
10ข่าวเด่นปี2557'อุ้มบุญ'หรือ'อุ้มบาป'
10ข่าวเด่นปี2557 'อุ้มบุญ'หรือ'อุ้มบาป'
“อุ้มบุญ” หรือ การที่ผู้หญิงคนหนึ่งรับตั้งครรภ์หรืออุ้มท้องแทนหญิงอื่น กลายเป็นข่าวดังข่าวใหญ่ในเมืองไทย หลังสาวไทยวัย 21 ปี พา "น้องแกรมมี่” ลูกชายวัย 6 เดือน เข้าไปรักษาโรคปอดติดเชื้อรุนแรง ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และแพทย์ตรวจพบว่า หนูน้อยมีอาการดาวน์ซินโดรม เธอยอมรับว่า “น้องแกรมมี่” เป็นลูกที่เกิดจากการนำไข่และน้ำเชื้อของนายเดวิดกับนางเวนดี้ ฟาร์เนล สามี-ภรรยา ชาวออสเตรเลีย ที่ผสมกันเรียบร้อยแล้วฉีดเข้าไปในมดลูกของเธอเพื่อตั้งครรภ์แทน ทางการแพทย์เรียกว่า “อุ้มบุญเทียม” (Partial surrogacy หรือ Gestational carrier)
แม่อุ้มบุญ วัย 21 ปี เคยให้สัมภาษณ์บรรษัทกระจายเสียงออสเตรเลีย (เอบีซี) ว่า ได้รับการติดต่อจากนายหน้าให้อุ้มบุญพร้อมค่าจ้าง 480,000 บาท เธอจึงตกลงเพราะต้องการเงินไปใช้หนี้และเป็นค่าเล่าเรียนสำหรับลูก 2 คนของเธอเอง แต่ไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่ารักษา "น้องแกรมมี่" และรู้สภาพเด็กตอนตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน ตอนนั้นนายเดวิดและนางเวนดี้ ฟาร์เนล ได้ขอให้ทำแท้ง แต่กลัวบาปเธอจึงปฏิเสธ พอคลอดลูกแฝดออกมา พ่อแม่ชาวออสเตรเลียจึงรับเพียงเด็กหญิงที่อาการปกติกลับไปเลี้ยง
ขณะที่สื่อในออสเตรเลียได้เปิดโปงพฤติกรรมนายเดวิด ฟาร์เนล ว่า เคยถูกตัดสินความผิดในข้อหาล่วงละเมิดเด็ก 22 ข้อหา รวมถึงเด็กหญิงที่อายุเพียง 7 ขวบ และถูกจำคุก 4 ปี
หลังกรณี “น้องแกรมมี่” เกิดขึ้นได้ไม่นาน เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2557 มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อมกำลังทหารและตำรวจ ได้เข้าตรวจสอบห้องพักในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในซอยลาดพร้าว 130 พบผู้หญิงไทยอุ้มบุญหลายราย พร้อมเด็กชาย 6 คน เด็กหญิง 3 คน อายุตั้งแต่ไม่กี่เดือนจนถึง 10 ปี และหญิงตั้งครรภ์ 6 เดือนอีก 1 คน โดยแม่อุ้มบุญยอมรับว่า ได้รับการว่าจ้างจาก นายชิเกตะ มิตซูโตกิ หนุ่มชาวญี่ปุ่น วัย 24 ปี จากนั้นเมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 7 สิงหาคม นายชิเกตะ มิตซูโตกิ ได้เดินทางออกจากประเทศไทย ไปยังมาเก๊า
ต่อมา พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ 10) ได้เปิดเผยผลการตรวจดีเอ็นเอยืนยันชัดว่า เด็กชายทั้ง 6 คน เป็นพี่น้องกัน และเด็กหญิงทั้ง 3 คนก็เป็นพี่น้องกันแต่คนละแม่ ส่วนเด็กชายและเด็กหญิงจะเป็นพี่น้องกันหรือไม่ ต้องนำดีเอ็นเอของนายชิเกตะ มิตซูโตกิ ที่เป็นเจ้าของน้ำเชื้อมาตรวจ จึงจะสามารถยืนยันได้ ว่า นายชิเกตะ มิตซูโตกิ คือ พ่อที่แท้จริงของเด็กหรือไม่
