เรือโดยสารเซโวล 6,825 ตัน บรรทุกผู้โดยสาร 476 คน ส่วนมากเป็นนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนทันวอน จากเมืองอันซานที่กำลังเดินทางไปทัศนศึกษายังเกาะเชจู 325 คน ประสบเหตุล่มกลางทะเลนอกเกาะชินโด เกือบปลายสุดด้านตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรเกาหลี เมื่อช่วงสายของวันที่ 16 เมษายน
เรือลำยักษ์เอียงตะแคงอย่างน่ากลัว ระหว่างนั้น มีข่าวที่สร้างความโล่งอกอยู่ช่วงหนึ่งว่า ผู้โดยสารส่วนใหญ่ได้รับการช่วยชีวิตไว้ได้ แต่แล้วก็ต้องใจสลาย เมื่อการณ์กลับตรงกันข้าม เรือค่อยๆ จมลงสู่ก้นทะเลในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนหายไปจากสายตาในวันถัดไป พร้อมกับผู้โดยสารเกือบ 304 คนที่ติดอยู่ในนั้น มีเพียง 172 คนเท่านั้นที่รอดชีวิต ส่วนใหญ่ตะเกียกตะกายว่ายน้ำ หรือได้รับการช่วยเหลือจากเรือประมงและเรืออื่นที่รุดถึงจุดเกิดเหตุก่อนหน้าที่หน่วยยามฝั่ง หรือเรือจากกองทัพเรือไปถึง ขณะลูกเรือส่วนใหญ่รวมถึงกัปตัน ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยยามฝั่ง
หากการสูญเสียชีวิตอย่างมากมาย เป็นอุบัติเหตุ หรือเหตุสุดวิสัยเกินการควบคุมของคน ชาวเกาหลีใต้ที่ผ่านความสูญเสียบาดเจ็บล้มตายตลอดประวัติศาสตร์การถูกยึดครองและสงคราม คงได้แต่ให้กำลังใจกันและเดินหน้าต่อ
แต่เมื่อข้อเท็จจริงเริ่มปรากฏ การได้เห็นคลิปเด็กนักเรียนรอความช่วยเหลืออย่างหวาดผวา หลังลูกเรือบอกให้ผู้โดยสารปักหลักอยู่กับที่ หรือคลิปที่นักเรียนตะโกนอย่างตื่นตระหนกบอกลาพ่อแม่ ขณะที่ลูกเรือและกัปตันหลบหนีเอาตัวรอดจากเรือที่กำลังจม โศกนาฏกรรมทางน้ำครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ จึงก่อตัวเป็นกระแสโกรธแค้น ผิดหวังและช็อก เพราะมิเพียงเหยื่อเป็นเยาวชนอนาคตของชาติ 250 คน แต่พวกเขาต้องมาจากไปก่อนวัยอันควรเพราะความผิดพลาด ความโลภ และความประพฤติมิชอบของผู้ใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้
โศกนาฏกรรมครั้งนี้เผยถึงปัญหามากมายที่อยู่คู่กับสังคมเกาหลีใต้มานาน รวมถึงการกำกับความปลอดภัยหย่อนยาน และความสัมพันธ์เอื้อประโยชน์ระหว่างผู้คุมกฎกับภาคธุรกิจ ที่ประธานาธิบดีปัก กึน ฮเย ออกปากว่า ถึงเวลาล้างบางการสมรู้ร่วมคิดแบบมาเฟียเสียที
ผลสอบสวนพบว่า เรือเซโวล ซึ่งเป็นเรือมือสองอายุ 20 ปีจากญี่ปุ่น เสียการทรงตัวในกระแสน้ำเชี่ยว ส่วนหนึ่งเพราะการหักเลี้ยวกะทันหันของลูกเรือไร้ประสบการณ์ ขณะที่เรือบรรทุกน้ำหนักสินค้าเกินเกณฑ์สองเท่า และน้ำในอับเฉาสำหรับการพยุงเรือต่ำกว่าเกณฑ์ และเพราะการออกแบบต่อเติมใหม่อย่างผิดกฎหมายเพื่อให้รองรับผู้โดยสารได้มากขึ้นและทำกำไรมากขึ้น ขณะออกจากท่าอินชอนมุ่งหน้าไปเกาะเชจู โดยที่
