ข่าว

‘เทียนฉาย’นัดสปช.ถกค่าโทรมือถือ

‘เทียนฉาย’นัดสปช.ถกค่าโทรมือถือ

31 ธ.ค. 2557

"เทียนฉาย" นัดประชุมสปช. 5-6 ม.ค.นี้ ถก ปัญหาอัตราคาโทรมือถือ-สมัชชาคุณธรรมฯ

 
 
          วันที่ 31 ธ.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีคำสั่งนัดประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2558 ในวันที่ 5 ม.ค.และครั้งที่ 2/2558 ในวันที่ 6 ม.ค. เวลา 09.30 น. โดยมีวาระการประชุมพิจารณาเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว คือ รายงานพิจารณาศึกษาเรื่องอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามระยะเวลาการใช้งานที่เป็นจริงโดยคิดเป็นวินาที และรายงานพิจารณาศึกษาเรื่อง สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติกับการปฏิรูปคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลขอประเทศไทย ในระยะเปลี่ยนผ่านของคณะกรรมาธิการปฏิรูปคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาล 
 
          ส่วนในวันที่ 6 ม.ค.มีวาระการพิจารณารายงานศึกษาเรื่องโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟ (ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์สำหรับบ้านและอาคาร) และการพิจารณารายงานศึกษา เรื่องการกำหนดให้องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาเสร็จแล้ว



 
หวั่นกลุ่มธุรกิจครอบงำสื่อ สร้างความผูกขาด
           
          นายเทียนฉาย กล่าวถึงแนวการการปฏิรูปสื่อว่า การปฏิรูปสื่อจะไม่ใช่การปฏิรูปในเรื่องจรรยาบรรณ หรือ วิธีการทำงานของสื่อ แต่ในฐานะตนเองเป็นนักเศรษฐศาสตร์มีความเป็นห่วงเรื่องการผูกขาดสื่อและการครอบงำสื่อผ่านทุนค่อนข้างมาก เพราะจะสามารถเกิดกระบวนการซื้อขายธุรกิจสื่อได้ โดยปัจจุบันธุรกิจสื่อได้พัฒนามาสู่การเป็นธุรกิจมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ตรงนี้เองที่น่าเป็นห่วง เพราะในที่สุดแล้วเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะถูกบดไปได้ด้วยกระบวนการของธุรกิจผูกขาด
 
          "เรื่องการผูกขาดมันกระทบสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และไม่ใช่เพียงธุรกิจสื่อเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าธุรกิจใดที่เกิดการผูกขาดขึ้นย่อมกระทบต่อเสรีภาพ และจะทำให้กระบวนการทางเศรษฐกิจของประเทศถูกกระทบทันที อย่างไรก็ตาม ทางสปช.ก็พยายามคิดและหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาด" นายเทียนฉาย กล่าว





 

"เทียนฉาย" ยอมรับ ปฏิรูปประเทศให้ครบต้องใช้เวลา 10 ปี
 
 
          นายเทียนฉาย กล่าวถึงภาพรวมการทำงานของสปช.ในปี 2557 ว่า สปช.ทำงานอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ยังไม่ได้ลงลึกในเรื่องของการปฏิรูป เพราะที่ผ่านมา สปช.ต้องหาวิธีตั้งหลักการทำงานอยู่สักพัก รวมถึงมุ่งเน้นในเรื่องของการทำข้อเสนอแนะการปฏิรูปด้านต่างๆ เพื่อส่งให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นการปฏิรูปจะเริ่มต้นช่วงปีหน้าเป็นต้นไปตลอดทั้งปี ซึ่งขณะนี้สปช.กำลังประเมินว่ามีโครงสร้างไรบ้างที่จะต้องปฏิรูป และยกเครื่องใหญ่ แต่ระหว่างนี้จะมีประเด็นปฏิรูปย่อย หรือปฏิรูปโดยรวดเร็วทยอยออกมาก่อน อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของการปฏิรูปประเทศจะต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่
 
