
ทอง'ขาลง'เหมาะเก็งกำไรช่วงสั้น
02 ม.ค. 2558
ทอง'ขาลง'เหมาะเก็งกำไรช่วงสั้น หุ้นไทยมีลุ้นได้แรงหนุนศก.ฟื้น-เงินทุนไหลเข้า
แม้ราคาทองคำในปี 2557 ที่ผ่านมา จะปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง จนราคาต่ำสุดหลุดระดับ 1,130 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่ผู้ประกอบการในธุรกิจค้าทองคำก็ยังมองว่า ในปี 2558 ราคาทองคำยังมีแนวโน้มปรับลดลงต่อได้อีก โดยได้รับความกดดันจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ บวกกับนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดทองคำ ยังติดการลงทุนเดิมที่ซื้อไว้ในราคาสูง ทำให้ไม่มีเม็ดเงินใหม่เข้ามาลงทุน
ทองขาลงเศรษฐกิจสหรัฐกดดัน
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ มองว่า กรอบราคาทองคำตลาดโลกจะอยู่ที่ 1,100-1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และมีโอกาสที่จะหลุดระดับ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ได้ แต่ราคาในประเทศอาจไม่ปรับลดลงมากเท่าราคาในตลาดโลก เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและปรับขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ค่าเงินบาทอ่อนลง
"ราคาทองคำที่ปรับขึ้นมาเป็นสถานการณ์ชั่วคราว จากความต้องการใช้ทองที่เพิ่มขึ้น ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ และตรุษจีน แต่ปี 2558 ยังคงเป็นขาลง ฉะนั้นแนะนำให้ลงทุนระยะสั้น มีเป้าหมายทั้งขาทำกำไร และขาดทุน ใครที่ติดราคาสูง ต้องยอมขายขาดทุน นำเงินมาลงทุนใหม่ดีกว่า เพราะหากหวังให้ราคากลับไปสูงเหมือนเดิม หรือราคายืนเกินระดับ 2 หมื่นบาทต่อบาททอง ในช่วง 5 ปีอาจยังมองไม่เห็น" นายจิตติกล่าว
ด้าน นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจีบูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ให้ความเห็นว่า ภาพรวมราคาทองคำในปี 2558 ยังคงเป็นแนวโน้มช่วงขาลง เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานนั้นค่อนข้างกดดันราคาทองคำ โดยเฉพาะประเด็นนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงกลางปี 2558 และการแข็งค่าของเงินสกุลดอลลาร์อย่างต่อเนื่องได้กดดันราคาทองคำมาตลอด ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวได้ฉุดราคาทองคำให้อ่อนตัวลง
นอกจากนี้ กองทุน SPDR ได้ลดการถือครองทองคำลงเป็นจุดต่ำที่สุดในรอบ 6 ปีแสดงถึงมุมมองที่ไม่สดใสของราคาทองคำ เนื่องจากปัจจัยที่กล่าวข้างต้นเป็นประเด็นสำคัญที่จะกดดันราคาทองคำต่อไปได้
ส่วนความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในปี 2558 จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับในช่วงปีปี 2556-2557 ซึ่งมีแนวโน้มของราคาเป็นลักษณะ SIDEWAY DOWN มีกรอบการเคลื่อนไหวประมาณ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งวายแอลจีประเมินกรอบความเคลื่อนไหวราคาทองคำกรอบล่างอยู่ที่ 1,100-1,040 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือ 17,300-16,400 บาทต่อบาททองคำ สำหรับกรอบบนอยู่ที่ 1,350-1,390 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 21,300-21,900 บาทต่อบาททองคำ
แนะนักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2558 ซึ่งเป็นแนวโน้มช่วงขาลงนั้น แนะนำให้นักลงทุนหันมาจับจังหวะการลงทุนมากกว่ามองว่าแนวโน้มราคาทองคำจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง โดยให้เน้นลงทุนระยะสั้นเพื่อเก็งกำไรตามกรอบแนวรับ-แนวต้านของราคาทองคำ ประกอบกับติดตามปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ โดยเฉพาะสหรัฐในช่วงนั้นๆ และเนื่องจากราคาทองคำเริ่มผันผวนมากขึ้นจำเป็นต้องตั้งจุดตัดขาดทุนให้ชัดเจน ขณะที่นักลงทุนระยะยาวแนะนำเก็บทองคำเมื่อราคาทองคำอ่อนตัวเข้าใกล้บริเวณ 1,100-1,040 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะที่ นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ประเมินทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำปี 2558 ว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังคงอยู่ในกรอบ 1,050-1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากความกังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นกดดันต่อราคาทองคำ
ประกอบกับทองคำมีผลตอบแทนจากการลงทุนลดลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ทำให้ทองคำได้รับความน่าสนใจในการลงทุนลดลง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มความต้องการซื้อทองคำเพื่อสวมใส่ปี 2558 กลับเพิ่มขึ้น จากอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียประมาณ 6.4% ซึ่งประเทศอินเดียเป็นประเทศที่นำเข้าทองคำสำหรับเป็นเครื่องประดับมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
"กลยุทธ์การลงทุนทองคำในปี 2558 ต้องหาจังหวะเข้า ซื้อเพื่อเก็งกำไร โดยแนวรับสำคัญคือ 1,050 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ถือเป็นแนวรับระดับต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของเหมืองทองคำ โดยอาจปรับตัวลงในไตรมาสที่ 3 หากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ โดยในระหว่างปีมองกรอบราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบ 1,050-1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยมีจุดขายทำกำไรเมื่อปรับตัวขึ้นทดสอบจุดสูงสุดที่คาดไว้ที่ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์"
