
'ปัดฝุ่นกองทุนยุติธรรม แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ'
จัดกระบวนความคิด'พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา' 'ปัดฝุ่นกองทุนยุติธรรม แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ' : ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชยรายงาน
กองทุนยุติธรรมที่ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2549 เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ที่มีคดีความ ทั้งในเรื่องค่าทนายความ ค่าประกันตัว ค่าธรรมเนียมศาล และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งที่ผ่านมาประสบปัญหาข้อจำกัดเรื่องเงินกองทุนที่จะนำมาช่วยเหลือ และประชาชนยังเข้าไม่ค่อยถึง กำลังได้รับการแก้ไขและยกระดับกองทุนขึ้นในยุคที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อจะได้ช่วยเหลือประชาชนที่มีคดีทั่วประเทศได้อย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเรื่องดังกล่าว พล.อ.ไพบูลย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษผู้สื่อข่าวเครือเนชั่นได้อย่างน่าสนใจ
ขอทราบแนวคิดในการยกระดับกองทุนยุติธรรม แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
กองทุนยุติธรรมก่อตั้งมานานหลายปี อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงยุติธรรม และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ แต่ประชาชนยังเข้าไม่ถึง สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะยุติธรรมจังหวัดเข้าไม่ถึงประชาชนในอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ที่สำคัญยุติธรรมจังหวัดเองก็ยังจัดตั้งไม่ครบทุกจังหวัด เนื่องจากบุคลากรไม่เพียงพอ กรมคุ้มครองสิทธิฯ เองก็มีอัตรากำลังกว่า 200 คน สำนักงานก็ตั้งอยู่ในส่วนกลาง แต่ต้องรับผิดชอบประชาชนทั้งประเทศ ทำให้การช่วยเหลือเข้าไม่ถึงประชาชน ซึ่งผมมองเป็นความผิดพลาดของกระทรวงยุติธรรมที่ไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้ทั่วถึงได้ เพราะไม่มีมือเท้าขับเคลื่อนงานในระดับชุมชน จะขยายกรอบอัตรากำลังให้ครอบคลุมทั่วประเทศก็เป็นเรื่องยาก ซึ่งผมมองเป็นจุดบกพร่องของกระทรวงที่ไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้ทั่วถึง ดังนั้นจึงทำความตกลงร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งมีโครงข่ายครอบคลุมทุกชุมชน ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ ให้ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีหน้าที่แจ้งสิทธิการเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมายให้ประชาชนรับรู้ เช่น มีสิทธิขอรับค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล และค่าตรวจพิสูจน์อื่นๆ
หลังจากนี้กระทรวงยุติธรรมต้องไปอยู่กับหมู่บ้าน โดยที่เราไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ลงไปประจำในทุกหมู่บ้าน แต่จะทำงานผ่านศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งเป็นหลักในการรับเรื่องราวร้องทุกข์ เครือข่ายยุติธรรมชุมชนจะเข้าไปคู่ขนานกับศูนย์ดำรงธรรม กรรมการหมู่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะทำหน้าที่แจ้งสิทธิให้ชาวบ้านรับรู้ โดยวางเป้าหมายให้ทำงานครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศภายในเดือนเมษายน 2558 นี้ ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกคำสั่งถึงพนักงานสอบทุกสถานีตำรวจ ให้ทำหน้าที่แจ้งสิทธิการขอรับความช่วยเหลือตามกฎหมาย หลังรับแจ้งความคดีอาญา
ที่ผ่านมาการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญามีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ อธิบดีคนปัจจุบันต้องแก้ปัญหาด้วยการตั้งกองทุนรับบริจาค เพื่อสำรองจ่ายไปก่อน
กองทุนยุติธรรมไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องเงิน เพราะเป็นการขอใช้งบประมาณกลาง สามารถเสนอคำขอเบิกใช้งบประมาณได้ตลอด กองทุนยุติธรรมไม่ใช่กองทุนที่มีรายได้ตายตัว พอหมดรายได้แล้วจ่ายเงินไม่ได้ แต่เป็นกองทุนที่รัฐจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่มีความต้องการขอรับความช่วยเหลือ จะบอกว่าไม่มีเงินไม่ได้ ผมเข้ามารับตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ได้รับรายงานว่า กรมคุ้มครองสิทธิฯ ค้างจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา 179 ล้านบาท จึงทำเรื่องขออนุมัติงบกลาง ใช้เวลาแค่สัปดาห์เดียวคณะรัฐมนตรีก็อนุมัติวงเงิน เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปีนี้จึงอาจเป็นปีแรกที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ จ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้ผู้เสียหายในคดีอาญาครบทุกราย ไม่มียอดค้างจ่ายเพื่อรอเงินจากปีงบประมาณหน้า หลังจากนี้คงไม่ต้องให้ใครมาสำรองจ่าย เพราะเป็นนโยบายที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญมาก
