ข่าว

จากโพรงต้นไม้ ค้างคาว เด็กชาย สู่วิกฤติอีโบลา

จากโพรงต้นไม้ ค้างคาว เด็กชาย สู่วิกฤติอีโบลา

03 ม.ค. 2558

เวิลด์วาไรตี้ : จากโพรงต้นไม้ ค้างคาว เด็กชาย สู่วิกฤติอีโบลา

 
                               ไวรัสไข้เลือดออกอีโบลายังคงระบาดอยู่จนถึงเวลานี้ โดยองค์การอนามัยโลกแถลงเมื่อต้นสัปดาห์ว่า ยอดเหยื่อล่าสุดอยู่ที่ 7,890 คนแล้วจากผู้ติดเชื้อ  20,171 คน และผู้เชี่ยวชาญคาดว่าไวรัสมรณะจะระบาดไปถึงสิ้นปี 2558 อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมายังไม่มีการระบุแหล่งที่มาแน่ชัดของไวรัสที่ทำให้เกิดการระบาดครั้งร้ายแรงที่สุด แต่คาดกันโดยส่วนใหญ่ว่าเชื้อแพร่ระบาดสู่คนโดยมีสัตว์เป็นพาหะนำโรค โดยผู้ต้องสงสัยหลักคือค้างคาวกินแมลง บ้างเชื่อว่าการระบาดเริ่มจากสัตว์ชนิดอื่น อาทิ ลิงชิมแปนซี ซึ่งติดเชื้อมาจากค้างคาวและคนนำเนื้อสัตว์มากิน  
 
                               ล่าสุดทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเยอรมนี สวีเดน โกตดิวัวร์ และอังกฤษ เผยผลการศึกษาตีพิมพ์ ในวารสารอีเอ็มบีโอ โมเลคูลาร์ เมดิซีน ฉบับ 30 ธันวาคม ว่า ต้นตอไวรัสอีโบลาอาจมาจากค้างคาวกินแมลงที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Mops condylurus  และเด็กชายอายุ 2 ขวบจากหมู่บ้านห่างไกลชื่อเมเลียนโด ประเทศกินี คือคนแรกที่ติดเชื้อจากค้างคาวและเป็นคนแรกที่เสียชีวิตในวิกฤติระบาดรอบนี้   
 
                               ที่หมู่บ้านเมเลียนดู มีต้นไม้สูงใหญ่อยู่ต้นหนึ่งที่เด็กๆ ในหมู่บ้านชอบเข้าไปเล่นในโพรง ซึ่งยังเป็นที่อาศัยของค้างคาวหลายพันตัวด้วย เอมิล อูอามูโน วัย 2 ขวบติดอีโบลาจากการเข้าไปเล่นในนั้น เด็กชายล้มป่วยเพียง 4 วันก็เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556  ตามด้วยพี่สาว มารดา ปู่ย่า หรือตายาย ก่อนลามไปชุมชนและส่วนอื่นๆ ของกินี แต่ไวรัสไม่ได้รับความสนใจจากโลกกระทั่งเดือนมีนาคม เมื่อไวรัสเริ่มแพร่ข้ามแดนไปยังไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน เรื่อยมาจนถึงไนจีเรีย มาลี เซเนกัล สเปน สหรัฐ และล่าสุดอังกฤษ       
 
                               ฟาเบียน ลีนเดิร์ตซ์ สัตวแพทย์ สถาบันรอเบิร์ค คอช ในเยอรมนีผู้เชี่ยวชาญโรคสัตว์ และคณะใช้เวลา 4 สัปดาห์สำรวจป่าโดยรอบหมู่บ้านและสัมภาษณ์ชาวบ้านในพื้นที่เป็นเวลา 4 สัปดาห์ กล่าวว่า ต้นไม้อยู่ห่างประมาณ 50 เมตรจากบ้านของเอมิล และอยู่ใกล้กับทางเดินที่บรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านที่มี 31 ครัวเรือน ใช้เดินไปซักล้างโดยมักจูงลูกเดินไปด้วย และเด็กๆ มักจะเข้าไปเล่นในต้นไม้ต้นนี้ รวมถึงเอมิล ซึ่งน่าจะติดเชื้อจากค้างคาวตัวใดตัวหนึ่งในต้นไม้นี่เอง
 
