ข่าว

ชาวหมีขาวยืนยันไม่สะเทือนจากวิกฤติค่าเงิน

ชาวหมีขาวยืนยันไม่สะเทือนจากวิกฤติค่าเงิน

28 ธ.ค. 2557

ชาวหมีขาวยืนยันไม่สะเทือนจากวิกฤติค่าเงิน : เปิดโลกวันอาทิตย์โดยบุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์


              ช่วงที่ปัญหาสีผิวในแดนดินถิ่นอินทรีผยองกำลังร้อนระอุไปทั่วจนยากจะคลี่คลายลงได้ง่ายๆ แม้ว่าปีใหม่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ประธานาธิบดีบารัก โอบามาก็ยิ่งเหมือนกับหมาบ้าเที่ยวอาละวาดไล่กัดเขาไปทั่ว หวังจะเบี่ยงเบนปัญหาจากภายในให้มะกันชนหันมาสมัครสมานสามัคคีรวมพลังจัดการปัญหาภายนอกแทน อันเป็นหนึ่งในยุทธวิธีเอาตัวรอดตามตำราพิชัยสงครามที่ใช้กันมาแต่ปางโพ้น ไม่ว่าจะเปิดวิวาทะกับคิม จอง อึน ผู้นำโสมแดงกรณีบริษัท "โซนี่ พิคเจอร์ส เอ็นเทอร์เทนเมนต์" จะฉายหนังตลก "ดิ อินเทอร์วิว" ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวางแผนลอบสังหารคิมน้อย ตามด้วยการแฮ็กข้อมูลของโซนี่ ท้ายสุด โซนี่ก็ยอมรอมชอมด้วยการจำกัดโรงภาพยนตร์ที่ยอมฉายภาพยนตร์เรื่องนี้หลังจากถูกขู่จนหัวหดไปตามๆ กัน หรือจู่ๆ ก็ประกาศสงครามสายฟ้าแลบโจมตีค่าเงินรูเบิลของแดนหมีขาวรัสเซีย เพื่อดับโมโหที่ปัญหาในยูเครนยังอึมครึมอยู่ ด้วยการจับมือกับซาอุดีอาระเบียดันให้คงการผลิตน้ำมันต่อไป จนทำให้ราคาน้ำมันดิ่งเหวจนเหลือแค่ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หวังจะทำลายรายได้หลักของรัสเซียที่มาจากการส่งออกน้ำมันและแก๊ส

              แต่ปูตินก็คือปูตินผู้ทระนงองอาจไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ โดยเฉพาะผู้นำทำเนียบขาวจึงแก้เกมทันควันด้วยการจูงมือแดนมังกรให้มาช่วยกู้วิกฤติการโจมตีค่าเงินรูเบิลครั้งนี้ ไม่ให้ลุกลามจนควบคุมไม่ได้เหมือนคราววิกฤติต้มยำกุ้งในแดนดินถิ่นเจ้าพระยา พร้อมกันนี้ก็ยังจับมือกับอดีต 4 เครือรัฐสหภาพโซเวียต ประกอบด้วยเบลารุส คาซัคสถาน อาร์เมเนีย และคีร์กีซสถาน จัดตั้งกลุ่มความร่วมมือ “สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย” ขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป ถือเป็นกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดที่ตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อระหว่างยุโรปและเอเชีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าเสรีในหมู่สมาชิกมีประชากรซึ่งมีกำลังซื้อรวมกันมากกว่า 170 ล้านคนและมีมูลค่ารวมจีดีพีสูงถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์
        
              ตลอดจนมีแผนจะพัฒนาเครือข่ายเส้นทางคมนาคม นโยบายการเกษตรและแรงงาน ที่สำคัญก็คือจะสร้าง “ระบบการเงิน” ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และจะจัดตั้ง “ธนาคารเพื่อการพัฒนา” เป็นของตัวเองที่กรุงอัลมาตีในคาซัคสถาน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่อยู่ใต้การผูกขาดของสหรัฐและยุโรป

              การตั้งกลุ่มสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียและการตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาภายในกลุ่มสมาชิก 5 ประเทศ เท่ากับต่อยอดการร่วมมือกับจีน อินเดีย บราซิลและแอฟริกาใต้ที่รวมพลังกันตั้งเป็นกลุ่มบริกส์ขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อนหน้าคลุมไปถึงการตั้งธนาคารบริกส์ขึ้นมาแทนที่ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ

              แม้ในศึกยกเลิก ปูตินอาจจะตั้งรับไม่ทัน แต่เชื่อว่าหลังจากตั้งตัวได้แล้ว ปูตินก็คงเอาคืนบ้าง เพราะเอาเข้าจริงแล้ว การโจมตีค่าเงินรูเบิลได้ส่งผลในระดับหนึ่งเฉพาะคนในเมืองใหญ่ๆ ที่ถือครองเงินดอลลาร์และยูโร อีกทั้งนิยมซื้อสินค้านำเข้า ซึ่งเฝ้ามองสถานการณ์ด้วยความตื่นกลัวและสิ้นหวัง ที่กลัวมากที่สุดก็คือกลัวว่าราคาสินค้าจำเป็นจะพุ่งเป็นจรวด โดยเฉพาะราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งหมายถึงว่าต้องจ่ายเงินรูเบิลมากขึ้นอีกราว 50 เปอร์เซ็นต์จากราคาที่ติดไว้ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่แค่ระดับ 10 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม ชาวเมืองใหญ่กลุ่มนี้ได้แห่กันถอนเงินดอลลาร์ที่มีอยู่เพื่อแลกเป็นรูเบิลแล้วนำไปซื้อสินค้านำเข้าก่อนที่ค่าเงินจะดิ่งลึกไปกว่านี้และสินค้าจะปรับแพงขึ้น โดยหลายคนเลือกซื้อรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือผลไม้นำเข้า แต่บางร้านค้าได้หยุดขายสินค้าเพราะไม่แน่ใจว่าเงินรูเบิลจะตกต่ำถึงแค่ไหน ขณะที่ธนาคารบางแห่งเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนสกุลเงินต่างชาติแล้วจนรัฐต้องอัดฉีดเงินช่วยเหลือ

