ข่าว

รัฐจ่อทวงคืนความสุขรีด'ภาษี'ลุ้น'ขึ้นมูลค่าเพิ่ม'

รัฐจ่อทวงคืนความสุขรีด'ภาษี'ลุ้น'ขึ้นมูลค่าเพิ่ม'

31 ธ.ค. 2557

รัฐจ่อทวงคืนความสุขรีด'ภาษี' ลุ้น'ขึ้นมูลค่าเพิ่ม-รับมรดก-ถือครองที่ดิน' : ณัฐฎ์ชิตา เกิดแดงรายงาน

              ในปี 2557 ที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การบริหารของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูเหมือนจะเน้นไปที่การคืนความสุขให้คนไทย โดยเฉพาะกลุ่มฐานรากอย่างเกษตรกร และต่อด้วยการให้ของขวัญปีใหม่คนไทยผ่านการลดภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพิ่มค่าลดหย่อนให้บุคคลธรรมสำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ทั้งยังรื้อโครงสร้างลดราคาน้ำมันลง

              แต่ในปี 2558 คนไทยคงจะต้องเตรียมพร้อมกับการปรับ "ภาษี" ที่รัฐจ่อเรียกเก็บเพิ่ม เริ่มจากภาษีมรดกที่ร่าง พ.ร.บ. ภาษีการรับมรดก พ.ศ. ... และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณารับหลักการวาระแรกไปแล้ว คาดว่าอีกประมาณ 90 วันกฎหมายน่าจะมีผลบังคับใช้ แต่กว่าจะมีผลในทางปฏิบัติรัฐบาลให้เวลาประชาชนเตรียมตัวเตรียมใจอีก 90 วัน จึงน่าจะเป็นช่วงกลางปีที่จะเริ่มเก็บภาษีมรดกได้จริง

ประเดิมจัดเก็บ"ภาษีมรดก"

              สำหรับภาษี "มรดก" กว่าจะคลอดออกมาก็มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก บ้างมองว่าไม่คุ้มค่าการจัดเก็บ เพราะไม่สามารถประเมินได้ว่าเก็บได้จริงปีละเท่าไหร่ แม้จะมีการประเมินคร่าวๆ ว่าอยู่ที่ปีละ 3-5 พันล้านบาท เพราะการเก็บภาษีจะขึ้นอยู่กับการเสียชีวิตของเจ้าของมรดกในแต่ละปี อีกทั้งคนรวยก็มีวิธีเลี่ยงภาษีได้หลายรูปแบบอยู่แล้ว เพราะกฎหมายเปิดช่องและมีข้อยกเว้นที่เอื้อประโยชน์ให้ผู้เสียภาษีไม่น้อย แต่ที่หลายฝ่ายเป็นห่วงคือ คนที่ไม่รวยมากแต่บังเอิญได้รับมรดกที่มีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท เข้าข่ายต้องเสียภาษีอาจจะกลายเป็นการรับภาระหนักไปเสียอีก

              อย่างไรก็ตาม นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าภาษีมรดกไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเทศมีการจัดเก็บตั้งแต่ 20-40% ขณะที่ของไทยไม่ได้เก็บจากมรดกบาทแรก แต่เก็บจากเงินที่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนประเด็นที่กังวลว่าอาจทำให้บางคนไม่มีเงินชำระภาษีนั้น ทางการก็หาทางออกให้โดยสามารถผ่อนจ่ายได้เป็นเวลา 5 ปี และในช่วง 2 ปีแรกไม่ต้องเสียดอกเบี้ย หรือหากไม่มีเงินก็สามารถเลี่ยงไปจัดตั้งเป็นกองมรดกได้ เพราะหากไม่มีการโอนก็ไม่มีภาระภาษีเกิดขึ้น ขณะที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องหาเงินไปใช้ในการพัฒนาประเทศ เพื่อช่วยยกระดับการดำรงชีพของประชาชนที่ยากไร้

              เหตุผลที่รมว.คลังย้ำมาตลอดถึงการที่ไทยต้องมีภาษีใหม่ๆ ในการหารายได้เข้ารัฐ เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันรายได้จากการเก็บภาษีของไทยอยู่ที่ 18% ต่อจีดีพีถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ที่เก็บได้สูงถึง 30-40% และการจัดเก็บภาษีใหม่ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะไปรีดเค้นจากคนส่วนใหญ่ แต่เป็นการเก็บเพื่อให้มีการกระจายรายได้ ไม่ไปกระจุกอยู่ที่คนกลุ่มหนึ่ง

ลุ้นทยอยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม1%

              นอกจากภาษีมรดกแล้ว กรมสรรพากรยังเตรียมการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)  ซึ่งในเดือนกันยายน 2558 จะครบกำหนดการคงอัตราภาษีที่ระดับ 7% ซึ่งรัฐบาลมีทางเลือกคือ คงอัตราภาษีที่ระดับ 7% ต่อไปหรือปรับอัตราภาษีขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ทั้งการทยอยปรับขึ้นครั้งละ 1% หรือปรับพรวดเดียว 3% ไปชนเพดานสูงสุดที่ระดับ 10% ตามที่กฎหมายกำหนด โดยหากฟังเสียงจากกระทรวงการคลังแล้ว ทางรมว.คลังยืนยันมาตลอดว่าจะมีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในปี 2558 อย่างแน่นอน แต่ยังไม่ได้ฟันธงว่าจะปรับเท่าใด