                               ต้นไม้ถูกจุดไฟเผาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ค้างคาวร่วงล่นล้มตายหลายพันตัว เมื่อทีมงานของลีนเดอร์ตซ์ไปถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านได้เก็บหรือกินซากค้างคาวไปแล้ว จึงไม่มีหลักฐานทิ้งไว้ให้ทดสอบเชื้อไวรัสมากนัก แต่กระนั้น ทีมงานของเขาได้พบหลักฐานดีเอ็นเอจากดินและเถ้าถ่านที่ฐานต้นไม้และพบว่าเคยมีค้างคาวกินแมลงอาศัยอยู่ที่นั่น และมันน่าจะเป็นพาหะและแพร่เชื้ออีโบลามากที่สุด            
 
                               ส่วนทฤษฎีที่ว่า เอมิลอาจติดอีโบลาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ อาทิ ลิมแชมแปนซีนั้น นักวิจัยไม่พบหลักฐานการแพร่เชื้อในสัตว์อื่นในพื้นที่ใกล้เคียง อีกทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พรานและผู้หญิงในหมู่บ้าน ที่พูดตรงกันว่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของกินี ไม่ค่อยพบเห็นลิง และที่มีอยู่ไม่มากนักก็ล่าได้ยาก ส่วนใหญ่ที่นำเข้ามากินในพื้นที่ เป็นลิงที่นำเข้ามาจากไลบีเรียและทางตะวันตกเฉียงเหนือของกินี จึงเป็นไปได้น้อยมากที่ลิงจะเป็นต้นตอของเชื้อไวรัส            
 
                               หมู่บ้านแห่งนี้  ตั้งอยู่บนทางแยกระหว่างกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน ซึ่งต่อมากลายเป็นสามประเทศติดเชื้อรุนแรงสุด
 
                               นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ความเป็นไปได้ที่ค้างคาวกินแมลงชนิดนี้ เป็นตัวแพร่ไวรัสอีโบลา เป็นเรื่องน่าวิตก เพราะขณะนี้ยังรู้จักมันน้อยมากกับการดำรงชีวิต การแพร่พันธุ์และอพยพ อยู่รวมกันที่ไหนอย่างไร แหล่งอาหารและอื่นๆ ที่รู้และเข้าใจหลักๆ คือมันมีความเสี่ยงต่อมนุษย์เท่านั้น 
 
                               ขณะที่การขยายของประชากรในแอฟริกาได้ทำลายแหล่งอาศัยของค้างคาวไปอย่างมากมาย และทำให้คนกับค้างคาวเข้ามาใกล้กัน 
 
                               ไม่ชัดเจนว่า ทำไมต้นไม้ถูกไฟไหม้ แต่เหตุเกิดขึ้นไม่นานหลังจากรัฐบาลกินีสั่งห้ามกินและล่าค้างคาว แต่สัตวแพทย์ท่านนี้ย้ำว่า ค้างคาวมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศของภูมิภาค ค้างคาวผลไม้ช่วยผสมเกสรดอกไม้และขยายพันธุ์ ส่วนค้างคาวกินแมลง กินยุงและช่วยป้องกันมาลาเรีย ควรเป็นมนุษย์เราที่ต้องเรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับสัตว์เหล่านี้ เหมือนกับการอยู่กับโรคกลัวน้ำในค้างคาวที่เยอรมนีและยุโรป การฆ่าค้างคาวและทำลายอาณาจักรของมัน ไม่ใช่ทางออกแถมยังจะส่งผลตีกลับอย่างรุนแรงยิ่งกว่า