              แต่สำหรับชาวหมีขาวบ้านนอกในพื้นที่ห่างไกลแทบจะไม่ได้ผลกระทบแม้แต่น้อย แม้ว่าราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคอาจจะแพงขึ้น แต่ก็อยู่ในระดับที่สามารถรับได้เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต หนำซ้ำมีชาวหมีขาวไม่ใช่น้อยที่ไม่รู้เรื่องการโจมตีค่าเงินรูเบิลที่ทั่วโลกประโคมข่าวใหญ่ว่าทำให้ปูตินกลายเป็นเสือลำบาก

              "นี่เป็นวิกฤติการณ์ของพวกคนรวย ของพวกเศรษฐี ของพวกที่กักตุนเงินดอลลาร์ แต่พวกเราไม่เคยมีเงินเก็บ" ทามารา บอยเชนโก ข้าราชการเกษียณวัย 68 ปีผู้ซึ่งอยู่อย่างสงบที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งห่างจากนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กราว 80 กิโลเมตรให้ความเห็น "ฉันกินเงินบำนาญราว 15,000 รูเบิล (ราว 7,500 บาท) ซึ่งไม่ค่อยพอใช้นัก แต่โชคดีที่มีสวนผักของตัวเองซึ่งช่วยทุ่นค่าใช้จ่ายได้มาก" เธอเสริมด้วยว่าที่ผ่านมา ไม่เคยคาดหวังอะไรทั้งสิ้นทั้งจากรัฐบาลและจากประธานาธิบดีปูติน ไม่ว่าจะในช่วงปกติหรือในช่วงวิกฤติค่าเงิน

              เช่นเดียวกับสตานิสลาฟ คูเชวิค ชาวนาวัย 46 ปีซึ่งเปิดร้านขายเนื้อเล็กๆ ใกล้กับนาของตัวเองที่ให้ความเห็นว่า "เราคงไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ พวกเราไม่มีพลังที่จะสร้างผลกระทบต่ออะไรทั้งสิ้น" และไม่เคยเชื่อว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐออกมาในช่วงนี้จะทำให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นหรือเลวร้ายลง "ผมไม่เคยมีเงินเก็บ ผมใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ทุ่มไปกับนาของผม ผมไม่เคยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ หรือซื้อสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ"

              คูเชวิคยังชมปูตินว่าเป็นคนดี แต่ปูตินก็ปูตินเถอะคงทำอะไรได้ไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์มีความซับซ้อนไม่ใช่น้อย แถมแดนหมีขาวก็เป็นประเทศใหญ่มากและมีการทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่ทั่วทุกหนแห่ง คูเชวิคตบท้ายว่า "ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมจะรับมือกับสิ่งเลวร้ายที่สุด เหมือนที่เคยทำมานั่นแหละ"

              ความเห็นนี้ก็เหมือนกับความเห็นของทัตยานา ซึ่งขายเทียนที่โบสถ์เล็กๆ แห่งหนึ่งในหมูบ้านโคบริโน ไม่ไกลจากกันมากนัก ที่ตอบว่า "ก็ไม่รู้สึกอะไร เราชินชาเสียแล้ว พวกเราอยู่ได้แม้ว่าโซเวียตจะล่มสลายหรือเมื่อเกิดวิกฤติเมื่อปี 2541 นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียเมื่อไหร่ เชื่อว่าอีกไม่นานทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม"

              ขณะเดียวกัน นักธุรกิจในเมืองเล็กๆ ห่างจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไม่ถึง 100 กิโลเมตร ชาวเมืองต่างฟังข่าวปูตินด้วยอารมณ์หลากหลายออกไป ผู้จัดการบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งวัย 30 ปีให้ความเห็นในเชิงสนับสนุนเต็มที่ในจุดยืนของปูตินในปัญหาที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการย้ำว่าจะแก้ไขปัญหานี้ภายใน 2 ปี แต่ผู้จัดการบริษัทโฆษณาผู้นี้ก็ยอมรับว่าถ้อยแถลงนี้ไม่ได้ให้คำตอบที่ลงลึกลงไปว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไรอย่างที่ชาวหมีขาวส่วนใหญ่อยากจะรู้ "ฉันยังไม่รู้ว่าจะวางตัวอย่างไรดี และเชื่อว่าปูตินเองก็ยังไม่รู้เช่นกันว่าจะดึงประเทศให้พ้นจากหุบเหวหายนะนี้ได้อย่างไร ถ้าเขาพูดชัดว่าจะทำยังไง ถึงแม้ว่าแผนรับมือนั้นจะบ้าบอคอแตกแค่ไหน ฉันก็คงสบายใจมากกว่านี้"