
ไขปริศนาฆ่าที่อยุธยา...กรุงเก่า !?!
เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวเล็กๆ ที่เมืองกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา คนร้ายลงทุนควงปืน 2 กระบอกและมีดบุกปล้นบ้านที่แทบจะไม่มีอะไรเลย ยกเว้นเงินสด 500 บาท กับฆาตกรรมที่เป็นปริศนา เงื่อนงำที่รอการพิสูจน์ว่าอะไรและใครที่ลงมือฆ่าผู้หญิงลูกสาวของบ้านเกิดเหตุกันแน่ !?
อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะเลยเที่ยงคืนล่วงเข้าสู่วันอาสาฬหบูชา วันสำคัญทางพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกชนเตรียมไปทำบุญตักบาตรในช่วงเช้า ฝนที่ตกลงมาโปรยปรายทำให้บรรยากาศสดชื่นและชุ่มช่ำ นิทรารมณ์ของชาวบ้านย่านหมู่ 1 ต.สำพะเนียง อ.บ้านแพรก จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกปลุกด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมของคนหมู่มาก ตำรวจน้อยใหญ่ดาหน้าเข้ามาตรวจบ้านเกิดเหตุฆาตกรรมเลขที่ 99 บ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงบนเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา ข้างห้องน้ำในบ้าน "วาสนา เรืองเวหา" อายุ 30 ปี เป็นศพอยู่ในชุดเสื้อยืดสีแดง กางเกงลายขาสั้น นอนหงายเลือดนองพื้น ข้อมือถูกมัดไพล่หลังด้วยเชือกไนลอน ลำคอมีบาดแผลถูกของมีคมปาดยาว 8 เซนติเมตร
จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า บริเวณกลางบ้านมีร่องรอยการต่อสู้ สำรับกับข้าวกระจายกลาดเกลื่อน ข้าวของเครื่องใช้ เช่น พัดลม วิทยุ ล้มระเนระนาด ส่วนห้องนอนไม่มีร่องรอยการรื้อค้น ห่างออกไปบริเวณหน้าต่างหลังบ้านตำรวจพบรอยเปื้อนเลือดลักษณะคล้ายคนเดิน คาดว่าน่าจะเป็นของคนร้าย ใกล้กันพบผ้าเปื้อนเลือด 1 ผืน
พ.ต.อ.กรเอก เพชรไชยเวส รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.ณัฐนันท์ นานาสมบัติ ผกก.สภ.บ้านแพรก พ.ต.ต.ผดุงค์ สมสุด สว.สส.ร่วมกันตรวจสอบและได้รับรายงานว่านอกจากผู้เสียชีวิตแล้วยังมีผู้บาดเจ็บอีก 2 คน คือ "บุญมี เรืองเวหา" และ "สมาน เรืองเวหา" สองผัวเมียวัย 70 ปี พ่อและแม่ของผู้ตายเข้ารักษาตัวอยู่ที่ รพ.พระนครศรีอยุธยา โดยสมานถูกปาดคอหลอดลมเกือบขาด ส่วนบุญมีมีแผลที่ลำคอเช่นกันแต่ไม่สาหัส
"มีคนร้ายเป็นผู้ชาย 3 คน 2 คนมีอาวุธปืน ส่วนอีกคนถือมีดเข้ามาในบ้าน ก่อเหตุทำร้ายภรรยาและลูก ส่วนผมวิ่งหนีเข้าไปในป่ากล้วย ร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน และคนร้ายได้เงินสดที่มีติดตัวอยู่ 500 บาทหลบหนีไป" บุญมีซึ่งพอให้การได้เล่าเหตุการณ์ให้ชุดสืบสวนฟัง
