ข่าว

รัฐบาลทางขวาง

รัฐบาลทางขวาง

25 ธ.ค. 2557

รัฐบาลทางขวาง : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

             เมื่อมีการพูดกันถึงนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ก็ได้ยินคำว่า “รัฐบาลทางขวาง”

             บางบทสนทนากับ คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ซีอีโอ ซีพี ออลล์ เปิดให้เห็นอีกมิติหนึ่งของการเมือง ที่ผมไม่เคยมองมาก่อน

             คุณก่อศักดิ์ อธิบายคำว่า “รัฐบาลทางขวาง” ว่า หมายถึงกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีบทบาทสำคัญต่อความคงอยู่ของชาติ เช่น ในห้วงเวลาที่ฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 บริษัท กิจการทั่วไปล้มระเนระนาด แต่มีไม่กี่บริษัทที่แข็งแกร่งและอยู่ได้ ช่วยค้ำจุนไม่ให้ประเทศล้มละลาย

             ในขณะที่รัฐบาลในระบบ ซึ่งอาจเรียกว่า รัฐบาลแนวดิ่ง มีความเปลี่ยนแปลงผันแปรอยู่ตลอดเวลา รัฐบาลเช่นนั้นแทบไม่มีความหมายในโลกยุคใหม่ ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีความสำคัญมากไปกว่าเทศบาลเทศบาลหนึ่ง

             ผมเชื่อว่า ในยุคต่อไป ผู้คนจะค่อยๆ ลดการพึ่งพารัฐ สิ่งที่เรียกว่ารัฐบาลทางขวางก็จะมีอำนาจมากขึ้น ขยายกิจการไปยังภูมิภาคต่างๆ เป็นปัจจัยแห่งความอยู่รอดของชาติและโลก มากกว่ารัฐบาลทางการ ซึ่งจะกลายเป็นที่เล่นของกลุ่มอำนาจและผลประโยชน์ สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไประหว่างพลเรือนและทหาร

             ถึงแม้จะพยายามมองโลกสวย แต่ทำนายได้ไม่ยากเย็นว่า รัฐบาลหลัง คสช.ก็จะกลับมาสู่ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น ด้วยความพยายามกดทับความเห็นต่าง และสร้างมายาคติว่า คนไทยกลับมารักกันเหมือนเดิมแล้ว

             หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลทุกรัฐบาลล้วนสั่นคลอนจากความขัดแย้งของกลุ่มคน เป็นความขัดแย้งไม่เพียงความเห็นต่างที่เป็นวิถีปกติของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่เป็นความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้นเป็นการสั่งสมผู้คน และอาวุธ สั่งสมความเกลียดชัง ในระดับที่อาจแปรสังคมไทยให้เป็นรวันดาได้อย่างไม่ยากเย็น ในเวลาเดียวกัน กิจการขนาดใหญ่ ธุรกิจขนาดใหญ่ กลับแข็งแกร่งขึ้น มีการเติบโตขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การเติบโตขยายตัว ซึ่งมีนัยสำคัญทั้งต่อตัวธุรกิจเอง และผู้ที่เกี่ยวข้องในหลายระดับ ตั้งแต่เจ้าของกิจการ ไปจนถึงประชาชนทั่วไป

             ในบรรยากาศของการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมือง ซึ่งเป็นเสียงเรียกร้องของประชาชนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งก่อนรัฐประหาร มีการเสนอสูตรการได้มาซึ่งผู้นำประเทศที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ การเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อสร้างผู้นำที่มีความเข้มแข็ง และเป็นอิสระจากนักการเมือง

             เหตุผลคือ ความต้องการหัวหน้าฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง มีเอกภาพ แนวคิดนี้เป็นผลมาจากประสบการณ์ทางการเมืองในระบบรัฐสภาของไทย ที่ฝ่ายบริหารมักมาจากการรวมตัวกันของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งจะต้องอาศัย ส.ส.สนับสนุน จึงไม่พ้นระบบกลุ่มในพรรคการเมือง ผู้นำจึงไม่มีอำนาจที่แท้จริง และคณะรัฐมนตรีไม่สามารถกำหนดตัวบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ได้ โดยให้พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีก่อนปฏิบัติหน้าที่

             แต่เมื่อมีการอภิปรายถกเถียงกันอย่างกว้างขวางใน สปช. ข้อเสนอนี้ก็กลายเป็นเพียงรอยเท้าในผืนทราย

             ความเลวร้ายของระบบการเมืองไทย อย่างน้อยในห้วงระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา ไม่ได้มาจากการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง หรือการเลือกโดยระบบพรรคการเมืองเสียงข้างมาก แต่อยู่ที่การเคลื่อนย้ายทุนธุรกิจเข้าสู่การเมือง

             ความเชื่อว่า รวยแล้วไม่โกง ถูกทลายลงหลังการเข้ามาในการเมืองของทักษิณ ชินวัตร น่าสนใจว่า ประเทศอารยะส่วนใหญ่ในโลกนี้ เขายินยอมให้นักธุรกิจเข้ามาในการเมืองหรือไม่ คำตอบคือ ไม่มี ดังนั้น แทนที่จะสกัดกั้นนักการเมืองเลว ก็ควรจะคิดระบบในการป้องกันนักธุรกิจเข้ามาในอำนาจการเมืองก่อน

             ธุรกิจ ควรเป็นเพียงรัฐบาลทางขวาง ที่เกื้อหนุนสังคมอยู่วงนอก ปล่อยให้หน้าที่รัฐบาลทางตรงเป็นเรื่องเกมอำนาจของคนกลุ่มหนึ่งไว้เล่นกัน