ข่าว

คตง.รุกสลัดภาพ'ตรายาง'ดันแก้กฎหมายเสริมเขี้ยวเล็บ

คตง.รุกสลัดภาพ'ตรายาง'ดันแก้กฎหมายเสริมเขี้ยวเล็บ

29 ธ.ค. 2557

คตง.รุกสลัดภาพ'ตรายาง'ดันแก้กฎหมายเสริมเขี้ยวเล็บเชิงสืบสวน : ณัฐฎ์ชิตา เกิดแดงรายงาน

                 นโยบายหลักของรัฐบาลชุดปัจจุบันคือ การปรามปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น และการสร้างธรรมาภิบาลที่ดีให้เกิดขึ้น การตรวจสอบการทำงาน รวมถึงการใช้เงินของหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังจากนี้จึงน่าจะมีความเข้มข้นมากขึ้น และหนึ่งในหน่วยงานตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดก็น่าจะเป็นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รวมถึงคณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ซึ่งหลังจากมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาก็เดินหน้าขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุกอย่างหนัก

                 ที่สำคัญการทำงานแนวใหม่ของหน่วยตรวจสอบเงินแผ่นดิน นอกจากการตรวจสอบบัญชีงบดุลเพื่อตรวจสอบการใช้เงินแล้ว ยังรวมไปถึงการใช้เงินในโครงการต่างๆ ที่ส่อไปในทางฝ่าฝืน หรือทุจริตที่อยู่ในความสนใจด้วย ล่าสุด สตง.ได้เข้าไปตรวจสอบกรณีการโกงเงินกว่าพันล้านบาทของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้ได้เข้าไปตรวจสอบกรณีท่อก๊าซของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการจ่ายเงินให้ชาวนา

คตง.เล็งตรวจสอบโครงการใหญ่

                 นายสุทธิพล ทวีชัยการ หนึ่งในคณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) กล่าวว่า บอร์ด คตง.ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การตรวจเงินแผ่นดินยุคใหม่ต้องเน้นทำงานเชิงรุกมากขึ้น รวมทั้งจะมุ่งเน้นไปในเชิงป้องปรามการทุจริต ไม่ใช่การตรวจสอบบัญชี หรือรายงานประจำปีอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน แม้ว่าปัจจุบันจะมีการทำงานตรวจสอบเชิงรุกอยู่แล้ว แต่กลไกการทำงานยังไม่เอื้อมากนักหากเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือกฎหมายของสตง.

                 “ระหว่างนี้เรากำลังพิจารณากรอบขอบเขต บทบาทหน้าที่ของ คตง. และ สตง.ให้ชัดเจน โดยผลการศึกษาของ สตง.ก่อนหน้านี้ ระบุว่าควรให้อำนาจ สตง.ในการรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อให้สามารถส่งไปยังชั้นศาลได้เลยไม่ต้องผ่านหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งจุดนี้อาจต้องดูความเหมาะสมอีกครั้ง และต้องระมัดระวัง เพราะอาจซ้ำซ้อนกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ หรือหน่วยงานอื่นๆ ได้ ซึ่งเรื่องนี้ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาแล้ว โดยมีผมเป็นประธานเพื่อจะได้กำหนดกรอบภารกิจหลักให้ชัดเจน แต่ในหลักการแล้วบอร์ดคตง.เห็นตรงกันว่าต่อไปจะเน้นการทำงานเชิงรุกมากขึ้น”

                 เนื่องจากในปีหน้า นอกจากงานปกติที่ สตง.ต้องตรวจสอบรายงานบัญชีงบการเงินของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจแล้ว ยังมีโครงการหรือหน่วยงานบางแห่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการใช้เงินตามมาภายหลัง คตง.จะเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินโครงการ เช่น การให้ข้อเสนอแนะ โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่หรือการประมูลการจัดซื้อจัดจ้างที่มีความสำคัญ เช่น การประมูล 4 จีของ กสทช.ที่จะดำเนินการในปีหน้า หรือเมกะโปรเจกท์ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ สร้างถนน เพื่อให้การใช้เงินของแผ่นดินมีประสิทธิภาพสูงสุดและบทบาทของสตง.จะไม่ได้เป็นเพียงตรายางประทับรับรองงบการเงินเท่านั้น

