ข่าว

2557ปีแห่งการสร้างประวัติศาสตร์ต่อสู้โลกร้อน

2557ปีแห่งการสร้างประวัติศาสตร์ต่อสู้โลกร้อน

01 ม.ค. 2558

2557ปีแห่งการสร้างประวัติศาสตร์ ต่อสู้โลกร้อน

             ปี 2557 นับเป็นการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ภาวะโลกร้อนของมนุษยชาติ เมื่อยักษ์ใหญ่ ทั้งสหรัฐอเมริกา และจีน ตกลงร่วมกันลด ละ เลิก การผลิตก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ ทั้งยังเทเงินเข้ากองทุนต่อต้านสภาวะโลกร้อนเป็นจำนวนมาก เพื่อให้โลกมีสภาพที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นับเป็นข้อตกลงครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์โลกที่ทั้งสองประเทศ ผู้ผลิตก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลก ร่วมมือกันต่อสู้สภาวะโลกร้อน ที่ประเทศเล็กๆ ทั่วโลกต่างต่อสู้กันมานานแล้ว

            ข้อตกลงประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาและจีน ที่ผู้นำทั้งสองประเทศ ทั้งประธานาธิบดีบารัก โอบามา และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทำสัญญาสุภาพบุรุษกันอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนนั้น มีเนื้อหาครอบคลุมถึงเป้าหมายของจีนในการจำกัดปริมาณการผลิตก๊าซในตระกูลคาร์บอนออกไซด์ทั้งหลายภายในปี 2573 เพิ่มการใช้งานพลังงานที่ไม่ปล่อยก๊าซมลภาวะ เช่น พลังงานลม และ แผงสุริยะในการผลิตไฟฟ้าป้อนอุตสาหกรรมและครัวเรือนของประเทศขึ้นมาอีก 20% ภายในปีเดียวกันนั้น

            ขณะที่สหรัฐอเมริกาตกลงว่าจะเดินหน้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเป็น 2 เท่า สู่ระดับระหว่าง 26-28% ต่ำกว่าระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2548 ที่ใช้เป็นมาตรฐานโลกให้ได้ภายในปี 2568

            การทำความตกลงของมหาอำนาจทั้งสองประเทศเป็นฐานสำคัญของการประชุมว่าด้วยภาวะโลกร้อนที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เป็นเจ้าภาพ ที่จะจัดขึ้นในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในปี 2558

            แต่กว่าที่ทั้งสองประเทศจะร่วมตกลงกันสร้างประวัติศาสตร์ได้ โลกทั้งใบก็เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และ เห็นได้ชัดมากขึ้นในปี 2557

            เริ่มจากประการแรก ปี 2557 เป็นปีที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า มีอุณหภูมิที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก จากรายงานของสำนักงานมหาสมุทรศาสตร์และชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (โนอา) ที่เก็บสถิติสภาพอุณหภูมิโลกและนำมาเทียบกับสภาพที่เกิดขึ้นในปีนี้ ชี้ให้เห็นว่า ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกในเฉพาะเดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียว ก็มีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยในเดือนเดียวกันถึง 0.5 องศาเซนติเกรด ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในเดือนธันวาคมถัดไปจะสูงขึ้นเป็น 0.75 องศาเซนติเกรด สูงกว่าค่าเฉลี่ยในเดือนเดียวกัน

            ขณะที่แนวโน้มค่าเฉลี่ยอุณหภูมิทั้งปีของโลกอยู่ที่ระดับสูงกว่าสถิติ 0.674 องศาเซนติเกรด อันเป็นผลจากสภาพความรุนแรงของภาวะก๊าซเรือนกระจกที่ห่อหุ้มโลกใบนี้อยู่

            เมื่อก่อนสภาพอากาศโลกจะมีธรรมชาติเป็นผู้กำหนด จากปรากฏการณ์คู่แฝดที่เรียกว่า "เอลนีโญ" กับ "ลานีญา" ที่เป็นเหมือนคู่หยินและหยาง เอลนีโญ จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกที่จะทำให้สภาพอากาศในบริเวณที่เกิดปรากฏการณ์นี้มีอุณหภูมิสูง แห้งแล้ง หรือมีฝนตกมากผิดปกติ ขณะที่ลา นีญา จะทำให้สภาพอากาศเย็นยาวนาน แห้งแล้ง มีปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ ซึ่งวัฏจักรการเกิดปรากฏการณ์ทั้งสองจะอยู่ในช่วงระหว่าง 7 ปี ถึงจะเกิดขึ้นสักครั้ง

