
ความสุข(อีกสักที)
ความสุข(อีกสักที) : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ปะภัสสร เสวิกุล
วันก่อนคุยกับเพื่อนถึงความสุขของคนต่างจังหวัดกับคนในกรุงเทพฯ และมีความเห็นคล้ายกันว่า ทั้งคนต่างจังหวัดและคนกรุงเทพฯ ต่างก็มีสุขมีทุกข์ไปคนละอย่าง คนต่างจังหวัดอาจจะมีความสุขกับชีวิตที่เป็นธรรมดา และการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ไม่ต้องเคร่งเครียดกับชีวิตประจำวันที่เร่งรัด เคร่งเครียด ไม่ต้องผจญกับปัญหาการจราจร มลภาวะ หรือความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม แต่ก็ขาดความสะดวกสบาย และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ขณะที่คนกรุงเทพฯ อาจมีปัญหารอบด้าน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ เศรษฐกิจตึงตัว ความวิตกต่ออันตรายและความไม่ปลอดภัยต่างๆ ปัญหาอาชญากรรม และยาเสพติด ฯลฯ แต่ก็ได้เปรียบในเรื่องการใช้ชีวิตที่ทันสมัย ความก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยี และแหล่งบันเทิง
หากถามว่า ที่ไหนจะมีความสุขมากกว่ากัน ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก เพราะแต่ละคนย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกัน แต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือในต่างจังหวัดขาดโอกาสหลายอย่าง โดยเฉพาะการศึกษา สุขอนามัย และการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับความสุขของชีวิต
สัปดาห์ต่อมา ผมไปใส่บาตรในวันอาทิตย์ที่ตรอกหม้อ ซึ่งเป็นย่านชุมชนเก่าแก่แถวเสาชิงช้า ตรอกหม้อเป็นตรอกแคบๆ ความยาวไม่มากนัก แต่เป็นตลาดสดที่ขายหมูเห็ดเป็ดไก่ในระดับน้องๆ ตลาดเก่าเยาวราช สองฟากมีร้านขายของชำและอาหารอร่อยๆ ที่สำคัญคือ เช้าๆ มีแผงขายอาหารใส่บาตรหลายเจ้า เพราะมีพระจากวัดแถบนั้น เช่นวัดสุทัศน์ วัดมหรรณพาราม วัดราชประดิษฐ์ วัดราชบพิธฯ เป็นต้น มารับบาตรเป็นจำนวนมาก จะใส่สักกี่สิบองค์ก็ได้ - ปกติ หลังจากใส่บาตรแล้ว ผมก็จะกลับบ้านเลย แต่วันนั้น เนื่องจากอากาศค่อนข้างดี ไม่ร้อนไม่หนาว ก็เลยชวนภรรยาเดินจากตรอกหม้อ ผ่านวัดสุทัศน์ ถนนบำรุงเมือง โบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า ศาลาว่าการ กทม.เก่า เรื่อยมาจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปตามถนนราชดำเนิน ผ่านสี่แยกคอกวัว เลี้ยวซ้ายเข้าถนนตะนาว ไปศาลเจ้าพ่อเสือ แล้วจึงขึ้นแท็กซี่กลับ ระยะทางน่าจะในราว 3 กม. แต่ความเพลิดเพลินกับการชมเมืองเก่าย่านใจกลางกรุงเทพฯ ในอดีต ในวันที่บนถนนไม่มีรถราพลุกพล่าน หรือผู้คนคับคั่ง ก็ทำให้ได้อารมณ์และความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง คือได้เห็นกรุงเทพฯ ในยามเงียบสงบ ทำให้ย้อนเวลากลับไปสมัยที่ผมเป็นเด็กเสาชิงช้าและเดินในย่านนี้อย่างทะลุปรุ
โปร่ง กระทั่งแต่งเป็นหนังสือ “เด็กชายมะลิวัลย์” - การเดินในวันนั้น ทำให้ผมรู้สึกมีความสุข เป็นความสุขแบบง่ายๆ ไม่มีการปรุงแต่ง หรือเสียเงินเสียทอง และได้คำตอบให้ตัวเองว่า จริงๆ แล้ว อยู่กรงเทพฯ ก็มีความสุขกับความธรรมดาและธรรมชาติได้ หากรู้จักที่จะแสวงหามัน
ผมเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนอีกคนหนึ่งฟัง เขาก็บอกว่า เขามีเพื่อนชาวต่างประเทศคนหนึ่งที่เข้ามาทำงานเมืองไทย ทุกครั้งที่เพื่อนคนนั้นมีปัญหาหรือความเครียด เขาก็จะเดินไปเรื่อยๆ และจบลงด้วยการเข้าไปนั่งอยู่หน้าพระประธานในโบสถ์ ด้วยเหตุผลว่า เวลาที่เขานั่งดูพระพักตร์ของพระประธาน เขาจะเห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา และเมื่อมองจากพื้นโบสถ์ขึ้นไปสายตาของเขาจะพบสายตาที่สงบ อบอุ่น และเหมือนจะเข้าใจในปัญหาและเรื่องไม่สบายใจที่เขามีอยู่ ทำให้รู้สึกว่ามีที่พึ่ง มีคนที่เข้าใจ เห็นใจ ซึ่งทำให้เขามีความสุข คลายจากความทุกข์ และเกิดสติปัญญาที่จะแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหา
ผมฟังแล้วก็นึกอิจฉาชาวต่างประเทศคนนั้น ที่รู้จักหาความสุขความสงบใกล้ตัวได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ผมซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯ เอง กลับไม่ค่อยได้เข้าวัดเข้าวาสักเท่าไหร่ - ครับต่อไปนี้เห็นทีจะต้องหาเวลาไปกราบพระประธานบ้างแล้วละครับ