เรื่องนี้เป็นคดีปล้น !?!...แต่สภาพแวดล้อมกลับไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเท่าใดนัก ครอบครัวเล็กๆ ดูเหมือนไม่ได้มีฐานะอะไรดึงดูดใจพอให้คนร้ายลงมือปล้น เป็นเพียงคนหาเช้ากินค่ำรับจ้างทั่วไป มุ้งที่กางไว้ตลอดเวลาปรากฏคราบฝุ่นเกาะอยู่หนาเตอะ เหตุใดคนร้ายจึงจำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นบ้านหลังนี้
การฆาตกรรมผู้หญิงลูกสาวของบ้านด้วยการปาดคอจนหลอดลมขาด ส่วนแม่ก็ถูกปาดคออาการสาหัสเกือบถึงชีวิต ขณะที่หัวหน้าครอบครัวถูกทำร้ายไม่สาหัส วิ่งหนีออกจากบ้านไปทั้งที่อายุเยอะแล้ว ไม่น่าจะหนีรอดน้ำมือคนร้ายไปได้ ที่สำคัญเหตุใดคนร้ายที่อำมหิตพอที่จะฆ่าสองแม่ลูกกลับปล่อยให้ชายชราวัย 70 หนีรอดไปเพื่อเป็นพยานชี้ตัว ประเด็นสุดท้ายเหตุใดคนร้ายไม่แตะต้องทรัพย์สินอื่นๆ ยกเว้นเงินแค่ 500 บาท สิ่งเหล่านี้ชวนให้ชุดสืบสวนฉงนสงสัยมากขึ้น
เมื่อประกอบเข้ากับหลักฐานคราบเลือดที่พบเป็นทางยาวไปถึงหน้าต่างหลังบ้าน จึงมีข้อพิรุธมากมายที่ต้องคลี่คลายให้กระจ่าง ชุดสืบสวนจึงเริ่มหาข้อมูลจากเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงทำให้ทราบว่า ปกติแล้วเพื่อนบ้านมักไม่ค่อยสุงสิงกับครอบครัวนี้มากนัก ชาวบ้านให้เหตุผลว่าทั้งสามคนพ่อแม่ลูกพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง มักเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะแม่กับลูกสาวชาวบ้านบอกว่า มีปากเสียงกันแทบทุกวัน บางครั้งแม่ถึงกับล่ามโซ่ลูกสาวไว้ในบ้าน ไม่ให้ออกไปไหนมาไหน
คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำอยู่ตลอดเวลา ชาวบ้านได้ยินเสียงที่เป็นเหมือนกิจวัตรประจำวัน คือ การทะเลาะวิวาทดังออกมาจากบ้านเกิดเหตุ ทุกคนเข้าใจว่าเป็นเสียงคนในครอบครัวทะเลาะกันเหมือนเคย จึงไม่มีใครสนใจ กระทั่งได้ยินเสียงบุญมีวิ่งออกมาจากป่ากล้วยตะโกนขอความช่วยเหลือ
พ.ต.อ.กรเอก เพชรไชยเวส รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา บอกกับ "คม ชัด ลึก" ว่าคดีนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนและอาจไม่ใช่คดีปล้นทรัพย์อย่างที่เข้าใจ ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ตลอดจนสอบพยานแวดล้อมก่อนจะสรุปว่าใครคือคนร้าย สำหรับหยดเลือดที่หน้าต่างเป็นของแม่ผู้เสียชีวิต ที่หลบออกไปอยู่ด้านนอก ซึ่งขณะนี้แพทย์ได้เย็บหลอดลมต่อกันให้สนิท แพทย์ยังไม่อนุญาตให้สอบปากคำ เมื่อสอบปากคำได้เมื่อใดเธอจะบอกได้ว่า เกิดอะไรขึ้นในคืนก่อนวันอาสาฬหบูชา
"แม่ของเหยื่อคือพยานปากสำคัญที่จะบอกเล่าได้ว่า เกิดอะไรขึ้นในบ้าน อย่างไรก็ตามคดีนี้ต้องใช้นักจิตวิทยาเข้ามาร่วมคลี่คลายด้วย เพราะข้อมูลทางลับของครอบครัวนี้ที่ได้มาจากชาวบ้าน ทำให้ต้องพิสูจน์ทราบในประเด็นสงสัยนี้เช่นกัน" พ.ต.อ.กรเอก กล่าว



