
หวังพึ่ง'ลงทุน-รัฐอัดฉีดงบ'ปั๊มจีดีพีปี58
หวังพึ่ง'ลงทุน-รัฐอัดฉีดงบ'ปั๊มจีดีพีปี58 ห่วง'ส่งออก-การบริโภค"ไม่ฟื้นฉุดศก.ไทยอ่อนแรง : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดงรายงาน
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับปี 2557 ซึ่งเศรษฐกิจไทยออกอาการทรุดๆ ทรงๆ จนทั้งภาครัฐและเอกชนต้องลุ้นกันตัวโกร่งว่า สถานการณ์จะพลิกกลับมาฟื้นตัวได้หรือไม่ หลังจากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี แต่จนแล้วจนรอดอัตราการขยายตัวก็ออกมาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือต่ำกว่าที่หลายสำนักคาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก เรียกว่าผิดคาดแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยก็ว่าได้ จากต้นปีที่มองสวยหรูเฉลี่ย 3-4% สุดท้ายปลายปีหล่นวูบลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 1% บวกลบเล็กน้อยแล้วแต่การฟันธงของแต่ละสำนัก ซึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันหลายๆ ด้าน
อย่างไรก็ตาม จากสัญญาณบ่งชี้ที่ดีขึ้น ทำให้สำนักด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่ตั้งความหวังว่า ในปี 2558 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวได้อย่างที่ควรจะเป็นในระดับเฉลี่ย 4% ซึ่งคงต้องมาลุ้นกันอีกปีว่า รัฐบาลจะมีทีเด็ดอะไรออกมาเพิ่มเติม เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ล่าสุดแว่วว่า อาจมีการจัดทำงบกลางปีมาเป็นอาวุธเสริม หรือรับกรณีที่อาจจะมีเหตุปัจจัยที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายมากดดันให้เศรษฐกิจไทยซวนเซลงไปอีก
ธปท.จี้รัฐเร่งเบิกจ่าย-เดินหน้าลงทุน
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า เศรษฐกิจปี 2557 ขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ทำให้ ธปท.ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ใหม่ จากเดิมประเมินไว้ 1.5% เหลือเพียง 0.8% เป็นผลจากการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกปีที่ผ่านมาน่าจะติดลบ 0.5% จากเดิมที่คาดว่าจะไม่ขยายตัวเลย ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรในประเทศยังคงตกต่ำ ทำให้รายได้เกษตรกรลดลง ภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง บีบให้การบริโภคเป็นไปแบบค่อยๆ ฟื้นตัว อีกทั้งการใช้จ่ายภาครัฐยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลต่อการลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวช้าตามไปด้วย
ส่วนปี 2558 ธปท.ได้ปรับลดคาดการณ์ลงเช่นกัน จากเดิมที่มองอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 4.8% ลดลงเหลือเพียง 4% เป็นผลจากการที่เศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่องถึงไตรมาสแรก และน่าจะเห็นทิศทางการฟื้นตัวได้ชัดเจนในไตรมาส 2 ของปี 2558 ต่อเนื่องถึงปลายปี ส่วนสาเหตุที่มองว่า จีดีพีปี 2558 ขยายตัวลดลง ล้วนเป็นผลมาจากปัญหาของภาคการส่งออกของไทยที่ยังไม่ดีขึ้น ทำให้สุดท้าย ธปท.ตัดสินใจปรับตัวเลขการส่งออกใหม่ด้วย จากขยายตัว 4% เหลือเพียงขยายตัว 1% เท่านั้น แต่ยังคาดหวังว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะทำให้การบริโภคของภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้น เพราะต้นทุนการผลิตลดลง
"สิ่งที่ ธปท.กังวลคือ การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำต่อเนื่องกัน 2 ปีนั้น อาจมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น จึงเสนอแนะว่า รัฐบาลต้องเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณให้เร็วกว่านี้ และเร่งเดินหน้าการลงทุนเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ ธปท.จะใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้" นายเมธีกล่าว
คลังรับเบิกจ่ายต่ำ-รอปรับท่าทีม.ค.
