ข่าว

ย้อนรอยคดีฆาตกรรม ‘เอกยุทธ อัญชันบุตร’

ย้อนรอยคดีฆาตกรรม ‘เอกยุทธ อัญชันบุตร’

31 ธ.ค. 2557

ย้อนรอยคดีฆาตกรรม ‘เอกยุทธ อัญชันบุตร’ : โอภาส บุญล้อมรายงาน

              วันที่ 9 มิถุนายน 2556 ญาติของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นคนที่ออกมาเปิดเผยกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้เวลาของทางราชการ เดินทางไปโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ หรือที่เรียกชื่อย่อว่า "ว.5 โฟร์ซีชั่นส์" ได้เข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามว่า นายเอกยุทธหายตัวไปตั้งแต่เวลา 20.00 น. วันที่ 6 มิถุนายน 2556 หลังจากนายเอกยุทธโทรศัพท์ติดต่อพี่สาวให้นำเช็คเงินสดจำนวน 5 ล้านบาท ไปให้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งนายเอกยุทธไม่ได้มาเอง แต่เป็นคนขับรถมารับแทน แต่มีข้อพิรุธคือ การเขียนเช็คเงินสดที่นายเอกยุทธลงชื่อปี พ.ศ. ผิดจาก 2556 เป็น 2553 ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเบาะแสความผิดปกติ แต่ทุกคนไม่สงสัย ก่อนที่จะไม่สามารถติดต่อนายเอกยุทธได้อีกเลย

              หลังแจ้งความตำรวจและญาติตรวจสอบกล้องวงจรปิดของบริษัท ย่านทาวอินทาวน์ ซึ่งเป็นที่พักของเอกยุทธด้วย แต่พบว่าระบบเซิร์ฟเวอร์ของกล้องวงจรปิดถูกถอดออกไป และภาพสุดท้ายที่กล้องจับภาพได้คือ รถโฟล์กตู้ สีดำ ทะเบียน ฮพ 9304 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถของนายเอกยุทธ ขับมุ่งหน้าไปยังร้านครัวกระแต ย่านประดิพัทธ์ มานั่งกินข้าวพร้อมคนขับรถและออกไป

              วันที่ 10 มิถุนายน ตำรวจพบเบาะแสรถโฟล์กตู้ ที่ จ.สุราษฎร์ธานี และสกัดจับคนขับรถคือ นายสันติภาพ เพ็งด้วง หรือ บอล คนขับรถของนายเอกยุทธ ได้ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยในตอนแรกนายสันติภาพบอกว่า นายเอกยุทธหลบหนีไปประเทศพม่า โดยมีรถอีกคันมารับตัวไป

              ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายเอกยุทธ ซึ่งรู้ตัวว่ามีผู้ปองร้าย ได้แจ้งทนายความคือ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ไว้ว่า หากมีอันตรายเกิดขึ้น ไม่น่าจะใช่เรื่องส่วนตัว และนายสุวัตรได้ขอเข้าสอบปากคำผู้ต้องหาร่วมกับตำรวจ พร้อมตั้งข้อสังเกต ความผิดปกติ 13 ข้อ จนในที่สุดนายสันติภาพจึงสารภาพว่า ร่วมกับพวกจับตัวนายเอกยุทธไปเพื่อชิงทรัพย์ แต่มีการขัดขืนจึงฆาตกรรมและนำศพไปฝั่งที่ จ.พัทลุง ซึ่งตำรวจได้ตามไปขุดหาจนพบศพ

              เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คดีนายเอกยุทธถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง และขอให้มีการรื้อคดีขึ้นมาใหม่ โดยนายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ อดีตทนายความของนายเอกยุทธ ออกมาเปิดว่า ได้พูดคุยกับนายสันติภาพจากห้องขัง นายสันติภาพยังยืนกรานว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือสังหารนายเอกยุทธตามที่เคยให้การไว้ แต่มีทีมสังหาร ซึ่งเป็นกลุ่มคนมีสีจำนวน 4 คน เป็นผู้ลงมือฆ่า ส่วนนายสันติภาพทำหน้าที่เพียง "ผู้ชี้เป้า" โดยทีมสังหารได้ลงมือฆ่านายเอกยุทธตั้งแต่อยู่ภายในบ้านพักย่านทาวน์อินทาวน์ หลังจากอุ้มนายเอกยุทธมาจากร้านอาหาร โดยชนวนการอุ้มมาจากการที่ "กลุ่มสังหาร" ต้องการบังคับเอา "ฮาร์ดดิสก์" ซึ่งเป็นความลับสำคัญที่นายเอกยุทธมีอยู่ โดยทีมสังหารไม่ได้ตั้งใจจะฆ่านายเอกยุทธที่บ้าน แค่ต้องการสั่งสอน แต่ลงมือแรงไป ทำให้แผนที่จะอุ้มไปฆ่าที่อื่นต้องล้มเหลว จึงต้องเปลี่ยนแผนใหม่เอาศพไปทิ้งที่พัทลุง

              ต่อมาอัยการได้ยื่นฟ้องนายสันติภาพ เพ็งด้วง, นายสุทธิพงษ์ พิมพิสาร เป็นจำเลย ข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะ จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดและให้ทำเอกสารสิทธิ โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ โดยใช้กำลังประทุษร้ายและมีอาวุธ จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการ ไม่กระทำการ จำยอมต่อสิ่งนั้นและทำเอกสารสิทธิ, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นนั้นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนอนุญาตให้ผู้อื่นมีและไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพาอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ที่ต้องติดตัวไปในเมือง และไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว พกพาไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

              และยื่นฟ้อง นายชวลิต วุ่นชุม และนายทิวากร เกื้อทอง ข้อหาร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตาย และยื่นฟ้อง จ.ส.อ.อิทธิพล และนางจิตอำไพ เพ็งด้วง พ่อแม่ของนายสันติภาพ ในข้อหาร่วมกันรับของโจรที่ได้มาจากการกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์หรือชิงทรัพย์ และให้ร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนอีก 1,741,970 บาท แก่ผู้เสียหาย