ข่าว

กระแส‘ไอเอส’ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(จบ)

กระแส‘ไอเอส’ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(จบ)

26 ธ.ค. 2557

กระแส‘ไอเอส’ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (จบ) : โลกมุสลิม โดยศราวุฒิ อารีย์

              แม้จะมีข่าวการร่วมรบกับสมาชิกกลุ่ม ‘รัฐอิสลาม’ หรือ ‘ไอเอส’ ของมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่องจนทำให้รัฐบาลของหลายประเทศในภูมิภาคเป็นกังวลต่อภัยคุกคามความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แต่กระแสไอเอสในภูมิภาคนี้ก็ไม่สามารถแพร่กระจายขยายไปได้อย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มว่าแนวคิดสุดโต่งนี้จะไม่สามารถรุกคืบไปได้มากกว่านี้ ทั้งนี้ก็เนื่องจากเหตุผลหลายประการ

              อย่างที่ผมได้เรียนรับใช้ไปเมื่อตอนที่แล้ว การกำเนิดของกลุ่มไอเอส แม้จะเป็นที่ถูกใจของมุสลิมบางส่วน แต่สำหรับมุสลิมส่วนใหญ่กลับไม่ได้ให้การยอมรับ หลายฝ่ายออกมาประณามการกระทำของไอเอสด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะนักวิชาการศาสนาคนสำคัญ ๆ ของโลกมุสลิม ทั้งในซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และอิหร่าน พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการตั้งผู้นำของไอเอสเป็น ‘เคาะลีฟะฮ์’ อันถือเป็นตำแหน่งผู้นำทางการเมืองอย่างเป็นทางการของประชาชาติมุสลิมสืบต่อจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล.)

              อีกอย่างก็คือ มุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นกลุ่มคนที่มีภูมิความรู้ในวิถีอิสลามเป็นอย่างดีหากเทียบกับมุสลิมในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งถือเป็นเสมือนวัคซีนป้องกันแนวคิดความสุดโต่งได้ดีที่สุด ขณะที่ในทางชาติพันธุ์นั้น มุสลิมในภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่เป็นมลายู เป็นกลุ่มคนที่มีวิธีคิด วิถีชีวิต และอัตลักษณ์แตกต่างไปจากพี่น้องมุสลิมที่อยู่ในโลกอาหรับ

              แม้จะยกย่องให้เกียรติภาษาอาหรับอย่างมาก เพราะถือเป็นภาษาที่ใช้ในคัมภีร์อัล-กุรอาน แต่มุสลิมในภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถสื่อสารภาษาอาหรับได้ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นข้อจำกัดทำให้แนวคิดของไอเอสที่เผยแพร่ออกมาผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ในหลากหลายรูปแบบ ไม่สามารถเข้าถึงมุสลิมในภูมิภาคนี้ได้ นอกจากจะใช้วิธีแปลจากภาษาอาหรับเป็นภาษาท้องถิ่นอื่น ๆ

              ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้มุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่สามารถหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกลุ่มไอเอส

              ในช่วงสงครามอัฟกานิสถาน (1979-1989) ความแตกต่างในลักษณะข้างต้นได้รับการแก้ไขโดยการสร้างค่ายฝึกอบรมเพื่อให้มุสลิมจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับนักรบมุญาฮิดีนจากประเทศอาหรับ ก่อนที่ออกไปสู่สมรภูมิรบร่วมกัน แต่ในสงครามกลางเมืองในซีเรียและอิรักคราวนี้ นักรบจากดินแดนต่าง ๆ ถูกโยนลงไปจับอาวุธต่อสู่ในสมรภูมิรบอย่างชนิดที่ไม่มีการเตรียมการใด ๆ ทั้งสิ้น บางกรณีนักรบจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และที่อื่น ๆ ตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพราะรับไม่ได้ต่อพฤติกรรมความรุนแรงของสมาชิกไอเอส

              ขณะเดียวกัน สถานะทางเศรษฐกิจของมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย มาเลเซียและสิงคโปร์ ก็ดีกว่ามากเมื่อเทียบกับมุสลิมในตะวันออกกลาง หรือมุสลิมในยุโรป มุสลิมกลุ่มหลังนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพจากแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รู้สึกว่าตนเองเป็นพลเมืองชั้นสอง และเป็นคนชายขอบที่ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแล อีกทั้งหลังเหตุการณ์ 9/11 ยังเกิดกระแสเกลียดกลัวอิสลามขึ้นในยุโรป จนสร้างปัญหาในชีวิตความเป็นอยู่ของมุสลิมที่นั่น

              สถานะความเป็นอยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจของมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มุสลิมในภูมิภาคนี้ไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการจับอาวุธใช้ความรุนแรง ไม่เหมือนกับมุสลิมในที่อื่น ๆ ที่มีประสบการณ์ต่างกัน

              ฉะนั้น สมรภูมิรบในซีเรียและอิรักจึงไม่เป็นที่ดึงดูดใจของมุสลิมส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระแสไอเอสในบ้านเราจึงอาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอย่างที่เราคิดก็เป็นได้