ฝั่งกระทรวงการคลังเดิมทีเคยคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2557 ไว้สูงถึง 4.5% เพราะเป็นตัวเลขที่เติบโตตามศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและใช้เป็นกรอบในการจัดทำงบประมาณปี 2557 และจากตัวเลขที่ผิดเพี้ยนไปมากนี้เอง ส่งผลให้การเก็บรายได้ของภาครัฐหายไปด้วยกว่าแสนล้านบาท เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังยอมรับว่า เป็นปีที่มีการคาดการณ์เศรษฐกิจผิดไปจากความเป็นจริงค่อนข้างมากและหลายสำนักก็ประเมินคลาดเคลื่อนเช่นเดียวกัน แม้แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หรือธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ก็มองพลาด เพราะประเมินว่า เศรษฐกิจโลกปี 2557 จะดีกว่าปีก่อน แต่ผลที่ออกมากลับแย่ลงก็เหมือนกับเศรษฐกิจไทยที่น่าจะดีกว่าปีก่อน แต่ผลที่ออกมาก็แย่ลงเช่นเดียวกัน
สาเหตุแห่งความผิดพลาดของการประเมินจีดีพีปี 2557 น่าจะมาจากหลายปัจจัย เริ่มจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่กว่าจะสงบลงก็ล่วงเลยมาช่วงกลางปี ส่งผลให้บรรยากาศการใช้จ่าย การลงทุนในประเทศซบเซาตามไปด้วย จึงต้องหวังพึ่งการส่งออกเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและมีปัญหาปะทุขึ้นหลายประเทศ ทั้งยุโรปที่ไม่ฟื้นตัว ญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจชะลอลงอย่างหนัก และปัญหาของรัสเซีย ส่งผลให้การส่งออกของไทยไม่เป็นไปตามคาด จากที่มองว่าจะขยายตัวได้ 5% กลายเป็นว่าตัวเลขสิ้นปีออกมาแทบไม่มีการขยายตัวหรืออาจจะติดลบด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วงมากสำหรับประเทศไทย ที่พึ่งพาการส่งออกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถึง 70% ของจีดีพี
ประกอบกับความหวังสุดท้าย คือ การเร่งผลักดันใช้จ่ายของภาครัฐ ที่น่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนแทนได้ในช่วงปลายปี ทั้งงบประมาณปกติ งบเหลื่อมปี งบไทยเข้มแข็งก็กลับไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจ เมื่องบยังเบิกจ่ายออกไปได้ไม่มากพอจะเป็นพลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทำให้กระทรวงการคลังเองก็ถอดใจที่จะปั๊มจีดีพีให้ได้ตามเป้าหมาย 1.4% แม้จะเป็นตัวเลขที่ปรับลดมาหลายครั้งแล้วก็ตาม
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยังมองในแง่ดีว่า จีดีพีปี 2557จะเติบโตได้ถึง 1% แต่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในระดับ 1.4% โดยได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน การส่งออกแย่กว่าที่คิด ที่สำคัญการบริโภคภาคเอกชนที่เป็นแรงขับเคลื่อนของจีดีพีถึง 50% กลับอยู่ในภาวะทรงๆ ไม่ดีขึ้นตาดที่คาดการณ์ไว้
“จีดีพีปี 2557 มีแนวโน้มต่ำกว่าที่ สศค.คาดไว้ แต่ไม่น่าจะต่ำกว่า 1% โดยยังหวังว่าการส่งออกจะไม่ติดลบอย่างที่ ธปท.มอง แย่สุดขอให้อยู่ที่ 0% จะช่วยให้จีดีพีโตได้ 1% ส่วนปี 2558 ยังเชื่อว่าจะขยายตัวได้ 4% จากช่วงคาดการณ์ 3.5-4.5% ซึ่งมองว่าการบริโภคและการลงทุนน่าจะกลับมาฟื้นตัว อีกทั้งราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้ต้นทุนสินค้าลดลงตามไปด้วย จึงน่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกที่น่าจะขยายตัวได้ในระดับ 3% อย่างไรก็ตาม เดือนมกราคมนี้ สศค.จะมีการทบทวนตัวเลขอีกครั้ง” นายกฤษฎากล่าว
ขณะที่ นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง มั่นใจว่า จีดีพีปี 2558 จะขยายตัวที่ระดับ 4.1% เป็นผลมาจากการลงทุนภาครัฐที่น่าจะเดินหน้าได้จริงจัง โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านคมนาคมขนส่ง รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศคลี่คลายลง ส่วนการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญการเร่งรัดอัดฉีดเงินจากภาครัฐที่ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ ทำได้กว่า 9.3 แสนล้านบาท และน่าจะไม่น้อยลงในไตรมาสต่อๆ ไป น่าจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความคึกคักให้ระบบเศรษฐกิจได้มีเม็ดเงินหมุนเวียนอีกหลายเท่าตัว สำหรับความเสี่ยงที่ต้องจับตาดมองคงเป็นเรื่องราคาน้ำมันที่ลดลงต่อเนื่องและเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความอ่อนไหวสูง รวมทั้งเงินทุนเคลื่อนย้ายที่น่าจะสร้างความผันผวนให้ตลาดเงินตลาดทุน
สภาพัฒน์ฝันปีหน้าโตถึง 5-6%