              เนื่องจากต้องรอประเมินภาวะเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมปัจจัยด้านต่างๆ เช่น กำลังซื้อของผู้บริโภค เพราะมีความกังวลเช่นกันว่าหากปรับขึ้นภาษีแล้วอาจจะไปฉุดให้การใช้จ่ายในประเทศชะลอตัวลงและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมได้ และหากมองในแง่ความเป็นไปได้แล้วเชื่อว่ารัฐบาลคงไม่กล้าผลีผลามปรับเพิ่มทันที 10%  อย่างแน่นอน ความเป็นไปได้มากที่สุดจึงน่าจะทยอยปรับขึ้น 1% เพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนมากกว่า แต่แม้จะมีการปรับขึ้นเพียง 1% ก็ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องมีภาระในการจ่ายค่าค่าสินค้าและบริการแพงขึ้นอย่างแน่นอน

              ด้านกรมสรรพากรประเมินว่า หากปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% จะทำให้มีรายได้เข้ามาถึง 1 แสนล้านบาท จากปัจจุบันที่ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นตัวหลักในการหารายได้เข้ารัฐกว่า 7 แสนล้านบาท แต่หากภาวะเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาดการณ์ไว้ก็ยังแอบมีความหวังเช่นกัน ว่ารัฐบาลจะถอยไม่กล้าปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มมาซ้ำเติมเศรษฐกิจ

บ้านพักอาศัยเตรียมเสียภาษีที่ดิน

              ส่วนภาษีใหม่อีกประเภทที่ถูกจับตามากคือ ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่จะทำมาใช้แทนพ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ที่ค่อนข้างล้าสมัย ทำให้ท้องถิ่นจัดเก็บรายได้ค่อนข้างน้อยและมีความเหลื่อมล้ำกันสูง ที่ผ่านมากระทรวงการคลังพยายามผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดินมาตลอด 15 ปี ล่าสุดถึงขั้นนำเสนอให้กฤษฎีกาพิจารณาแล้ว แต่ก็มีอันต้องตกไปในช่วงรัฐบาลก่อน จนกระทั่งรัฐบาลนี้ได้ประกาศให้ภาษีที่ดินเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะผลักดันให้ออกมาในช่วงที่บริหารงาน เพราะมองว่าเป็นภาษีที่น่าจะเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยและเป็นลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินได้ดีกว่าภาษีมรดก โดยเท่าที่ประเมินคร่าวๆ น่าจะทำให้มีรายได้เข้ามากว่า 6-7 หมื่นล้านบาทต่อปีทีเดียว

              สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นข้อเสนอของทางกระทรวงการคลัง หลักการคือเก็บจากราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม โดยในร่างกฎหมายจะกำหนดเพดานอัตราสูงสุดไว้ และจะมีการประกาศอัตราจัดเก็บจริงภายหลังเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งเบื้องต้นจะเริ่มเก็บในอัตราที่ต่ำก่อนจะทยอยปรับขึ้นจนชนเพดานซึ่งคงใช้เวลา 3-5 ปี

              อย่างไรก็ตาม เพดานภาษีที่กำหนดไว้เดิมนั้น ทางกฤษฎีกาและรัฐบาลปัจจุบันมองว่าควรมีการปรับเพิ่มอัตราสูงสุดใหม่ เพื่อจะได้ไม่ต้องมีการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ในภายหลัง ทำให้เพดานภาษีได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อย่างกรณีของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อที่อยู่อาศัยเดิมกำหนดไว้  0.1% ของฐานภาษีก็ปรับเพิ่มเป็น 0.5% ส่วนที่ดินเพื่อการเกษตร เดิมกำหนด 0.05% ของฐานภาษีก็ปรับเพิ่มเป็น 0.5% ส่วนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเชิงพาณิชย์ เดิมกำหนดไม่เกิน 0.5% ก็ปรับเพิ่มเป็น 1% และที่มีการปรับเพิ่มเท่าตัวคือ กรณีของที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์หรือทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่า จากที่กำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 2% ได้ปรับเพิ่มเป็น 4% ที่สำคัญจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวในทุก 3 ปี ทำให้เศรษฐีที่ดินหรือแลนด์ลอร์ด ตลอดจนนักการเมืองถึงกับสะดุ้งกับเพดานภาษีใหม่กันเลยทีเดียว

              ทั้งนี้ หากเปิดโผรายชื่อผู้ถือโฉนดที่ดินก็ล้วนเป็นตระกูลดังในสังคมไทยแทบทั้งสิ้น ขณะนี้จึงเริ่มมีกระแสไม่เห็นด้วยเกิดขึ้นและมีข้อเสนอให้มีการผ่อนผัน โดยมีระยะเวลาในการถือครองช่วงหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่มีที่ดินในมือและรอการพัฒนาโครงการจำนวนมาก ซึ่งจากสารพัดข้อกังวลต่างๆ ทำให้ในปี 2557 ที่ผ่านมาร่างกฎหมายดังกล่าวจึงยังไม่ถูกนำเสนอเข้าครม. เพราะต้องนำกลับไปหารือและทบทวนรายละเอียดปลีกย่อยบางประเด็น รวมถึงการยกเว้นให้บ้านที่อยู่อาศัย จากเดิมเคยกำหนดไว้ที่มูลค่าบ้านและที่ดินไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอาจจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 1-3 ล้านบาท ซึ่งประเด็นนี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป

              อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยืนยันว่าปี 2558 จะผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวให้ประกาศใช้ได้อย่างแน่นอน แต่การบังคับใช้จะยังไม่เกิดขึ้นจริง เพราะต้องทำการประเมินราคาที่ดินรายแปลงที่มีกว่า 30 ล้านแปลงทั่วประเทศให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งน่าจะใช้เวลประมาณ 1 ปี 6 เดือน ซึ่งถือว่ายังมีเวลาให้ได้เตรียมใจอีกระยะหนึ่ง