ผู้คุมกฎไม่ได้นำพา ทำให้เรือยักษ์หนักเกินไป การแล่นออกจากท่าอินชอน คงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากหน่วยงานรับผิดชอบกำกับกฎความปลอดภัยอย่างดีพอ
หลังโศกนาฏกรรม ผู้คนทั้งประเทศรู้สึกเศร้าใจ และรู้สึกผิดหากจะออกไปหาความสำราญเหมือนเคย เลือกที่อยู่บ้านมากกว่าออกไปร้านอาหาร โรงภาพยนตร์และห้างสรรพสินค้าหลายสัปดาห์ ที่สุด โศกนาฏกรรมก็เริ่มกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้จนอัตราการเติบโตในไตรมาสสองตกลงเหลือ 0.5% จาก 0.9% ในไตรมาสแรก
การค้นหาความจริงเพิ่งเริ่ม
11 พฤศจิกายน ศาลเมืองกวางจู ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ มีคำตัดสินลงโทษนายอี ชุน ซ็อก กัปตันเรือ จำคุก 36 ปี ในข้อหาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและละทิ้งหน้าที่ รวมถึงการสละเรือขณะยังมีผู้โดยสารหลายร้อยชีวิตติดอยู่ แต่ศาลยกฟ้องกัปตันในข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนา โดยให้เหตุผลว่ายากจะสรุปได้ว่าจำเลยรู้ดีว่าเหยื่อทั้งหมดจะตายเพราะการกระทำของตน และมีเจตนาที่จะฆ่าผู้โดยสาร
ส่วนลูกเรืออาวุโส 3 คนที่ถูกพิจารณาคดีในข้อหาฆาตกรรมเช่นกัน ถูกตัดสินลงโทษจำคุก 15-30 ปี
ต่อมา ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุกซีอีโอของบริษัทที่เป็นเจ้าของเรือเซโวลเป็นเวลา 10 ปีในข้อหาทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไม่เจตนา ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือด้วยความปลอดภัย ยักยอกเงินของบริษัทหลายหมื่นล้านวอน และรับเงินสินบนอีกหลายหมื่นล้านวอนจากคู่สัญญารับเหมา
แม้มีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาต่างๆ เกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมเซโวลบ้างแล้ว แต่ยังมีคำถามอีกมากมายที่ยังต้องการคำตอบแบบกระจ่างชัด รวมถึงคำอธิบายที่ว่าเหตุใดความพยายามกู้ชีพและกู้ภัยจึงงุ่มง่าม ขาดการเตรียมพร้อมอย่างเหลือเชื่อ และความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐที่ฮั้วกับบริษัทเจ้าของเรือ
รัฐสภาเกาหลีใต้ได้ผ่านร่างกฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมเรือล่ม ได้แก่ ร่างกฎหมายที่มุ่งปรับโครงสร้างหน่วยงานรัฐบาล รวมถึงการยุบสำนักงานจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและหน่วยยามฝั่ง ซึ่งไม่ได้แสดงถึงศักยภาพในการช่วยชีวิตหลังเหตุเรือล่ม มาตั้งเป็นหน่วยงานใหม่ เพื่อกำกับดูแลความปลอดภัย การสั่งการ ประสานงานและรับมือภัยพิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
อีกฉบับมีชื่อเรียกว่า กฎหมายยูบยองอึน ตามชื่อของประมุขตระกูลเจ้าของชองแฮจิน มารีน เจ้าของเรือโดยสารเซโวล เพื่อให้อำนาจทางการยึดทรัพย์สินของสมาชิกครอบครัวที่มีส่วนรับผิดชอบการเสียชีวิตของผู้อื่น และผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกครอบครัวหรือบุคคลที่สาม ยังอาจถูกยึดทรัพย์เช่นกัน หากพบว่ามีส่วนช่วยเหลือเจ้าของธุรกิจ แสวงหากำไรด้วยวิธีการมิชอบทางธุรกิจ
