ข่าว

ไทย-กัมพูชาเดินหน้าแบ่งขุมทรัพย์พลังงาน

ไทย-กัมพูชาเดินหน้าแบ่งขุมทรัพย์พลังงาน

30 ธ.ค. 2557

ไทย-กัมพูชาเดินหน้าแบ่งขุมทรัพย์พลังงาน : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน

                 ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชื่นมื่นถึงขีดสุด โดยเฉพาะในรอบปี 2557 ที่มีการยกคณะเยือนกันไปมาระหว่างผู้นำระดับสูง และผู้บัญชาการเหล่าทัพแบบ "เต็มคณะ" ถึง 3 ครั้ง    รวมทั้งการปล่อยตัว นายวีระ สมความคิด ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล
   
                 การเยือนกัมพูชาครั้งล่าสุดของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางไปพร้อม ผบ.เหล่าทัพ และผบ.ตร. เต็มคณะ ได้แก่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และคณะ ได้เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าพบ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และพล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมกัมพูชา รวมทั้งเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางทหาร และหารือในเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ
    
                 ทั้งนี้ การเดินทางเยือนกัมพูชารอบล่าสุดของผู้นำทางการเมือง และทางการทหารระดับสูงของไทย ถูกจับตามองเป็นพิเศษกับกระแสข่าวเรื่องการเจรจาเขตแดนที่ทับซ้อนกัน ทั้งเขตแดนทางบก และเขตแดนทางทะเล โดยเฉพาะ "พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล" ขนาดหลายหมื่นตารางกิโลเมตร ที่เชื่อกันว่า มีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันปริมาณมหาศาล !!
    
                 อย่างไรก็ตาม ปมการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลนั้น ถือเป็น "ประเด็นร้อน" ของทุกรัฐบาล โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกนำมาผนวกเข้ากับประเด็นทางการเมืองภายในประเทศจนไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ และสุดท้ายก็ต้องล้มโต๊ะไปพร้อมกับรัฐบาลทักษิณ
    
                 พล.อ.ประวิตร กล่าวหลังการเยือนกัมพูชารอบล่าสุดว่า การเดินทางเยือนกัมพูชาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพราะมีการพูดคุยในประเด็นปัญหาทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศบริเวณตามแนวชายแดน รวมถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติด แรงงาน การค้ามนุษย์และอีกหลายเรื่องที่ไทยและกัมพูชาจะต้องดำเนินการร่วมกัน
    
                 "โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ" ในพื้นที่ จ.สระแก้ว และ จ.ตราด และที่สำคัญในเรื่องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ถือว่าเป็นความสำคัญทั้งมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากทางทะเล และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันนี้" พล.อ.ประวิตร ย้ำถึงอีกประเด็นสำคัญในการเดินทางเยือนกัมพูชา
    
                 มีประเด็นที่น่าสนใจว่า หลังการเดินทางเยือนกัมพูชา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พล.อ.ประวิตร ได้เป็นประธานการประชุมเพื่อชี้แจงแผนงานด้านความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ.2558-2564 ที่หอประชุมกองทัพเรือ โดยมีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กับกองทัพเรือ เป็นแม่งานเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมรับฟัง
    
                 นอกจากนี้ ยังมีผู้นำทางการทหารระดับสูงเข้าร่วมในการประชุมด้วย อาทิ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และ นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
    
                 พล.อ.ประวิตร กล่าวในตอนหนึ่งว่า "ผมมุ่งหวังให้ทุกหน่วยงานช่วยกันดูแลทรัพยากรทางทะเลไว้ให้ได้ เพราะเป็นสิ่งที่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ลูกหลานในอนาคต ซึ่งพลังงานทางทะเลถือว่ามีอยู่มหาศาล เป็นสิ่งที่ช่วยชาติให้ยั่งยืนและมั่นคงตลอดไปได้”
    
                 ด้านเลขาธิการ สมช. ก็ระบุสอดคล้องว่า "แผนงานด้านความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ.2558-2564 เป็นแผนฉบับแรกที่มีการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ทางด้านการพัฒนา และแผนงานด้านความมั่นคงทางทะเล เพื่อให้ทิศทางการขับเคลื่อนมีความสอดคล้องกัน และมีเป้าหมายในการสร้างความมั่นคง ความมั่งคั่ง และความยั่งยืน"
    
                 ทั้งนี้ ในเอกสารแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล (พ.ศ.2558-2564) ระบุไว้ว่า มีการประเมินผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยมีไม่ต่ำกว่า 17.9 ล้านล้านบาทต่อปี และใน 10 ปีข้างหน้าผลประโยชน์ทางทะเลของไทยมีแนวโน้มมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    
                 สำหรับความท้าทาย และสิ่งจำเป็นที่ต้องได้รับการให้ความสำคัญคือ การแก้ไขปัญหา "พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล" กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการทำประมงที่ผิดกฎหมายและความขัดแย้งเรื่องทรัพยากรที่มีความรุนแรงมากขึ้น
    
                 ในเอกสารยังประเมินยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลของประเทศสมาชิกอาเซียนในแต่ละประเทศ โดยในส่วนของ "กัมพูชา" ได้ระบุว่า กัมพูชามีแผนยุทธศาสตร์ทางทะเลเชิงป้องกัน ตามแผนพัฒนาประเทศ “จตุโกณ” (ยุทธศาสตร์สี่เหลี่ยม) ระยะที่ 3 เน้นจัดการประเด็น "ข้อพิพาททั้งทางบกและทางทะเล" กับประเทศเพื่อนบ้าน
    
                 แหล่งข่าวความมั่นคง เปิดเผยว่า มีการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา อย่างไม่เป็นทางการ โดยหยิบยกเรื่อง "พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล" ในก่อนหน้านี้ และจะนำขึ้นมาพูดคุยกันอีกครั้ง
    
                 "ขณะนี้เริ่มมีการพูดคุยกันระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อหาทางตกลงเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล โดยในการปักปันเขตแดนจะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมา 2 ฝ่าย ส่วนไหนที่เป็นพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และเป็นพื้นที่ทับซ้อนกันจะมีการเจรจากัน โดยการพูดคุยกันจะมีการประนีประนอมกันมากขึ้น อะไรที่ยอมๆ กันได้ก็ให้ยอมกันไป เพราะหากไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ก็ไม่สามารถนำพลังงานขึ้นมาใช้ได้ และยิ่งหากปล่อยไว้นานจะยิ่งเป็นเรื่องที่สูญเสียประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศ" แหล่งข่าวความมั่นคง กล่าว
    
                 แหล่งข่าวความมั่นคงเปิดเผยด้วยว่า ในกลางเดือนมกราคม 2558 จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้นำระดับสูงของไทยและกัมพูชา โดยกระทรวงการต่างประเทศของไทยจะเป็นฝ่ายประสานงาน
    
                 จากสัญญาณความต่อเนื่องในการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ทำให้น่าติดตามว่า ความสัมพันธ์ในระดับที่ดีเลิศของทั้ง 2 ประเทศ จะทำให้การปักปันเขตแดน และการแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเลจบลงได้ภายในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ เพราะทั้งสองประเทศต่างก็เห็นร่วมกันในเบื้องต้นแล้วว่า หากตกลงกันได้เร็วก็จะสร้างโอกาสให้แก่ประเทศของตนเองมากขึ้น