                 อย่างไรก็ตาม นอกจากงานปกติที่ทำอยู่แล้ว การทำงานเชิงรุก หรือเชิงป้องปรามที่ คตง.เริ่มเข้าไปทำบ้างแล้ว เช่น การตรวจสอบการจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้ชาวนาไร่ละพันบาท การทวงคืนท่อก๊าซของ ปตท. และล่าสุดได้สั่งการให้สตง.เร่งเข้าไปตรวจสอบรายงานทางการเงินที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังส่งเข้ามาย้อนหลังไปถึงปี 2555 หลังจากมีกรณีปัญหาการยักยอกเงิน 1,600 ล้านบาท เพื่อดูว่าเอกสารที่รายงานเข้ามานั้น มีความผิดปกติหรือไม่และสามารถขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงธนาคารพาณิชย์ได้อย่างไร โดยขอให้เร่งสรุปโดยเร็ว เพราะถือเป็นการยักยอกเงินที่สูงมากและกำลังถูกจับตามองอย่างมาก รวมทั้งต้องประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสรุปสำนวนเพื่อเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป

ดันแก้ก.ม.เพิ่มอำนาจเชิงสืบสวน

                 นายสุทธิพล กล่าวว่า ที่ผ่านมาบทบาทหน้าที่ของ คตง. อาจถูกมองว่าเป็นองค์กรหลักในการป้องกันและปราบปรามทุจริตเกี่ยวกับการปกปักรักษาเงินแผ่นดินของประเทศ แต่จริงๆ แล้ว ขอบเขตอำนาจหน้าที่กว้างกว่าการปราบปรามการทุจริต เนื่องจากความเสียหายต่อเงินแผ่นดินเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ขาดระบบบริหารหรือควบคุมภายในที่ดี ระบบการบริหารงบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ ปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติครม. ไม่ปฏิบัติตามมาตรการและหลักการบัญชี ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่เกี่ยวกับการควบคุมการเงินของรัฐ ผู้บริหารเพิกเฉย ปล่อยปละละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่โดยประมาท จึงเห็นว่าการทำงานระยะต่อไปควรมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของคตง.และ สตง.ให้ชัดเจน เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจตรงกัน

                 อย่างไรก็ตาม การไม่มี คตง.มานาน 9 ปี ทำให้หลายคนอาจมองว่าหน้าที่ดังกล่าวเป็นของ สตง. แต่ในความเป็นจริงแล้ว สตง.ไม่ใช่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ถือเป็นหน่วยธุรการของคตง. หลังจากนี้จึงต้องทำความเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน หลังจากมี คตง.แล้ว ก็มีการปรับกระบวนการทำงานใหม่ให้เร็วขึ้น มีการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการทำงานมากขึ้นและในอนาคตต้องนำไปสู่การแก้ไขกฎมายด้วย เพราะขณะนี้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงต้องผลักดันให้มีการแก้ไขพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ด้วย

                 ทั้งนี้ กฎหมายปัจจุบันเพียงให้อำนาจ คตง. ในการออกมาตรการป้องกัน หรือควบคุมความเสียหายให้หน่วยรับตรวจปฏิบัติและให้อำนาจ สตง.ศึกษาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับแผนงาน งานโครงการที่จะมีผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณ แต่หากเสนอความเห็นไปแล้วไม่ได้บัญญัติว่าหน่วยงานนั้นๆ ต้องดำเนินการอย่างไรต่อ จึงต้องปรับปรุงกฎหมายระบุให้ชัดว่าเมื่อหน่วยงานนั้นได้รับผลการชี้แนะแล้วต้องนำไปพิจารณาทบทวน หรือแก้ไขโครงการตามที่ได้รับคำแนะนำก่อนดำเนินโครงการ แต่หากไม่เห็นด้วยก็ต้องเสนอเหตุผลชี้แจงมา รวมทั้งควรเพิ่มภารกิจที่รองรับมาตรการตรวจสอบเชิงป้องปรามของคตง.และสตง.ให้ชัดเจน

                 นอกจากนี้ กฎหมายปัจจุบันยังขาดความชัดเจนในการให้อำนาจ คตง. ในการสืบสวนสอบสวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน แม้ว่าสตง.จะดำเนินการอยู่แล้วในการตรวจสอบสืบสวนตามข้อบังคับที่สตง.ออกมาเมื่อปี 2549  ก็ยังไม่ชัดเจนและอาจเกิดการโต้แย้งได้ ในอนาคตหากจะเน้นการทำงานเชิงตรวจสอบก็ควรต้องเพิ่มเติมในกฎหมายเพื่อให้อำนาจสืบสวนแก่ คตง.ด้วย โดยอาจรวมถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีภายใต้อำนาจ หน้าที่หากกฎหมายให้อำนาจไปถึง