รัฐบาลเตรียมงบประมาณรองรับอย่างไร หากประชาชนเข้าถึงสิทธิการได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงรัฐบาลอาจต้องมีรายจ่ายเพิ่ม
ที่ผ่านมากรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้รับงบประมาณปีละ 200 ล้านบาท เพราะมีผู้ขอใช้สิทธิเพียง 16% แต่ในปีนี้มีการทำงานเชิงรุก ทำให้ประชาชนรับรู้ถึงสิทธิตามกฎหมายเพิ่มขึ้น จนมีผู้ยื่นคำขอรับเงินเยียวยาเพิ่มเป็น 63-64% ใช้เงินประมาณ 300 ล้านบาท ดังนั้นหากกองทุนยุติธรรมเข้าถึงประชาชนอย่างครอบคลุม 100% อาจใช้งบประมาณ 500-600 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่ได้เยอะเมื่อเทียบกับวงเงินงบประมาณของประเทศ อย่างไรก็ตาม เงินกองทุนไม่ได้หมดไปเพราะส่วนหนึ่งใช้เป็นทรัพย์ประกันตัว หลังจบคดีรัฐก็ได้เงินคืน เพื่อหมุนไปช่วยเหลือคนอื่นต่อไป สำหรับการช่วยเหลือประชาชนด้วยเงินเพียง 500-600 ล้านบาท ผมมองไม่ออกว่าทำไมรัฐบาลจะให้ไม่ได้ ที่ผ่านมาแนวคิดที่ไม่ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิด้านนี้ด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ อาจเป็นเพราะนโยบายของผู้บริหารที่แตกต่างกัน ผมจึงเข้ามาปรับเปลี่ยน โดยยกระดับกองทุนยุติธรรมซึ่งเดิมเป็นเพียงระเบียบกระทรวงยุติธรรม ให้เป็น พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม เพื่อให้มีที่มาของเงินอุดหนุนและการบริหารที่ชัดเจน เช่น อาจมีรายได้มาจากค่าธรรมเนียมฟ้อง หรือเงินอื่นๆ
ยอมรับว่ารัฐอาจมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่เป็นรายจ่ายที่รัฐจำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือ ผมมองว่าเงิน 500-600 ล้านบาท หรืออาจต้องเพิ่มเป็น 1,000 ล้าน สำหรับประชาชนไม่เยอะ เมื่อเทียบกับการที่ประชาชนมีโอกาสที่จะเข้าไปต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เราไม่ได้มองว่าเขาถูกหรือผิด แต่เป็นการช่วยให้เขาเข้าถึงโอกาส ไม่ใช่ต้องเข้าไปติดคุกเพราะไม่มีโอกาสได้ต่อสู้หรือเพราะเขากลัวความล่าช้า หรือไม่มีเงิน หรืออยู่ห่างไกลจากศูนย์ความช่วยเหลือในส่วนกลาง ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ควรหมดไป ไม่ต้องห่วงเรื่องงบประมาณ ผมห่วงอย่างเดียวว่าประชาชนรู้หรือไม่ว่ามีความช่วยเหลือจากรัฐในเรื่องนี้
"ยุติธรรมชุมชน จะยั่งยืนได้อย่างไร หลังเปลี่ยนรัฐบาลนโยบายอาจเปลี่ยนแปลงได้ ที่ผ่านมาเงินส่วนใหญ่ของกองทุนนี้ถูกนำไปใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันตัวผู้ต้องขังกลุ่มเสื้อแดง"
จะไม่ยั่งยืนได้อย่างไร เพราะเมื่อชาวบ้านมีปัญหาเดินไปหากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมการระดับจังหวัด เมื่อความช่วยเข้าถึงประชาชนอย่างเป็นระบบแล้ว จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร เชื่อว่าเมื่อประชาชนรับรู้ถึงสิทธิแล้วไม่มีใครสามารถเรียกคืนไปจากพวกเขาได้ ที่สำคัญเราอย่าไปคิดว่าใช้กองทุนไปช่วยเหลือคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ประชาชนทุกคนมีสิทธิเข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐ อย่าแบ่งแยก ต้องทำให้เที่ยงธรรมเที่ยงตรง ต้องตั้งหลักแบบนี้จึงไปต่อได้ ในส่วนของวงเงินเยียวยา ตอนนี้ผมยังไม่คิดจะปรับเพิ่มการช่วยเหลือเยียวยา ด่านแรกขอให้ประชาชนเข้าถึงสิทธินี้โดยทั่วถึงก่อน เพราะตอนนี้หลายคนยังไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิ ทำให้ความช่วยเหลือกระจุกตัวอยู่ในส่วนกลาง
"ก่อนหน้านี้ยอมรับว่า ผมไม่อยากมาอยู่กระทรวงยุติธรรม กลัวทำงานไม่ได้หรือกลัวจะทำได้ไม่ดี เพราะไม่ได้เรียนมาทางนี้ ผมเรียนกฎหมายมาบ้าง แต่ไม่มาก แต่เมื่อมาอยู่แล้วยอมรับว่าพอใจ ที่ได้ทำงานตรงกับความตั้งใจ ที่ต้องการทำให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรม"
กองทุนยุติธรรม จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2549 วัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนเงินหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ฟ้องร้องดำเนินคดี บังคับคดี คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยออกเป็นระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยกองทุนยุติธรรม สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการประกันตัวค่าทนายความค่าธรรมเนียมศาล ค่าใช้จ่ายในการตรวจดีเอ็นเอ ค่าเดินทางและค่าที่พักในการเดินทางไปขึ้นศาล
ข้อมูลจากสถิติตั้งแต่จัดตั้งกองทุน ปี 2558 มีผู้มายื่นคำขอรับการสนับสนุน 14,316 ราย ไม่อนุมัติการช่วยเหลือ 4,641 ราย อนุมัติการช่วยเหลือ 5,602 ราย วงเงิน 283,104,862.77 บาท โดย 85% ของวงเงินช่วยเหลือจ่ายเป็นค่าประกันตัว 243,058,133.02 บาท ค่าทนายความ 20 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมศาล 11 ล้านบาทเศษ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าตรวจพิสูจน์ ค่าคุ้มครองพยาน ค่าพาหนะ ฯลฯ