แต่ก็เป็นการยืนยันได้ว่า เด็กทั้ง 9 คน นั้นเกิดจากการใช้น้ำเชื้อของชายคนเดียวผสมกับไข่ของแม่อุ้มบุญ ก่อนฉีดเข้าไปฝังในมดลูกของแม่อุ้มบุญ ทางการแพทย์เรียกว่า “อุ้มบุญแท้” (Full surrogacy หรือ Traditional surrogacy)
ยิ่งตรวจสอบยิ่งพบข้อสงสัยว่า หนุ่มน้อยชาวญี่ปุ่น วัย 24 ปี ที่เป็นถึงทายาทมหาเศรษฐีตลาดหุ้นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น และหนุ่มน้อยผู้นี้ยังเป็นเจ้าของธุรกิจอีกหลายอย่างในประเทศกัมพูชา แต่เหตุไฉนถึงอยากมีลูกมากมายขนาดนี้
จนกระทั่งวันที่ 10 กันยายน 2557 นายก้อง สุริยมณฑล ทนายความของ นายชิเกตะ มิตซูโตกิ ได้เข้าพบ พล.ต.ท.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ ผู้ช่วย ผบ.ตร.พร้อม เอกสารการรับรองจากกระทรวงยุติธรรมประเทศญี่ปุ่น เกี่ยวกับประวัติ สถานะทางการเงิน ระบุมีทรัพย์สินมากถึง 4,000 ล้านบาท มีเงินปันผลจากการลงทุนอีกปีละ 80 ล้านบาท พร้อมแผนการดูแลบุตรมายืนยัน และบอกว่า นายชิเกตะ มิตซูโตกิ ต้องการมีบุตรในประเทศไทย 20 คน และเตรียมโอนหลักทรัพย์ให้ลูกคนละ 1,100,000 เยน
แต่เป็นที่น่าสนใจ คือ ในระยะเวลาเพียง 3 ปี (2555 ถึง 2557) นายชิเกตะ มิตซูโตกิ เดินทางเข้า-ออก ประเทศไทยมากถึง 66 ครั้ง โดยใช้หนังสือเดินทางของญี่ปุ่น 2 เล่ม รวม 52 ครั้ง และใช้หนังสือเดินทางของกัมพูชา อีก 14 ครั้ง และจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่สนามบินพบว่า เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 6 กรกฎาคม 2557 ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจห้องพักในคอนโดมิเนียมในซอยลาดพร้าว 130 เพียง 1 เดือน นายชิเกตะ มิตซูโตกิ ได้พา ด.ญ.เอมิลี่ และด.ญ.นีน่า ฝาแฝดอายุขวบเศษ เดินทางออกจากประเทศไทยไปยังประเทศกัมพูชา และเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 27 กรกฎาคม โดยไม่มีเด็กทั้ง 2 คน กลับเข้ามาด้วย ก่อนหน้านี้ นายชิเกตะ มิตซูโตกิ ได้พาเด็กเล็กออกจากประเทศไทยเดินทางไปยังประเทศกัมพูชาแล้ว 2 คน คือ ด.ช.มิตสุชิกะ อายุขวบเศษ สัญชาติไทย เมื่อเวลา 20.34 น.วันที่ 25 มีนาคม 2557 และพา ด.ช.มานามิตสุ สัญชาติญี่ปุ่น ออกไป เมื่อเวลา 05.48 น.วันที่ 9 พฤษภาคม 2556
ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบคลินิกที่รับทำอุ้มบุญในย่านเพลินจิต ตามคำให้การของแม่อุ้มบุญ พบมีการเก็บเอกสารหลบหนีไป จึงเข้าข่ายมีพิรุธ และจากการตรวจสอบเอกสารบางส่วนที่พบ ถือว่ามีการกระทำเป็นกระบวนการ มีการตระเตรียมการไว้เป็นอย่างดี
เรื่องนี้ พล.ต.ต.ชยุต ธนทวีรัชต์ รองผบช.น. บอกว่า ในข้อกฎหมายเกี่ยวกับการอุ้มบุญนั้นยังไม่มีการรองรับ จึงต้องใช้กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ แต่สถานพยาบาลที่ประกอบการมีความผิด ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 แน่นอน เพราะไม่มีใบอนุญาตดำเนินการ