ตลาดหุ้นไทยฟื้นตามเศรษฐกิจ
สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้น น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด มองว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 2558 ยังมีมุมมองในเชิงบวก เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำในปี 2557 ถือเป็นปัจจัยบวกต่อภาวะการลงทุน โดยสภาพัฒน์คาดว่าจีดีพีของไทยปี 2558 มีอัตราการเติบโต 3.5-4.5% ขับเคลื่อนโดยการลงทุนภาครัฐจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ โครงการรถไฟรางคู่ และโครงการอื่นๆ รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่สูงขึ้น และภาคการส่งออกขยายตัว
ทั้งนี้ ปัจจัยบวกที่มีผลต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในปี 2558 มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ จะเป็นตัวหนุนการเติบโตของผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน ประกอบกับปี 2558 จะเป็นการเริ่มเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดทุนไทยมากขึ้น อีกทั้งปัจจัยบวกจากต่างประเทศก็สำคัญ โดยเฉพาะการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ของประเทศขนาดใหญ่ เช่น จีน ญี่ปุ่น ยูโรโซนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัว บวกกับต้นทุนน้ำมันลดลง และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับต่ำหนุนต่อภาพรวมการลงทุนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันหากพิจารณาจากระดับ พี/อี ที่ระดับ 18 เท่า ถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพง ซึ่งอาจจะมีผลให้นักลงทุนอาจจะหลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และหันไปลงทุนในตลาดที่มีระดับ พี/อี ที่ต่ำกว่าก็เป็นได้ โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศได้แก่ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในปี 2558 มีแนวโน้มผันผวนสูงกว่าปี 2557 จากค่าเงินของหลายสกุลที่อ่อนค่า อาทิ เงินเยนของญี่ปุ่น เงินรูเบิลของรัสเซีย
กลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ ทาง บล.โกลเบล็ก แนะให้หาจังหวะทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี ช่วงที่ราคาอ่อนตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากโครงการภาครัฐ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้รับอานิสงส์จากโครงการภาครัฐที่จะเร่งตัวในปี 2558 กลุ่มธนาคาร ซึ่งคาดว่าการปล่อยสินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่นตามภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว และกลุ่มสื่อสาร ได้รับอานิสงส์จากดิจิทัล อีโคโนมี และการประมูล 4จี ที่คาดว่าจะเกิดเร็วขึ้นกว่ากำหนดการเดิม ส่วนหุ้นที่แนะนำหลีกเลี่ยง คือ กลุ่มโรงกลั่นที่คาดว่าจะมี STOCK LOSS ต่อเนื่องในผลประกอบการไตรมาส 4/2557 จากราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงแรง
จับตาสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยป่วนตลาด
ด้าน นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ความเสี่ยงที่จะส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยผันผวนคือ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐในช่วงกลางปี 2558 ซึ่งจะกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจอย่างแน่นอน ขณะที่มาตรการผ่อนคลายทางการเงินของญี่ปุ่นและยุโรป ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะทำให้เงินลงทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทย อาจจะไม่ได้กระจายออกมามากอย่างที่คิด เพราะมาตรการที่ทำในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ชัดเจนที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเองเป็นหลัก ขณะที่ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามคือ การดำเนินงานของรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะเป็นไปตามกรอบเวลาที่วางไว้หรือไม่ รวมถึงโครงการต่างๆ ตามนโยบายที่ประกาศเอาไว้อีกด้วย
ขณะที่ นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยในปี 2558 น่าจะสามารถขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้ โดยมองเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 1,800 จุด ค่า พี/อี 14.8 เท่า ปัจจัยสำคัญจะมาจากการฟื้นตัวของ 2 เศรษฐกิจใหญ่ของโลก คือ สหรัฐและจีน ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและกล้ารับความเสี่ยงมากขึ้น
“ความเชื่อมั่นคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนกล้าลงทุนในหุ้น ซึ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยในปี 2558 จะมีภาพคล้ายๆ กับปี 2557 ที่ตลาดหุ้นเกือบทั้งหมดปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน สำหรับสหรัฐเองจะเห็นภาพการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศ ส่วนจีนจะเป็นตลาดที่น่าจะปรับตัวขึ้นได้มากที่สุด เพราะนโยบายเศรษฐกิจที่เปลี่ยนจากตึงตัวมาเป็นผ่อนคลาย ประกอบกับมูลค่าที่ยังถูกอยู่ โดยปัจจุบันจีนมีค่าพี/อีเพียง 11 เท่า” นายเกียรติศักดิ์ กล่าว