                 “ในกฎหมายเดิมไม่ได้ให้อำนาจในการแซงชั่นหน่วยงานที่ถูกตรวจสอบ แม้ว่าก่อนเริ่มทำโครงการ สตง.ให้คำแนะนำได้แต่หน่วยงานนั้นๆ จะนำไปปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ เพราะไม่มีบทบัญญัติไว้ ซึ่งต่างจากการตรวจสอบหลังจากมีการร้องเรียนเข้ามาว่ามีการกระทำผิดหรือฝ่าฝืนกฎกติกา ซึ่งสตง.สามารถเข้าไปแซงชั่นได้ และส่งเรื่องต่อไปยัง ป.ป.ช.ได้หากพบว่าผู้บริหารสูงสุดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผมจึงเสนอให้เพิ่มเติมประเด็นนี้ในกฎหมายใหม่ด้วยเพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้สตง.มากขึ้น"

งัดมาตรการเรียกค่าปรับใช้จริงจัง        

                 นายสุทธิพลกล่าวต่อว่า ช่วงที่ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายได้กำหนดนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินในช่วงปี 2558-2560 ขึ้นมาเป็นแนวทางในการทำงาน เพื่อให้การตรวจเงินแผ่นดินมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมไปถึงการตรวจสอบด้านการจัดเก็บรายได้แผ่นดินให้ครบถ้วน การป้องกัน ป้องปราม ขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตลอดจนเป็นกลไกในการกำกับดูแลให้การใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล คุ้มค่า

                 ที่สำคัญจุดเด่นของอำนาจคตง.คือ ปัจจุบันสามารถแต่งตั้งคณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและการคลัง เพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยความผิดทางงบประมาณและการคลัง และกำหนดโทษปรับเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิดแล้วเสนอบอร์ด คตง.วินิจฉัยชี้ขาดในฐานะที่เป็นองค์กรสูงสุด ซึ่งมีผลเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่ที่ผ่านมาอาจต้องพิสูจน์ความจงใจในการฝ่าฝืน ทำให้ต้องใช้เวลาในการไต่สวนนาน และมีกระบวนการค่อนข้างมาก เช่น ต้องมีคณะกรรมการไต่สวน 2 คน ต้องไต่สวนซึ่งหน้า แต่ตรงนี้เห็นว่าสามารถใช้เครื่องมือการสื่อสารสมัยใหม่ได้ จึงต้องมีการเร่งปรับปรุงระเบียบ คตง. โดยตัดคำว่าจงใจออกไป เพราะหากเป็นการฝืนกฎระเบียบแม้ไม่ได้จงใจ หรือกระทำทุจริตก็ควรจะต้องมีโทษปรับด้วย

                 สำหรับการกำหนดโทษปรับนั้น ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่หรือองค์กรต่างๆ มักไม่เข้าใจว่าการกระทำฝ่าฝืน หากทำให้เกิดความเสียหายในการใช้จ่ายเงินของรัฐล้วนเข้าข่ายทั้งสิ้น ซึ่งที่ผ่านมาจะพบมากในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เพราะในเชิงนโยบายสามารถใช้ดุลพินิจในการดำเนินโครงการได้จะเป็นเรื่องที่ดีและทำให้การทำงานเร็วขึ้น แต่ในทางปฏิบัติพบว่ามีปัญหาเกิดขึ้นมากมายหลายพื้นที่ และขณะนี้ คตง.กำลังลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพราะการทำงานระยะต่อไปจะเน้นลงพื้นที่จริงไม่นั่งรอข้อมูลอยู่บนหอคอยงาช้างเพียงอย่างเดียว

                 ทั้งนี้ หากพบว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนจริงก็สามารถนำเรื่องเสนอคตง.ให้เรียกเงินค่าปรับได้ โดยจะกำหนดโทษสูงสุดไม่เกินจำนวนเงินเดือนระยะเวลา 1 ปี เช่น หากมีเงินเดือน 2 หมื่นก็คิดเป็นเงินค่าปรับ 2 แสนกว่าบาท แต่ในความเป็นจริงแล้วคนที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนมักมีตำแหน่งสูงๆ และมีเงินเดือนมาก เช่น 1 แสนบาทค่าปรับก็อาจเป็นล้านบาทได้ โดยหากยังทำงานอยู่ก็จะให้หน่วยงานต้นสังกัดหักเงินเดือนภายในระยะเวลา 2 ปีหากออกจากราชการไปแล้วก็ต้องจ่ายเงินค่าปรับคืนทันที