เช่นเดียวกับ พล.ต.ท.ก่อเกียรติ ก็ยืนยันว่า ผลการตรวจสอบตอนนี้ยังไม่เข้าข่ายค้ามนุษย์ นายชิเกตะ มิตซูโตกิ จึงยังไม่มีความผิดอะไร แต่หากพบหลักฐานใหม่ ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย ตอนนี้ในคดีนี้มีเพียง หมอเจ้าของคลินิก ที่มีความผิดตามกฎหมาย
เมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ แม่อุ้มบุญจึงไม่มีความผิด ขณะที่ตามกฎหมายแพ่ง จะถือว่าเด็กที่คลอดออกมาเป็นลูกของแม่อุ้มบุญโดยปริยาย แต่ถ้าต้องการยกให้เป็นลูกบุญธรรมของคนอื่นก็สามารถทำได้ จึงกลายเป็นช่องว่างในการก่อเกิดผลประโยชน์ ยิ่งถ้าแม่อุ้มบุญไม่รู้ว่าไข่หรือเชื้อพ่อและแม่ตัวจริงเป็นใคร ก็จะเกิดปัญหาเรื่องพันธุกรรมและอาจมีการถ่ายทอดโรค เช่น โรคดาวน์ซินโดรม ธาลัสซีเมีย และจะเกิดปัญหาในสังคมตามมา
ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา บอกไว้ว่า ปัญหาการอุ้มบุญ คือ เมื่อคลอดแล้วจะทำอย่างไร เนื่องจากกฎหมายในการควบคุมไม่รัดกุม เมื่อมีการอุ้มบุญและคลอดเด็กออกมา จะมี 2 กรณี คือ เป็นเคสที่ผิดกฎหมาย แต่เอาผิดยาก เนื่องจากเมื่อเด็กคลอดออกมามักจะแจ้งชื่อแม่ที่เป็นคนว่าจ้าง โดยไม่ใช้ชื่อของหญิงที่รับจ้างอุ้มบุญ บางครั้งใช้ชื่อแม่ของเด็กเป็นคนอายุ 50 ปี แต่คนรับจ้างอุ้มท้องอายุ 24 ปี ทำให้ที่ผ่านมาเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญถูกนำออกนอกประเทศได้โดยง่าย โดยกระบวนการเหล่านี้มาจากการทำงานของกลุ่มเอเยนซี่ที่มีแพทย์เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น อีกกรณี คือ ทำถูกต้อง โดยอาศัยวีซ่าจากสถานทูตประเทศนั้นๆ รับรอง ซึ่งจะมีการตรวจสอบดีเอ็นเอเด็กว่า เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ผู้อ้างสิทธิหรือไม่ กรณีนี้ช่วงหลังจะพบมาก
"ปัญหาคือ ที่ผ่านมาไม่มีการควบคุม ขณะนี้จึงมีความพยายามในการผลักดันการเร่งร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.... ซึ่งจะควบคุมได้ในกรณีแพทย์ที่จะทำการอุ้มบุญจะต้องพิจารณาว่า ชื่อของแม่กับคนอุ้มท้องต้องเป็นคนเดียวกัน หรือไม่คนอุ้มท้องจะต้องเป็นญาติ เป็นต้น ส่วนกรณีอื่นๆ จะต้องช่วยกันหลายฝ่าย โดยขณะนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว"
นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา กล่าวว่า กฎหมายอุ้มบุญที่ออกมาต้องห้ามไม่ให้มีการทำอุ้มบุญในลักษณะการค้าหรือเชิงพาณิชย์หรือแสวงหากำไรจากการทำอุ้มบุญ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับเด็กที่คลอดออกมา อีกทั้งการเกิดคนขึ้นมาคนหนึ่งไม่ใช่การผสมสัตว์ขึ้นมาเป็นทรัพย์สินของใครเพราะคนไม่ใช่ทรัพย์สิน กฎหมายอุ้มบุญที่ออกมาจึงต้องมีการกำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ที่ทำอุ้มบุญในลักษณะที่เป็นการค้า ขณะเดียวกันสถานพยาบาลที่จะทำอุ้มบุญจะต้องมีใบอนุญาตให้ทำอุ้มบุญได้