ด้านสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ คาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2558 ว่า จะขยายตัวราว 3.5-4.5% จากปี 2557 ที่มองว่าจะเติบโตเพียง 1% ซึ่งสภาพัฒน์เองได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จากที่เคยมองในระดับ 3-4% ลดลงมาเหลือ 1.5-2.5% และลดลงมาเหลือ 1.5-2% จนกระทั่งเหลือเพียง 1% ในที่สุด เพราะครึ่งหลังตัวเลขออกมาเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและมีปัญหาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ล่าช้า ทำให้ภาคการส่งออกของไทยเติบโตต่ำ ขณะที่การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ส่วนการใช้กำลังการผลิตยังอยู่ในระดับต่ำและมีความล่าช้าในการลงทุนของภาคเอกชนอยู่มาก
สำหรับปี 2558 เหตุที่มองว่าจีดีพีเติบโตได้ดีขึ้น เป็นผลมาจากการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวที่น่าจะปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ มองว่า การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมา น่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีนี้ รวมทั้งยังเป็นผลจากมาตรการเร่งใช้จ่ายและดำเนินโครงการลงทุนที่สำคัญของภาครัฐ และการเริ่มกลับมาขยายตัวของการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในประเทศที่ได้อานิสงส์มาจากการลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก น่าจะช่วยเพิ่มอำนาจซื้อมากขึ้นด้วย โดยสภาพัฒน์มองในแง่ดีว่า หากมีการเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐและเอกชนอย่างเต็มที่เศรษฐกิจไทยปี 2558 ก็อาจจะไปได้ถึง 5-6%
"เอดีบี-เอกชน"ห่วงส่งออกเข็นไม่ขึ้น
ส่วนองค์กรต่างประเทศและสถาบันพยากรณ์ของไทยต่างมองไปในทิศทางเดียวกัน โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้ปรับลดจีดีพีไทยปี 2557 เหลือ 1% จากเดิมที่เคยมองไว้ 1.5% ส่วนปี 2558 ปรับลดลงเหลือ 4% จากเคยมองที่ 4.5% เนื่องจากตัวเลขของไตรมาส 3 และ 4 ปี 2557 สะท้อนถึงการฟื้นตัวช้ากว่าที่คิดไว้และยังไม่มีแรงส่งที่มากพอ โดยเหตุที่ปรับลดจีดีพีลง เพราะก่อนหน้านี้ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้ดี แต่มาในเดือนธันวาคมเริ่มพบว่าหลายประเทศมีปัญหา เช่น รัสเซียมีปัญหาจากการที่น้ำมันปรับลดลงอย่างมาก และในยุโรปอาจฟื้นตัวไม่เข้มแข็งอย่างที่คิดไว้ ขณะที่ญี่ปุ่นยังจับตาดูอยู่ เพราะเพิ่งเลือกตั้งเสร็จ ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงที่ทำให้ไทยไม่อาจจะหวังพึ่งการส่งออกให้เป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เลย
นอกจากนี้ เมื่อดูปัจจัยในประเทศ ทั้งอุปสงค์ การบริโภคและการลงทุน การบริโภคแม้จะฟื้นตัวอยู่บ้าง แต่ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังฉุดการบริโภคอยู่ ทำให้เอดีบีมองว่า การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังหวังพึ่งไม่ได้ พระเอกที่จะช่วยเศรษฐกิจปี 2558 จึงน่าจะเป็นการลงทุนภาครัฐ
ด้านศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2558 น่าจะเป็นช่วงขาขึ้น อัตราการขยายตัวอยู่ที่ 4% การส่งออกขยายตัว 4.1% การบริโภคภายในประเทศขยายตัว 2.7% การลงทุนขยายตัว 6.9% อุตสาหกรรมขยายตัว 4.5% ภาคเกษตรขยายตัว 1.6% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.3% โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีหน้าเป็นต้นไป
สอดคล้องกับความเห็นของบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2558 จะเติบโต 4% จากที่ปี 2557 ขยายตัว 1.2% เป็นการปรับลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.6% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศ การลงทุนของภาครัฐและเอกชนและการส่งออก ซึ่งประเมินว่าการบริโภคเอกชนจะเติบโต 3.1% เป็นผลมาจากจากการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ การบริโภคภาครัฐโต 3.4% ขณะที่ลงทุนภาครัฐเติบโต 6% นอกจากนี้การเบิกจ่ายงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนภาครัฐในโครงการต่อเนื่องตามแผน เช่น การซ่อมแซมทางหลวงสายหลัก การพัฒนาถนน การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง สีน้ำเงิน สีเขียว และสีแดง รวมถึงการพัฒนาสนามบินจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย
"ปัจจัยเสี่ยงคือ สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง ทั้งแนวโน้มของเศรษฐกิจจีน ยุโรป และญี่ปุ่น ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ที่อาจจะส่งผลต่อการส่งออกของไทยไม่สามารถขยายตัวได้อย่างที่คาดหวังไว้"