            แต่สภาพอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นถูกกำหนดโดยสภาวะโลกร้อนเป็นหลัก ทำให้เกิดความผันผวนอย่างมากในหลายพื้นที่ของโลก ตั้งแต่การเกิดสภาพความหนาวเย็นรุนแรงและต่อเนื่องยาวนานในช่วงต้นปี 2557 ในพื้นที่ทวีปอเมริกา และยุโรป จนทำให้เกิดพายุหิมะพัดเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่องและทำให้เกิดวิกฤติย่อมๆ ในการจราจร รวมทั้งการดำรงชีวิตของพลเมือง ที่จะเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างยากลำบาก

            นอกจากนั้นการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศยังก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองมากขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้นักวิทยาศาสตร์จัดให้ปี 2557 เป็นปีที่มีฟ้าผ่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ และมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของฟ้าผ่าอีกจนมีฟ้าผ่ามากกว่า 50% ของค่าเฉลี่ยฟ้าผ่าภายในปี 2643 โดยเฉลี่ยแล้วปริมาณฟ้าผ่าจะเพิ่มขึ้น 12% ตามอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นทุก 1 องศาเซนติเกรด

            มีการเก็บสถิติชาวอเมริกันที่ถูกฟ้าผ่าจนเสียชีวิตในสหรัฐอเมริกาในปี 2557 นี้ สูงถึง 25 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้านี้ในแต่ละปีที่จะมีผู้เสียชีวิตราว 12 รายต่อปี เพราะถูกฟ้าผ่า นอกจากจะทำให้ผู้คนเสียชีวิตโดยตรงแล้ว ฟ้าผ่ายังก่อให้เกิดไฟป่าที่ทำลายทรัพยากรป่าไม้ และบ้านเรือนของประชาชน ทั้งในสหรัฐอเมริกา และในหลายประเทศในโลก รวมทั้งออสเตรเลียที่เกิดไฟป่าครั้งรุนแรงด้วยเช่นกัน

            จากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาพบความเชื่อมโยงระหว่างสภาพอากาศที่อุ่นขึ้น กับพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงขึ้น ที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดฟ้าผ่าบ่อยครั้งขึ้นด้วยเช่นกัน

            สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้ประเทศต่างๆ เอาจริงเอาจังกับการลดภาวะโลกร้อนจนเป็นแรงกดดันให้สหรัฐอเมริกาและจีนสร้างข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ มาจากการเปลี่ยนแปลของสภาพมหาสมุทร ที่กำลังถูกทำลายจากการที่มีระดับน้ำสูงขึ้นและมีอุณหภูมิสูงขึ้น ภาวะฝนกรด รวมทั้งการเกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ

            สภาพการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรที่เห็นได้ชัดเจนคือ การเกิดปะการังในเขตเกรต แบร์ริเออร์ รีฟ นอกชายฝั่งตะวันตกของออสเตรเลียพากันตาย และเสื่อมสภาพ เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น รวมทั้งปริมาณฝนกรดที่รุนแรงขึ้นทุกวันนี้ สัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในแนวปะการังก็ลดจำนวนลง ทำให้เขตปะการังที่เคยเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำวัยอ่อนตามธรรมชาติ สูญเสียความเป็นแหล่งเพาะฟักลงไป ซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังระบบนิเวศโดยรวมของมหาสมุทร และจะส่งผลถึงมนุษย์ในที่สุดเมื่อปริมาณปลา แหล่งโปรตีนสำคัญที่สุดของโลกลดลงจนเกิดการแก่งแย่งทรัพยากรกันในที่สุด

            ปัญหาโลกร้อนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาบนหน้ากระดาษที่นำเสนอในที่ประชุมของผู้นำประเทศ แต่เป็นปัญหาใหญ่ของโลกที่กำลังส่งผลต่อชีวิตประชาชนบนโลกใบนี้ทุกคน ยูเอ็นถึงกับพยากรณ์ว่า หากเกิดภัยแล้งรุนแรง ทำให้เกิดการแย่งชิงแหล่งน้ำจืด อาจจะกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ จนกลายเป็นสงครามระหว่างกัน หรือหากปลาในทะเลร่อยหรอลงไป ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งที่นำไปสู่สงครามได้ด้วยเช่นกัน

            การลงนามครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาและจีน เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของปัญหาใหญ่ๆ ที่ต้องการความร่วมมืออย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาของทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่เราคนไทยด้วยกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติในคนรุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคต