
นายกฯไม่ต้องเป็น ส.ส.-ส.ว.อำนาจล้นฟ้าจุดอ่อนร่างรัฐธรรมนูญ
นายกฯไม่ต้องเป็น ส.ส.-ส.ว.อำนาจล้นฟ้าจุดอ่อนร่างรัฐธรรมนูญ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น
เดินหน้าเคาะอนาคตการเมืองไทยแบบรายวัน สำหรับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันว่า "นายกรัฐมนตรี" ต้องมาจากการเลือกของรัฐสภา หรือเลือกใช้ระบบเลือกตั้ง "แบบสัดส่วนผสม" ซึ่งมาจากฐานการคิดคำนวณคล้ายคลึงกับประเทศเยอรมนี
แต่ดูว่าทั้งสองประเด็นยังจะไม่ถูกตั้งคำถามเท่ากับสองเรื่องต่อไปนี้ เรื่องแรกคือการกำหนดว่า "นายกรัฐมนตรี" ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. หรือหากใช้ภาษาที่ง่ายกว่านั้นคือ "นายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งนั่นเอง"
โดยกรรมาธิการยกร่างให้เหตุผลว่า "เพื่อเปิดช่องให้มีนายกฯ มาจากบุคคลภายนอกเมื่อเกิดเหตุวิกฤติทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา"
แต่ประเด็นนี้ย่อมถูกสังคมมองอย่างหวาดระแวง เพราะเอาจริงๆ แล้วเราเคยถกเถียงเรื่องนี้จนถึงขนาดเกิดโศกนาฏกรรม "พฤษภาทมิฬ" มาแล้ว เราสู้จนได้ระบบที่ "นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง"
และวันนี้ไม่แปลกว่าหลายคนจะเริ่มตั้งข้อสงสัยเรื่องการสืบทอดอำนาจ
ลำพังการการันตีของ "โฆษกกรรมาธิการยกร่างฯ" ที่ระบุว่า "แม้จะไม่ได้กำหนดให้นายกฯ ต้องมาจาก ส.ส.เท่านั้น โดยธรรมชาติ และตรรกะทั่วไป เมื่อบัญญัติไว้ว่าให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงมติเลือกนายกฯ และให้ประธานสภา เป็นผู้นำความกราบขึ้นบังคมทูล โดยทั่วไปนายกฯ น่าจะมาจาก ส.ส." คงจะช่วยอะไรมากไม่ได้ เพราะตัวบทที่บัญญัติไว้ต่างหากที่มีความสำคัญ และเป็นตรรกะหลักที่จะใช้เวลาเลือกนายกฯ
เพราะถึงวันนั้น การเลือกนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจะไม่เป็นเรื่องผิดกฎหมายอีกต่อไป
นอกจากนี้ยังมีเรื่อง ส.ว. ที่คราวนี้ถ้าพูดแบบตีความให้เรียบร้อยคือเป็นระบบสรรหาทั้ง 200 คน เพราะแม้จะบอกว่ามีส่วนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมของกลุ่มวิชาชีพ แต่นั่นก็มิใช่การเลือกตั้งโดยตรงหากแต่เป็นการเลือกตั้งของคนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งอาจจะมีการเขียนกฎหมายที่ล็อกเอาไว้หลายๆ ทางในภายหลัง
นอกจากนี้ ในส่วนที่เป็น "การสรรหา" ยังกำหนดสเปกไว้ชัดเจนแล้วว่าคนประเภทไหนบ้างที่จะเข้ามาได้ เรียกว่าการยึดโยงกับประชาชนผ่านระบบเลือกตั้งที่คุ้นเคยมาแทบจะเป็นศูนย์
ส่วนอำนาจหน้าที่นั้นเรียกว่า "ล้นฟ้า" ไม่นับรวมอำนาจแบบเดิมที่บอกว่าจะคงไว้เช่น แต่งตั้งองค์กรอิสระ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง การกลั่นกรองกฎหมาย คราวนี้ยังให้อำนาจเพิ่มในการเสนอกฎหมาย รวมไปถึงการตรวจสอบประวัติผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีก่อนนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
ประเด็นสุดท้ายแน่นอนว่าย่อมถูกตั้งคำถามอย่างสูงเพราะ เรื่องนี้น่าจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารมิใช่ฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะฝ่ายนิติบัญญัติที่ยังถูกตั้งคำถามถึงการเป็นตัวแทนประชาชน
หากร่างรัฐธรรมนูญจะถูกต่อต้านก็ให้จับตาสองประเด็นนี้ให้ดีๆ