พาณิชย์ถกทบทวนเป้าส่งออกท่องเที่ยวจัดหนักกระตุ้นไทย-เทศ
ปัญหาภาคการส่งออกที่ชะลอตัวลงอย่างหนักจนถึงขั้นติดลบ และตกเป็นจำเลยที่ทำให้จีดีพีของไทยปี 2557 วูบหนักนั้น ถือเป็นงานหนักของกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องวางแผนผลักดันการส่งออกให้ขยายตัวได้ 4% ในปี 2558 ตามเป้าหมาย แต่ดูเหมือนว่าอุปสรรคปัญหาของภาคส่งออกของไทยปี 2558 จะยังไม่พ้นปากเหว เนื่องจากมีปัจจัยลบใหม่เข้ามาเพิ่ม คือ ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งการที่ราคาน้ำมันโลกลดลง ส่งผลต่อกำลังซื้อของประเทศในกลุ่มส่งออกน้ำมัน เช่น รัสเซีย กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา ที่ล้วนเป็นตลาดใหม่ที่ไทยกำลังมุ่งมั่นในการเจาะตลาดเหล่านี้ และอาจส่งผลทำให้การส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ชะลอตัวลงได้
ทั้งนี้ ในช่วงต้นดือนมกราคมนี้ กรมเสริมการค้าระหว่างประเทศเตรียมเรียกผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกรายอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทย มาหารือเพื่อทบทวนสถานการณ์การส่งออกของไทยในปี 2558 อีกครั้ง รวมทั้งสั่งการทูตพาณิชย์จากทั่วโลกทำรายงานถึงสถานการณ์การส่งออกสินค้าไทยในแต่ละตลาดเข้ามาภายในเดือนมกราคมนี้ด้วย เพื่อจะได้นำข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณาและทบทวนแผนการส่งออกของปี 2558 ใหม่ทั้งหมด
สำหรับยุทธศาสตร์การส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้ เช่น การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก โดยการเร่งพัฒนาและเพิ่มมูลค่าของสินค้ามุ่งสร้างแบรนด์สินค้าไทยเพื่อให้เป็นที่น่าเชื่อถือมากขึ้น รวมทั้งเน้นส่งออกไปในตลาดอาเซียน เร่งหาตลาดใหม่ๆ หรือเมืองเป้าหมายใหม่ๆ การเดินหน้าเข้าสู่ดิจิทัลอีโคโนมี และอี-คอมเมิร์ซ รวมทั้งการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องการใช้แรงงาน
ส่วนภาคธุรกิจท่องเที่ยว ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังที่น่าจะนำรายได้เข้าประเทศเพื่อชดเชยการส่งออกที่ลดลงไปได้ หลังจากพบว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวกในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2557 และน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในปี 2558 แต่จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยวมองว่า การที่ไทยยังไม่ได้ยกเลิกกฎอัยการศึกอาจมีผลให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มยังไม่กล้าเข้ามาเที่ยวเมืองไทย ดังนั้น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต้องเร่งเดินเครื่องเต็มสูบในการโรดโชว์ จัดแคมเปญ กระตุ้นนักท่องเที่ยวเข้ามาให้ได้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่จะถึงนี้ ซึ่งคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รอให้ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้พิสูจน์ผลงานต่อไป
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยอมรับว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวในปี 2557 ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเมือง ทำให้รายได้จากตลาดต่างประเทศไม่เป็นไปตามเป้าจากที่กำหนดไว้ 1.2 ล้านล้านบาท คาดว่าจะได้จริงเพียง 1.15 ล้านล้านบาท ลดลง 5% แต่รายได้จากคนไทยที่เที่ยวในประเทศยังเป็นไปตามเป้าหมาย 7 แสนล้านบาท ขยายตัว 7% ทำให้ตลอดทั้งปี 2557 มีรายได้รวม 1.85 ล้านล้านบาท ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ ททท.ปรับลดเป้าหมายรายได้ในปี 2558 ลงจากเดิมคาดไว้ 2.2 ล้านล้านบาท เหลือ 2.15 ล้านล้านบาท
โดยตลาดต่างประเทศจะขยายตัว 16% จากปีก่อนหน้า สร้างรายได้ 1.35 ล้านล้านบาท และตลาดในประเทศจะมีรายได้หมุนเวียน 8 แสนล้านบาท ขยายตัว 14% นอกจากนี้ ททท.ยังประกาศจะมีการปรับแผนทุกๆ 3 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมทั้งอยากให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวในประเทศเพื่อช่วยค้ำจุนเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง หลังจากพบว่าคนไทยนิยมไปเที่ยวต่างประเทศกันมาก โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่เพิ่มจาก 6 แสนคน เป็น 7 แสนคนในปีที่ผ่านมา



