
ผู้เชี่ยวชาญชี้'แอร์เอเชีย'หนีพายุไม่พ้น
ผู้เชี่ยวชาญการบินเชื่อ 'นักบินแอร์เอเชีย' พยายามไต่ระดับหนีพายุ แต่หนีไม่พ้น คาดเครื่องควงสว่านลง-หาไม่ยากเหมือนเอ็มเอช-370
29ธ.ค.2557ผู้เชี่ยวชาญการบินในกองทัพวิเคราะห์สาเหตุกรณีเครื่องบินแอร์บัส เอ 320-200 สายการบินแอร์เอเชียประสบอุบัติเหตุตกที่ประเทศอินโดนีเซียว่า ข่าวในตอนแรกค่อนข้างสับสนโดยรายงานว่า เครื่องบินบินที่ระดับ 38,000 ฟุต และขอลดเพดานบินเหลือ 31,000 ฟุต ซึ่งตามหลักการแล้วนักบินน่าจะขอเพิ่มเพดานบินจาก 31,000 เป็น 38,000 ฟุตมากกว่า เพื่อหนีสภาพอากาศที่เลวร้าย
ผู้เชี่ยวชาญการบินคนเดิมเชื่อว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากสภาพอากาศ ไม่น่าจะมีอะไรซับซ้อนเหมือนเอ็มเอช-370 โดยนักบินน่าจะขอเพิ่มเพดานบินเป็น 38,000 ฟุต เพื่อหนีสภาพอากาศที่เลวร้าย เพราะตามปกติแล้วไอน้ำ ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดพายุฝนจะมีอยู่เบาบางมากตั้งแต่ระดับ 35,000 ฟุตขึ้นไป และการไปที่ระดับ 38,000 ฟุตน่าจะเป็นเพดานบินสูงสุดของเครื่องบินแล้ว
"การบินหนีสภาพอากาศต้องปรับเปลี่ยนทั้งระดับความสูง และทิศทางเพื่อหนีพายุฝน แต่การไต่เพดานบินต้องใช้เวลาพอสมควร โดยปกติแล้วจะใช้ความเร็วที่ 1,000 ฟุตต่อนาที เต็มที่ก็ราวๆ 1,500 ฟุตต่อนาที ดังนั้น การไต่เพดานบินจาก 31,000 ฟุต เป็น 38,000 ฟุต น่าจะใช้เวลาประมาณ 5-7 นาทีเป็นอย่างต่ำ ซึ่งคาดว่าเครื่องน่าจะเจอกับสภาพอากาศเสียก่อน" นักบินคนเดิม ระบุ
ผู้เชี่ยวชาญการบินยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เหตุใด ELT (Emergency Locator Transmitters) หรือ "อุปกรณ์ส่งสัญญาณฉุกเฉินเพื่อแจ้งตำแหน่งเครื่องตก" จึงไม่แจ้งพิกัดในขณะตก เนื่องจากในปัจจุบันสายการบินชั้นนำของโลกมักจะติดตั้งอีแอลทีไว้ที่แพนหาง และปีกเครื่องบิน เพื่อเวลาที่เครื่องบินประสบอุบัติเหตุ อีแอลทีจะได้กระเด็นออกมาจากตัวเครื่อง และสามารถส่งสัญญาณแจ้งพิกัดในขณะตกยิงขึ้นไปบนดาวเทียมได้ในทันที และจะสามารถค้นหาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งกรณีนี้อาจจะเกิดจากปัจจัย 2 ประการ คือ 1.อีแอลทีกระแทกพื้นแล้วเสียหายพร้อมกับตัวเครื่องบิน ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก ยกเว้นจะเกิดระเบิด หรือกระแทกแรงจริงๆ หรือ 2.อีแอลทีจมลงไปกับตัวเครื่อง โดยที่ยังไม่ทันส่งสัญญาณออกมา ซึ่งก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน เพราะการส่งสัญญาณใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น
"ในกรณีนี้ผมคาดว่า เขาน่าจะไต่หนีไม่ทัน แล้วเข้าไปในสภาพอากาศ แล้วถูกลมพายุตีกระหน่ำอย่างแรงจนเครื่องควงสว่านแล้วหัวปักลงอย่างรวดเร็ว เพราะถ้าเครื่องไม่ควงสว่านลง นักบินยังมีเวลาอีกมากในการบังคับเครื่อง เพราะระดับความสูงที่ 30,000 ฟุต ถ้าคำนวณอัตราตกที่ 2,000 ฟุตต่อนาที ต้องใช้เวลาตกถึงพื้นนานถึง 15 นาที ซึ่งนักบินยังมีเวลามากพอที่จะนำเครื่องร่อนลง"
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า การค้นหาซากเครื่องบินแอร์เอเชียในครั้งนี้ไม่น่าจะยาก เพราะบริเวณดังกล่าวมีเรือประมงเป็นจำนวนมาก และน่าจะมีเรือประมงเห็นเหตุการณ์ในขณะตกลงน้ำด้วย แต่ที่ยังไม่มีรายงานในขณะนี้น่าจะเป็นเพราะเรือยังไม่กลับเข้าฝั่ง และยังไม่มีการลงพื้นที่ค้นหาอย่างจริงจัง อีกทั้งในบริเวณดังกล่าวมีสถานีเรดาร์อยู่อย่างหนาแน่น เพราะเป็นเส้นทางการบินตามปกติ ไม่เหมือนกรณีเอ็มเอช-370 ที่คาดว่าจะบินออกจากเส้นทางการบินปกติทำให้การค้นหาเป็นไปได้ยากมาก ซึ่งคาดว่า ในเร็วๆ นี้น่าจะสามารถค้นหาซากเครื่องบินเจออย่างแน่นอน
สำหรับปัจจัยที่เกิดจาก "นักบิน" นั้น ผู้เชี่ยวชาญการบินระบุว่า ชั่วโมงบินของนักบินที่ 6,000 ชั่วโมงบินนั้นถือว่ายังไม่มากเมื่อเทียบกับนักบินพาณิชย์ทั่วไป เพราะบางครั้งไฟลท์หนึ่งถ้าบิน 20 ชั่วโมง เดือนหนึ่งก็ 200-300 ชั่วโมงบินแล้ว และถ้าเทียบกับนักบินในกองทัพที่ขึ้นบินครั้งละ 1-2 ชั่วโมงแล้ว การทำชั่วโมงบินจะแตกต่างกันอยู่พอสมควร
ส่วนหลักการในการบินหนี "สภาพอากาศ" นั้น เขาให้ความรู้ว่า โดยหลักการแล้วทำได้ 3 วิธี คือ 1.ไต่หนี ซึ่งคาดว่านักบินน่าจะเลือกใช้วิธีการนี้ แต่อาจไต่ไม่ทัน เพราะอาจจะตัดสินใจช้าไป 2.บินวนเป็นวงกลม และ 3.บินกลับ ซึ่งในกรณีนี้ถ้าขึ้นบินไปได้แค่ 1 ชั่วโมงก็ยังสามารถบินกลับได้เหลือเฟือ ถ้าไม่เจอเข้ากับสภาพอากาศเสียก่อน