                 “สังคมอาจจะมองว่าโทษปรับน้อย หากเทียบกับเม็ดเงินภาครัฐที่สูญเสียไป หรือหากมีความเสียหายกรณีทุจริตเชิงนโยบาย แต่จริงๆ แล้วโทษปรับเป็นเพียงมาตรการเสริมที่นำมาใช้ลงโทษอีกทางหนึ่งเท่านั้น ในทางคดีอาญา แพ่ง หรือทางวินัยก็ยังเดินหน้าควบคู่ไปด้วย ทำให้คนที่ทำความผิดจะโดนหลายเด้งทีเดียวและการเรียกค่าปรับจะดูที่การฝ่าฝืนไม่ได้ดูที่เจตนาจึงมองว่ามีไม่น้อยที่น่าจะเข้าข่ายแต่การพิจารณาไต่สวนอาจจะต้องใช้เวลา ทำให้ขณะนี้เรื่องค้างอยู่กว่า 800 เรื่องหากในอนาคตสามารถพิจารณาได้ 100-200 เรื่องก็น่าพอใจแล้วจากที่ผ่านมาพิจารณาได้เพียงปีละ 10 เรื่องเท่านั้น”

สร้างเครือข่ายเปิดสายด่วนรับเรื่อง

                 นายสุทธิพลกล่าวอีกว่า จากบทบาทการตรวจสอบหน่วยงานของภาครัฐที่มีกว่า 8  หมื่นหน่วยงานนั้น ด้วยกำลังคนของ สตง.มีเพียง 3 พันคน จึงไม่เพียงพอแม้จะเพิ่มอีกพันคนก็ยังไม่เพียงพอ จึงต้องใช้วิธีสุ่มตรวจสอบ แต่ก็ต้องเน้นความเป็นธรรมและมีมาตรฐานเดียวกันและไม่มีการเลือกปฏิบัติ เน้นการตรวจสอบในเชิงสร้างสรรค์ไม่จ้องจับผิด ซึ่งกฎเกณฑ์มีอยู่แล้วแต่การทำงานในช่วงที่ผ่านมาอาจหย่อนยานไปบ้าง จึงต้องมีการไขลานกันเล็กน้อยและต้องปรับทัศนคติเป็นบวก เพื่อให้หน่วยงานถูกตรวจสอบมีความสบายใจและพร้อมให้ความร่วมมือ

                 “เรื่องบุคลากรนั้น นอกจากต้องปลูกฝังวัฒนธรรมและค่านิยมหลักขององค์กรที่เน้นความอิสระ เป็นกลาง โปร่งใส เที่ยงธรรม ซื่อสัตย์สุจริตมีคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณแล้ว ยังต้องพัฒนาความรู้ความสามารถ ทักษะที่จำเป็นให้เหมาะสมกับการทำงานตรวจสอบเชิงรุกด้วยเพราะบางเรื่องเป็นเรื่องทางเทคนิค เช่น เรื่องการประมูล 4 จี ที่คตง.จะส่งคนเข้าไปนั่งทำงานที่กสทช.และดูตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการประมูลจากที่ผ่านมาสตง.ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว"

                 นอกจากนี้ ต้องนำระบบไอทีมาช่วยและต้องสร้างเครือข่ายการตรวจสอบ ทั้งหน่วยงานราชการด้วยกัน ภาคเอกชน อย่างสภาหอการค้าที่มีแนวร่วมต่อต้านการคอร์รัปชั่นทางคตง.ก็จะเข้าไปประสานความร่วมมือมากขึ้น รวมถึงภาคประชาชนที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินให้ได้ประโยชน์สูงสุดได้เช่นเดียวกัน โดยเห็นว่าต่อไปน่าจะมีการเปิดระบบสายด่วนให้ประชาชนได้โทรเข้ามาแจ้งเบาะแสได้ด้วย ซึ่งได้มอบหมายให้สตง.รับไปดำเนินการแล้วและน่าจะอยู่ในแผนงานการทำงานในระยะต่อไป อย่างไรก็ตามยอมรับว่าสื่อและภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินในช่วงที่ผ่านมาไม่น้อยทีเดียว

ผู้ว่าการสตง.รับลูกเดินหน้าสอบเต็มสูบ
    
               หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นทั้งหมด 8 คน ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1.นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และกรรมการ ได้แก่ 2.นายปิยะพันธุ์ มินมานเหมินท์ 3.นางอุไร ร่มโพธิหยก 4.นายสุทธิพล ทวีชัยการ 5.นางจิรพร มีหลีสวัสดิ์ 6.นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร 7.นายวิทยา อาคมพิทักษ์ และ 8.นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 8-9 ปีหลังจากที่ไม่มีคณะกรรมการคตง.และผู้ว่าการสตง.มาขับเคลื่อนองค์กร  
    