          เมื่อถามว่าปีหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านความเห็นชอบจาก สปช.หรือไม่ นายเทียนฉาย กล่าวว่า น่าจะเป็นเช่นนั้น โดยหลังจากที่ กมธ.ยกร่างฯพิจารณาเสร็จแล้ว ก็จะส่งมาให้ สปช.ดำเนินการพิจารณา ซึ่ง สปช.จะสะท้อนความเห็นที่ค่อนข้างลึก เพราะจะเห็นร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และเห็นรายมาตรา ช่วงดังกล่าวจึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งสิ่งที่ สปช.อภิปรายให้ความเห็นคงจะบอกทิศทางได้พอสมควรว่า การให้ความเห็นชอบจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าการทำหน้าที่วางระบบปฏิรูปของ สปช.ต้องจบ แต่การปฏิรูปที่แท้จริงยังมีหลายขั้นตอน ซึ่งอาจยาวนานเป็น 10 ปี ที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง
 
          ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องลงประชามติหรือไม่ นายเทียนฉาย เห็นว่าวันนี้เร็วเกินไปที่จะให้ความเห็น เพราะยังเป็นวุ้นอยู่ แต่มีปัจจัย 2–3 เรื่องที่ต้องพิจารณา เช่น ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หากเป็นที่พอใจในภาพรวมไม่มีข้อติติงมาก ก็อาจไม่ต้องทำประชามติ แต่ถ้ามีตัวแปรอื่นๆ มาเกี่ยวข้องก็อาจต้องทำ ซึ่งการทำประชามติมีจุดอ่อนคือจะทอดเวลาการเลือกตั้งออกไป หรือถ้าทำไม่ผ่านก็ยิ่งยุ่งไปกันใหญ่ ดังนั้นเรื่องการทำประชามติจะต้องใช้เวลาการพิจารณาให้รอบคอบ อย่างไรก็ตาม สปช.ไม่มีหน้าที่ตัดสินใจในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลจะตัดสินใจ หากต้องการให้ทำประชามติก็ต้องส่งเรื่องมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาออกกฎหมายประชามติ
 
          นายเทียนฉาย กล่าวอีกว่า ประเด็นการปฏิรูปต้องทยอยทำให้ลุล่วงหลังจากปีใหม่เป็นต้นไป สาระสำคัญของประเด็นที่ปฏิรูปแต่ละเรื่องคงจะเกี่ยวข้องกับประชาชน 2 นัยยะ คือ 1.การสร้างความเข้าใจเพื่อให้เกิดการยอมรับ และ 2.การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูป ซึ่งไม่ใช่เพียงการให้ความเห็น แต่ประชาชนทุกคนต้องร่วมเอาใจใส่ เพราะบทเรียนที่ผ่านมาจุดอ่อนของประเทศจนเกิดวิกฤต คือ การที่ประชาชนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ คอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นมาถึงขนาดนี้เป็นเพราะคำว่าธุระไม่ใช่ ดังนั้นการมีส่วนร่วมจึงสำคัญมาก ครั้งนี้ต้องเป็นธุระที่ใช่ของประชาชนที่ต้องร่วมกันดูแล
           
          เมื่อถามว่าควรมีการจัดตั้งองค์กรพิเศษเข้ามาดำเนินการผลักการปฏิรูปประเทศหรือไม่ ประธาน สปช.กล่าวว่า องค์กรพิเศษคงมีบางกรณี เพื่อช่วยผลักดันให้พลังประชาชนมีน้ำหนัก เช่น ช่วยในการให้ข้อมูล ช่วยให้คำปรึกษา กำกับดูแลให้เป็นไปตามนั้น ซึ่งมีเรื่อง สปช.ที่กำลังดำเนินการ คือ การตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อเป็นองค์กรทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมและธรรมภิบาลของบุคคลสาธารณะ หน่วยงานสาธารณะ และของหน่วยงานที่ไม่ใช่สาธารณะแต่ทำธุรกรรมกับหน่วยงานสาธารณะ ซึ่งหมายความถึงธุรกิจเอกชนที่ทำธุรกรรมกับหน่วยงานสาธารณะ ผ่านการกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลด้วยความโปร่งใส
 