ท่ามกลางความวุ่นวายสลับซับซ้อนในเชิงกฎหมายและจรรยาบรรณในวิชาชีพแพทย์ที่ยังไม่ได้บทสรุป ก็เกิดคำถามทางคุณธรรมตามมา ว่า “การทำอย่างเป็นขบวนการรับจ้างอุ้มบุญ เป็นเรื่องเกี่ยวกับบุญหรือ”
เรื่องนี้ พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ท่านบอกว่า ในทางพระพุทธศาสนาถือเป็นความเห็นผิดทั้งสองฝ่าย การอุ้มบุญเป็นการ “ฝืนกฎแห่งกรรมฎ” มีแต่เสียกับเสีย การเกิดแบบนี้ไม่ใช่สุข แต่เป็นทุกข์ ใครทำให้เกิด จึงทำให้เป็นทุกข์ ซึ่งเด็กที่เกิดมาถือว่าเป็นลูกของคนที่ตั้งท้อง จิตวิญญาณของเด็กกับจิตวิญญาณของผู้ที่อุ้มท้องต้องสัมพันธ์กันมาแต่ในอดีตจึงจะมาเป็นแม่เป็นลูกกันได้ในชาตินี้ การจ้างผู้อื่นอุ้มท้องก็เท่ากับเป็นการพรากลูกพรากแม่ เมื่อเด็กโตขึ้นรู้ความจริง และวิบากกรรมให้ผล เด็กย่อมทำให้ผู้ว่าจ้างไม่สบายกายไม่สบายใจหลายรูปแบบ
“การรรับจ้างตั้งครรภ์ น่าจะเรียกว่า อุ้มบาป จะถูกต้องกว่า ถ้าอยากมีลูกจริงๆ ก็เอาเด็กกำพร้ามาดูแลเลี้ยงดู จะเป็นการเผื่อแผ่เมตตา จะได้บุญ ไม่ต้องได้บาป” พระพยอม กล่าว
พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า ถ้ารับจ้างก็เท่ากับว่าความผูกพันลดน้อยถอยลง แม่ คือ ชนนี เป็นผู้ให้กำเนิด แม่เป็นพระพรหมของลูก ที่มีความเมตา ความรัก ความกรุณา ความสงสาร แม่เป็นบูรพาจารย์สอนลูก เป็นครูคนแรกของลูก ตกลงระบบเหล่านี้หายไปหมดเลย แล้วระบบครอบครัว ระบบสังคมจะเป็นอย่างไร ที่หนักกว่านี้ คือ เวลาที่เขามาจ้างให้เราผลิตลูกเขาเอาเด็กของเราไปทำอะไร ถ้าเขาเอาไปทำที่เรียกว่าค้ามนุษย์ พ่อแม่ที่รับจ้างคิดบ้างไหมว่าตัวเองจะรู้สึกอย่างไร กฎหมายต้องควบคุมตรงนี้
“เราไม่อยากให้เด็กที่ผ่านมือเราไปเป็นเครื่องมือเขา ตรงนี้เราไปลดศักดิ์ศรีของชีวิตมนุษย์ที่เกิดจากเราให้เป็นอะไรสักอย่างเพื่อเอาไปใช้ในการพาณิชย์ทางการแพทย์อะไรมากมาย เพราะฉะนั้นต้องระวังให้ดี มนุษย์เกิดมาเขาเกิดมาด้วยกรรมของเขาและเขามาเกิดกับเราเพื่อจะอยู่กับเรา”
พระพรหมบัณฑิต กล่าวอีกว่า ไม่ได้ห้ามเรื่องการอุ้มบุญ บางคนไม่มีลูกแล้วประสงค์อยากมีลูกขึ้นมาแล้วก็ไปอาศัยญาติ อาศัยคนที่รู้จักกันแล้วก็เลยอุ้มครรภ์ให้ ถ้าทำด้วยจิตใจที่ดีงาม ประสงค์จะอนุเคราะห์ ด้วยความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ทำด้วยการที่ตัวเองเป็นทางผ่านเอาเด็กมาเป็นเครื่องมือ เป็นธุรกิจอะไรต่างๆ เท่ากับเป็นการลดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ลดศักดิ์ศรีของความเป็นคน พรหมวิหารธรรมอยู่ตรงไหน ความเป็นบูรพาจารย์ของลูก การเป็นผู้เลี้ยงดู อุ้มชูอะไรต่างๆ มันไม่เกิดแล้วระบบสังคมครอบครัวจะเป็นอย่างไร ก็น่าจะต้องไปคิดดู