และร่างกฎหมายว่าด้วยการตั้งคณะกรรมการอิสระไต่สวนหาที่มาที่ไปของโศกนาฏกรรมครั้งนี้และความพยายามกู้ชีพที่ล้มเหลว ซึ่งเป็นร่างที่ใช้เวลานานที่สุดกว่าจะหาข้อสรุปได้
คณะกรรมการชุดนี้จะประกอบด้วยกรรมการ 17 คน ส่วนมากเป็นพลเรือน จำนวนนี้มาจากตัวแทนครอบครัวเหยื่อ 3 คน โดยมีเวลาไต่สวน 18 เดือน
ประเด็นที่โต้แย้งกันมากคือ มาตราที่อนุญาตให้คณะกรรมการลงโทษปรับบุคคลที่ปฏิเสธเข้าให้การหรือมาปรากฏตัวเพื่อตอบคำถาม ถึง 30 ล้านวอน หรือลงโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ซึ่งการเรียกบุคคลเข้าให้การแบบมีอำนาจผูกมัด น่าจะมีแต่ศาลเท่านั้นที่ทำได้ แถมความผิดเดียวกันในศาลอาญา มีโทษปรับ 5 ล้านวอน ส.ส.รัฐบาลบางคนจึงไม่เห็นด้วยและมองว่าขัดรัฐธรรมนูญ
รัฐบาลและฝ่ายค้านใช้เวลานานเกือบ 7 เดือนกว่าจะรอมชอมกันได้ ระหว่างนั้น ยังต้องผ่านด่านญาติเหยื่อเรือล่มที่เรียกร้องขอเข้ามามีปากมีเสียงกับการสืบค้นข้อเท็จจริง และอยากให้คณะกรรมการมีขอบข่ายอำนาจกว้างขวางรวมถึงดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัย
การงัดข้อระหว่างพรรครัฐบาลกับฝ่ายค้านเกี่ยวกับร่างกฎหมายนี้ ทำให้รัฐสภาเกาหลีใต้แทบเป็นอัมพาต ไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายอื่นใดแม้แต่ฉบับเดียวในช่วง 2 พฤษภาคม-30 กันยายน ท่ามกลางการอภิปรายอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ และแตกแยก
ที่ด้านนอกรัฐสภา จัตุรัสควังฮามุนกลางกรุงโซล กลายเป็นที่ปักหลักประท้วงของญาติผู้เสียชีวิตและผู้สนับสนุน รวมถึงวิธีอดอาหารประท้วง เพื่อกดดันให้รูปแบบของคณะกรรมการอิสระเป็นไปตามที่เรียกร้อง
แต่เมื่อนานวันเข้า การประท้วงยืดเยื้อทำให้ชาวเกาหลีใต้เกิดความแตกแยก ระหว่างผู้สนับสนุนรัฐบาลที่เห็นว่าญาติเหยื่อเรียกร้องมากเกินไปและการประท้วงควรจบลงเสียที แต่อีกฝ่ายเห็นว่า นี่เป็นโอกาสดีที่สุดสำหรับการตัดสายพานการคบคิดระหว่างระบบราชการกับภาคธุรกิจที่อยู่คู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศตลอดมา และเป็นสาเหตุรากเหง้าของเหตุเศร้าสลดครั้งนี้ ไม่เช่นนั้น ประธานาธิบดีปัก กึน ฮเย คงไม่สัญญาว่าจะปฏิรูปรื้อระบบที่ง่อยเปลี้ย เพราะการสมรู้ร่วมคิดแบบมาเฟีย
ดังนั้น เพื่อทำให้ประเทศปลอดภัยขึ้น ไม่ต้องพบกับความสูญเสียเช่นนี้อีก หนทางเดียวที่ทำได้ก็คือการถอดบทเรียน และสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบเพื่อหาผู้รับผิดชอบและดำเนินคดี ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะอยู่ในตำแหน่งสูงแค่ไหนก็ตาม