้อ 4. ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.-ส.ว. ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน การเสียภาษี และที่มาก่อนวันรับสมัคร
ข้อ 7.ทำให้การซื้อเสียงยากขึ้น ให้มีการล่อขายเสียงเพื่อจับผู้ซื้อเสียงแบบเดียวกับการล่อซื้อยาเสพติด หากเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือซื้อเสียงในการเลือกตั้งเขตใด ให้กกต.สั่งเลือกตั้งใหม่ไม่จำกัดครั้ง พร้อมห้ามผู้ซื้อเสียงหรือเคยมีคดีทุจริตเข้าสู่การเมือง
ข้อ 8.การทำให้ส.ส.เป็นผู้แทนฯ ที่แท้จริง ไม่ใช่ลูกจ้างของพรรคหรือหัวหน้าพรรค โดยผู้สมัครส.ส.เขตไม่ต้องสังกัดพรรค และ ส.ส.มีเอกสิทธิ์ ไม่ต้องโหวตตามมติพรรค
ข้อ 11.ให้มีวุฒิสภา 200 คน มาจาก 5 สาย มีวาระ 3 ปี เป็นได้ไม่เกิน 2 วาระ มีอำนาจใหม่คือเสนอกฎหมาย และตรวจสอบประวัติผู้ที่ "นายกรัฐมนตรี" เสนอเป็น "ครม."
ข้อ 12.นายกฯ ต้องมาจากการเลือกของส.ส.ในสภา และนายกฯ ต้องส่งชื่อ ครม.ให้ ส.ว.ตรวจสอบก่อนทูลเกล้าฯ ถวาย
ข้อ 13.ผู้ครอบงํา นําชัก หรือสั่งการให้พรรคการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งการเมือง หรือข้าราชการกระทําการใดๆ ต้องมีความรับผิดทางอาญา ทางวินัย การเงิน และความรับผิดอื่น เช่นเดียวกับผู้ที่ตนสั่ง ครอบงํา หรือนำชัก
ไล่เรียงจาก ข้อ 4 ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่า ความต้องการให้ผู้สมัครส.ส.-ส.ว.สะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องเท่านั้นเอง
เพราะคำกล่าวสำหรับนักการเมืองที่บอกว่า “รวยแล้วไม่โกง” ไม่จริง ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นการกลั่นกรองเอาคนที่มี “จิตอาสา” มากกว่าหวังว่าจะร่ำรวยจากการเล่นการเมือง(แล้วก็รวยจริง)อีกด้วย
ข้อ 7 หัวใจสำคัญอยู่ที่การล่อขายเสียงเพื่อจับผู้ซื้อเสียงแบบเดียวกับการล่อซื้อยาเสพติด, กกต.เลือกตั้งไม่จำกัด และห้ามผู้ซื้อเสียงหรือเคยมีคดีทุจริตเข้าสู่การเมือง
เพราะแค่คุณคิดจะโกง และเคยโกงมาก่อนก็หมดสิทธิแล้ว!
ข้อ 11 ประเด็นที่น่าวิเคราะห์อยู่ที่ ส.ว.มีอำนาจใหม่คือเสนอกฎหมาย และตรวจสอบประวัติผู้ที่นายกฯ เสนอเป็นครม.ด้วย ประเด็นที่น่าจับตามอง อยู่ที่อำนาจตรวจสอบประวัติผู้ที่นายกฯ เสนอเป็นครม.
เพราะนั่นหมายความว่า ต่อไปนายกรัฐมนตรีจะเสนอแต่งตั้งใครโดยอำเภอใจ เพียงอ้างมติพรรคแกนนำ หรือพรรคร่วมรัฐบาลแค่นั้นไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งที่ผ่านมา รัฐมนตรีหลายคนมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน และเป็น "นายทุนพรรค" เท่านั้น
ส่วนข้อ 8 และ ข้อ 13 ต้องบอกว่า เป็นความจงใจอยู่ไม่น้อยที่จะปิดกั้น หรือ “ล้อมคอก” ปัญหาทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และถือว่า เป็น “เงื่อนไข” สำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจนลุกลามใหญ่โตในที่สุดด้วย
เนื่องจากที่ผ่านมา ส.ส.จำนวนหนึ่ง ถูกกล่าวหาว่า "ทรยศต่อประชาชน" เอาอำนาจของประชาชน ไปรับใช้หัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรค และทำตัวเหมือน “ลูกจ้างบริษัท” ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรคก็ใช้ “นอมินี(ตัวแทน)” บริหารประเทศ โดยที่ตัวเองเป็นคนผลักดันแนวนโยบาย แต่พอนโยบายเกิดความล้มเหลว สร้างความเสียหาย สูญเสียงบประมาณจำนวนมหาศาล
กลับกลายเป็นว่า คนที่ต้องรับผิดชอบก็คือ ฝ่ายปฏิบัติ หรือข้าราชการ ส่วนนักการเมืองมัก "ลอยตัว" หนีปัญหา
ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ นโยบายรับจำนำข้าว ที่ขาดทุนหลายแสนล้านบาท จนถึงวันนี้คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะมีใครรับผิดชอบหรือไม่
แน่นอน, หลักการดังกล่าวจะต้องมีคนออกมาคัดค้านอย่างไม่ต้องสงสัย(โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง)
แต่สิ่งที่สังคมไทยจะต้องตอบคำถามให้ได้ก็คือ “กฎเหล็ก” เหล่านี้ มีเพื่ออะไร???
ถ้าเพื่อแก้ปัญหา และดักทาง “ศรีธนญชัย” ทางการเมืองเอาไว้ให้รัดกุมที่สุด ก็น่าจะลองดู มิใช่หรือ หรือที่ผ่านมายังมีบทเรียนไม่พอ!?
-----------------------
(คิดข้ามขั้ว : บอกลาการเมือง 'ศรีธนญชัย' ? : โดย...ไพศาล สังโวลี)



