
น้ำท่วมปาก !
หลังจาก "กษิต ภิรมย์" รมว.ต่างประเทศ แถลงข่าวไม่ลาออกจากตำแหน่งกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกในข้อหาผู้ก่อการร้าย ในการร่วมยึดสนามบินสุวรรณภูมิกับกลุ่มแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาหลายด้าน
แม้ว่าเอแบคโพลล์จะอะลุ้มอล่วยให้ "กษิต" อยู่ต่อในตำแหน่ง กระทั่งจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ จ.ภูเก็ต ปลายเดือนนี้ให้เรียบร้อยก่อนก็ตาม
เนื่องจาก "พรรคประชาธิปัตย์" ประกาศวางเกณฑ์ด้านจริยธรรมของพรรคไว้ให้สังคมคาดหวังสูง
ดังนั้นเมื่อ "วิฑูรย์ นามบุตร" ประกาศลาออกจากตำแหน่ง "รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์" ก่อนผลการตัดสินกรณีการสอบปลากระป๋องเน่า
ถือว่าเป็นการ "รักษามาตรฐาน" ของพรรคไว้ให้สังคมได้ชื่นชม แม้ว่าผลการสอบจะค้านต่อสายตาสังคมบางกลุ่มหลังพบว่า "รัฐมนตรี" ไม่มีความผิดก็ตาม
คำกล่าวอ้างของ "กษิต" ที่ว่ากรณีของตัวเองต่างจาก "วิฑูรย์" ที่สังคมสงสัยเรื่องการทุจริตที่สามารถจับต้องได้ แต่ในส่วนของ "กษิต" ถูกกล่าวหาว่า "เป็นผู้ก่อการร้าย" เป็นเพียงข้อกล่าวหาเท่านั้น และยังไม่มีใครมาตีความคำว่าการก่อการร้าย
ขนาด "ชวน หลีกภัย" ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ยังปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นโดยโยนให้ถามรัฐบาลเอง
ตั้งแต่ "พรรคประชาธิปัตย์" ได้พยายามเป็น "แกนนำ" ในการจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้ทุกวิถีทางเพื่อผลักดันให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคได้นั่งเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรี"
เมื่อก่อนอาจจะมองเป็นความสำเร็จความเป็น "มืออาชีพ" ของแม่บ้านพรรคอย่าง "สุเทพ เทือกสุบรรณ"
แต่ขณะนี้ "คนในประชาธิปัตย์" บางกลุ่มกลับมองว่าการเป็น "รัฐบาล" เร็วเกินไป สิ่งที่ได้มาถือเป็น "ทุกขลาภ"
เพราะตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล "การแบ่งขั้ว" ในพรรคที่เมื่อก่อนอาจไม่ชัดเจน แต่ตอนนี้ได้มีปรากฏการณ์แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน
ทันทีที่มีการจัดสรรเก้าอี้ "รัฐมนตรี" ก็เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่าง "นายทุน" ที่สนับสนุนพรรคกับ ส.ส.ที่คอยปกป้องและเหน็ดเหนื่อยเพื่อพรรคมาตั้งแต่แรก
กรณีของ "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาแสดงความน้อยอกน้อยใจที่พรรคให้ความสำคัญกับ "นายทุน" มากกว่า ส.ส.ที่ทุ่มเทเพื่อพรรคเป็นตัวอย่างที่สังคมได้เห็นอย่างชัดเจนของการแบ่งกลุ่มก๊วนในพรรคประชาธิปัตย์
เพราะเก้าอี้ "รัฐมนตรี" ส่วนใหญ่เป็นของ "กลุ่มผลัดใบ" ที่มี "สุเทพ" และ "อภิสิทธิ์" เป็นพี่ใหญ่
นอกจากนี้ยังมี "นายทุน" ที่สนับสนุนพรรคที่หวังว่าเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลจะฝากลูกฝากหลานให้มานั่งเก้าอี้ "ผู้ช่วยรัฐมนตรี" หรือคนรับใช้ใกล้ชิดเสนาบดีได้บ้าง แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับการตอบรับ
ในทางกลับกัน กลุ่มอื่นที่ไม่เคยสนับสนุนพรรคมาก่อนกลับหยิบชิ้นปลามันไปหน้าตาเฉย
จึงทำให้ "ส.ส.-กลุ่มทุน-ผู้แทนสอบตก" เริ่มมองเห็นความแตกต่างระหว่าง "พรรคประชาธิปัตย์" กับ "พรรคไทยรักไทย" อย่างชัดเจน
พรรคไทยรักไทยในสมัยที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" เป็นหัวหน้าพรรค ความที่ตัวเองเป็น "นายทุน" เงินจึงไม่มีปัญหาในการบริหารพรรค "ทักษิณ" บริหารพรรคโดยใช้สิ่งที่ตัวเองมี "ซื้อใจ" คนใกล้ชิด
มีการเตรียมความพร้อมก่อนเป็นรัฐบาลโดยการทำบัญชีผู้สมัครถึง 3 บัญชี คือ "บัญชี ส.ส." ทำหน้าที่นิติบัญญัติเพียงอย่างเดียว "บัญชี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์" เตรียมตัวเป็น "รัฐมนตรี" และบัญชี "ผู้สมัครสอบตก" ขึ้นบัญชีเป็น "ผู้ช่วยรัฐมนตรี"
ทุกคนได้รับการดูแลจากพรรคเป็นอย่างดีไม่มีคำว่า "ส.ส.ตกยาก" จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะเห็นบางคนจะได้รับคำเรียกขานว่า "สู้แล้วรวย"
ดังนั้นถ้าพรรคประชาธิปัตย์บริหารพรรคโดยคิดเพียงว่าไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้เป็นรัฐบาลอีกอะไรใกล้มือก็รีบคว้าไว้ก่อน โดยไม่สนใจความรู้สึกของสมาชิกพรรค
สุดท้าย "ผู้ใหญ่" ในพรรคอย่าง "ชวน" ที่นิ่ง ยังไม่รู้ว่านิ่งเพราะ "น้ำท่วมปาก" หรือกำลังตัดสินใจว่าจะเลือกระหว่าง "พรรค" ที่ร่วมสร้างมากับมือ กับปล่อยให้การบริหารพรรคที่ทำเหมือนมีเพียงแค่ "สองคน" จนพรรคอยู่ในภาวะถดถอย
กรณี กษิต ก็เป็นหนึ่งในบทพิสูจน์
หากปล่อยให้บริหารแบบนี้ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ที่ก่อตั้งมานานกว่า 60 ปี ...ยุคทองของพรรคได้ผ่านไปแล้วใช่หรือไม่
สมถวิล เทพสวัสดิ์