               นายชัยสิทธิ์ ประกาศหลังรับตำแหน่งว่า คตง. และผู้ว่าการ สตง. พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ละเอียดถี่ถ้วน ระมัดระวังอย่างเต็มที่ เพื่อมิให้เกิดความพลั้งพลาดเสียหาย และให้มั่นใจได้ว่าการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย และบริสุทธิ์ และบังเกิดผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดย สตง.จะยึดมั่นในอุดมการณ์ และหลักแห่งจรรยาวิชาชีพ โดยสัญญาว่า จะทุ่มเทกำลังกาย กำลังสติปัญญาอย่างเต็มความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ดำรงไว้ซึ่งความเป็นอิสระ และเป็นกลาง พร้อมกับความยุติธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน
    
               สำหรับนโยบายเร่งด่วนของ คตง. คือ จะหารือกับกระทรวงการคลังขอให้กรมสรรพากร นำประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ที่ให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากร สามารถจัดเก็บภาษีบนฐานของสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่พิจารณาจัดเก็บภาษีจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะนักการเมืองและข้าราชการทุจริตจะไม่เสียภาษีอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เงินงบประมาณในแต่ละปีถูกนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้องและไม่เต็มที่ คตง.จึงจำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบในฝั่งของรายได้ของรัฐบาลด้วย ไม่ใช่พิจารณาจากฝั่งรายจ่ายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
    
               นอกจากนี้ คตง. ยังแสดงบทบาทเชิงรุกในหลายเรื่องก่อนหน้านี้ เช่น ทำหนังสือสอบถามไปยังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีการลดค่าสัมปทานให้แก่ทีวีสีช่อง 3 ว่ามีความเหมาะสมและถูกต้องหรือไม่ เพราะการลดค่าสัมปทานลงจะทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ และยังจะเข้าไปตรวจสอบการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือนและภาษีป้ายที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่จัดเก็บแทนรัฐบาลกลาง มีการจัดเก็บภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ หาก อปท.แห่งใดเก็บภาษีดังกล่าวไม่เต็มที่ สตง. และคตง.จะส่งเรื่องให้หน่วยงานต้นสังกัดพิจารณาลงโทษทางอาญาต่อไป
    
               ด้านนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. กล่าวว่า กฎหมายปัจจุบันเปิดทางให้ สตง.สามารถเข้าไปตรวจสอบในเรื่องรายได้ รายจ่าย และสินทรัพย์ ไม่ใช่มีหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารทางบัญชีเพียงอย่างเดียว ซึ่งขณะนี้กระบวนการตรวจเงินแผ่นดินมีหน่วยงานที่รับผิดชอบครบแล้ว คือ คตง. และผู้ว่าการ สตง. หลังจากเว้นว่างไปหลายปี เพราะปัญหาการเมือง และปัญหาภายในของ สตง.เอง โดยจากนี้ไปสตง.จะทำงานเชิงรุกมากขึ้น จากเดิมที่การตรวจสอบจากเอกสาร หรือข้อร้องเรียนจากหน่วยงานต่างๆ โดยจะเปลี่ยนเป็นการเข้าไปตรวจสอบทันทีกรณีที่ สตง.พิจารณาแล้วเห็นว่ามีปัญหาเกิดขึ้นโดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายเงินในโครงการอย่างไม่คุ้มค่า หรือมีการซอยย่อยโครงการให้มีขนาดเล็กเพื่อฮั้วประมูลระหว่างหน่วยงานเจ้าของโครงการกับผู้รับเหมา เป็นต้น
    
               ล่าสุด สตง.ได้ลงพื้นที่ร่วมกับดีเอสไอ และ ป.ป.ท. ตรวจสอบฐานข้อมูลของเกษตรกรที่รับเงินช่วยเหลือไป ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 15,000 บาทต่อครัวในพื้นที่ภาคกลาง 25 จังหวัด หลังจากมีข้อสังเกตว่าฐานข้อมูลเกษตรกรอาจจะไม่ทันสมัย มีการแจ้งข้อมูลที่ทำกินเกินกว่าความเป็นจริง และมีการรับเงินไปโดยที่ไม่เข้าตามหลักเกณฑ์ รวมทั้งการเข้าไปตรวจสอบการจัดซื้อหัวรถจักรของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เป็นต้น