          "องค์กรนี้จะเป็นหน่วยงานเก็บรวบรวมข้อมูลและทำข้อมูลให้เป็นข้อมูลสาธารณะ เช่น ข้อมูลของบุคคลที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านการศึกษา อายุ เป็นต้น ขณะเดียวกัน องค์กรนี้ยังจะทำหน้าที่ประสานหน่วยงานรัฐและเอกชนที่ทำหน้าที่เรื่องคุณธรรมจริยธรรม เพราะขณะนี้ไม่มีการประสานงาน ทำให้ที่ผ่านมางบประมาณถูกใช้อย่างกระจัดกระจาย ถ้าเป็นไปอย่างคิดนี้ ปัญหาการทุจริตน่าจะคลี่คลายไปได้ตั้งแต่ต้นทาง" ประธานสปช.กล่าว
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าองค์กรนี้จะทำหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิดเรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย นายเทียนฉาย กล่าวว่า จะมีหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมก่อนเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่สุดเพื่อให้ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณตัดสินใจว่าเลือกบุคคลนั้นหรือไม่ ถ้าคนนั้นมีรอยด่างทางคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งถ้าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นพ้องเรื่องนี้ก็คงคิดว่าน่าจะมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
 
           เมื่อถามว่า เกรงว่าการติดดาบให้กับองค์กรลักษณะนี้จะนำไปสู่การใช้อำนาจในทางมิชอบและกลั่นแกล้งกันในทางการเมืองได้หรือไม่ ประธานสปช. กล่าวว่า คำว่าติดดาบอาจจะไม่ถูก องค์กรนี้เราวาดภาพว่าจะให้ทำหน้าที่ให้ข้อมูลปรากฏออกมาสู่สาธารณะ โดยไม่มีอำนาจลงโทษใครและไม่มีหน้าที่ไปบอกว่าใครคนไหนสมัครเลือกตั้งได้หรือไม่ได้ ผมคิดว่าเพียงแค่กระบวนการทำข้อมูลให้ปรากฏออกมาน่าจะทำให้ประเทศดีขึ้นมาก เพราะที่ผ่านมามีแต่การอำพรางข้อมูลเอาไว้ ไม่ทำให้ข้อมูลปรากฏ 
 
          นายเทียนฉาย กล่าวว่า ข้อมูลจะเป็นดาบที่ทำให้คนไทยหู ตา สว่าง ขณะเดียวกัน เรากำลังคิดว่าเมื่อเปิดเผยข้อมูลแล้วจะไม่สามารถเอาเป็นเหตุของการฟ้องร้องได้ เพราะถ้าการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะแล้วยังต้องมากลัวเรื่องการฟ้องร้องจนต้องอำพรางข้อมูลกันต่อไป ประเทศก็จะมืดอยู่อย่างนี้ 
 
          "ไม่มียาขนานใดเพียงขนานเดียวที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศไทยได้ ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลด้วยวิธีการดังกล่าวอาจไม่ใช่การแก้ไขปัญหาทุกอย่าง แต่เป็นการแก้ปัญหาหลักหลายอย่างตั้งแต่ต้นทาง" นายเทียนฉาย กล่าว
 
          นายเทียนฉาย กล่าวอีกว่า ในวันที่ 19-21 ม.ค.จะมีการประชุมสปช.เพื่อระดมสมองครั้งใหญ่สำหรับการวางวิสัยทัศน์ของประเทศไทย ซึ่งคิดว่าจะมีการนำความเห็นจากหลายแหล่งมาประมวลกำหนดเป็นวิสัยทัศน์ของประเทศไทย โดยการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ควรจะเป็นของประเทศไทย
 
          เมื่อถามว่าควรมีการปฏิรูปกองทัพด้วยหรือไม่และคิดว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ นายเทียนฉาย กล่าวว่า เป็นไปได้ครับ ยังไม่คิดเลย แต่ก็น่าสนใจ ขอบคุณที่แนะนำ